Mannature : Product for Life

Health

ร่างมาตรฐานคุณภาพ “น้ำดื่ม” ใหม่ของประเทศไทย กำหนดค่า pH อยู่ระหว่าง 6.5 – 8.5

comments off
|

เปิดร่างคุณภาพ “น้ำดื่ม” ไทยใหม่ทุกค่า ทั้งกรดด่าง สี เคมี โลหะหนัก และเชื้อโรค

เปิดร่างมาตรฐานคุณภาพ “น้ำดื่ม” ใหม่ของประเทศไทย กำหนดค่า pH อยู่ระหว่าง 6.5 – 8.5 สีของน้ำไม่เกิน 15 หน่วยฯ ค่าความกระด้างไม่เกิน 300 มก./ล. เชื้อโคลิฟอร์ม – อีโคไล ต้องไม่พบในน้ำ 100 มล. พร้อมกำหนดค่าสารเคมี – โลหะหนักเพียบ ไม่ให้ส่งผลต่อสุขภาพ ให้ทุกหน่วยงานใช้เหมือนกัน เผยอยู่ระหว่างประชาพิจารณ์

นพ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการทำประชาพิจารณ์ร่างมาตรฐานคุณภาพน้ำบริโภคของประเทศไทย เพื่อเป็นมาตรฐานกลางในการผลิตและการตรวจสอบคุณภาพน้ำ เพราะปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแต่ละแห่งก็มีมาตรฐานเป็นของตัวเอง เช่น การประปาก็ใช้เกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก กรมอนามัยก็มีเกณฑ์ของกรมอนามัย เป็นต้น จึงมีการยกระดับให้มีมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับร่างมาตรฐานน้ำบริโภคประเทศไทยที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ของสำนักสุขาภิบาลและอาหาร กรมอนามัย และอยู่ระหว่างการประชาพิจารณ์นั้น มีรายละเอียดการกำหนดคุณภาพด้านต่างๆ ดังนี้ 1. ด้านกายภาพ กำหนดค่าความเป็นกรดด่าง หรือค่า pH อยู่ระหว่าง 6.5 – 8.5 ค่าความขุ่น ไม่เกิน 5 NTU และสีของน้ำ ไม่เกิน 15 หน่วยแพลทินัม – โคบอลต์ ซึ่งหากค่าเกินจากนี้ผู้บริโภคจะสามารถเห็นสีของน้ำได้ ทำให้น้ำไม่น่าดื่ม ทำให้เสื้อผ้าสกปรก มีคราบสีติดสุขภัณฑ์ และรสชาติของน้ำเปลี่ยนไป

2. ด้านเคมีทั่วไป ประกอบด้วย ค่าของแข็งละลายน้ำทั้งหมด (ทีดีเอส) หรืออนุมูลทั้งหมดที่พบปนเปื้อนอยู่ในน้ำ ซึ่งหากมีค่าสูงจะทำให้น้ำมีรสเฝื่อน ปล่า และกำจัดได้ยาก โดยกำหนดต้องไม่เกิน 500 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งหากเกินจากนี้รสชาติจะเปลี่ยน เกิดการตกตะกอน เป็นตะกรันในเส้นท่อจ่ายน้ำหรือสุขภัณฑ์เครื่องใช้ในบ้านได้ ค่าความกระด้าง ต้องไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อลิตร ซัลเฟต ไม่เกิน 250 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งหากค่าสูงกว่านี้จะส่งผลต่อรสชาติน้ำ และเกิดการระบายท้องได้ คลอไรด์ ไม่เกิน 250 มิลลิกรัมต่อลิตร ถ้าเกินจะทำปฏิกิริยารวมตัวกับโซเดียม เกิดเป็นโซเดียมคอลไรด์ ทำให้น้ำมีรสเค็มและกร่อย

ไนเตรท ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งต้องมีการควบคุมเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการทำปฏิกิริยากับคลอรีน และการกัดกร่อนท่อส่งน้ำและความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง ไนไตรท์ ไม่เกิน 3 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งเดิมกรมอนามัยไม่มีการกำหนดค่าไนไตรท์ ทำให้บางห้องปฏิบัติการอาจไม่วิเคราะห์สารนี้ จึงต้องมีการกำหนดเพื่อเป็นการป้องกันโรคที่จะเกิดขึ้นกับทารก และฟลูออไรด์ ไม่เกิน 0.7 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งหากเกินจากนี้จะมีผลกระทบต่อการเกิดฟันตกกระในเด็กเล็กอายุ 0 – 3 ปี และมีผลต่อการเกิดกระดูกโค้งงอในผู้ใหญ่

3. ด้านโลหะหนักทั่วไป ประกอบด้วย เหล็ก ไม่เกิน 0.3 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและน้ำไม่เป็นสีแดง เติมคลอรีนแล้วไม่ส่งผลให้น้ำเป็นสีเหลือง แมงกานีส ไม่เกิน 0.3 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งแมงกานีสจะอยู่ในรูปของสารละลายที่มีความเข้มข้นสูงในน้ำที่มีความเป็นกรด สภาพไร้อากาศ โดยเฉพาะน้ำบาดาล ถ้ามีปริมาณถึงระดับหนึ่ง จะทำให้น้ำมีฝ้าสีดำ/ม่วง ส่งผลต่อความน่าดื่ม และปริมาณที่สูง มีความเป็นพิษต่อระบบประสาท ทำให้มีอาการสั่นคล้ายโรคพาร์กินสัน เรียกว่า อาการแมงกานีสซึม (manganism) และมีผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก ทองแดง ไม่เกิน 1 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยทองแดงเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ ความเข้มข้นที่มากเกินจะมีผลต่อรสชาติ ความน่าดื่มของน้ำ

สังกะสี ไม่เกิน 3 มิลลิกรัมต่อลิตร หากค่าเกินจากนี้อาจไม่เป็นยอมรับของผู้บริโภค ในด้านรสชาติ ความน่าดื่มของน้ำ ตะกั่ว ไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร เพราะมีผลต่อระบบประสาท การเสียชีวิตเนื่องจากโรคหัวใจ ไตล้มเหลว ความดันโลหิตสูง การตั้งครรภ์หรือทารกผิดปกติ พัฒนาการสมองผิดปกติในเด็ก ซึ่งจะสัมพันธ์กับความเข้มข้นของตะกั่วในเลือด โครเมียมรวม ไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัมต่อลิตร แคดเมียม ไม่เกิน 0.003 มิลลิกรัมต่อลิตร เนื่องจากเป็นสารที่ใช้ในอุตสาหกรรมเหล็กและพลาสติก และแบตเตอรี ถูกปล่อยในสิ่งแวดล้อมผ่านทางน้ำเสีย ปนเปื้อนในน้ำดื่มเกิดจากการสึกหรอของท่อชุบสังกะสี ซึ่งแคดเมียมอยู่ในกลุ่มอาจเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ สารหนู ไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร เนื่องจากเป็นสารก่อมะเร็ง และสารปรอท ไม่เกิน 0.001 มิลลิกรัมต่อลิตร

และ 4. ด้านชีวภาพ ประกอบด้วย โคลิฟอร์มแบคทีเรีย ต้องตรวจไม่พบในตัวอย่าง 100 […]

Read more

ตรุษจีนซื้อ “ถั่ว-ธัญพืช” ทำกับข้าว ระวังเชื้อรา เสี่ยงมะเร็ง

comments off
|

กรมอนามัย ลงพื้นที่ตลาดเมืองทอง จังหวัดสุพรรณบุรี แนะให้ประชาชนเลือกซื้ออาหารสะอาด ปลอดภัย ในช่วงเทศกาลตรุษจีน ย้ำเลือกซื้ออาหารแห้ง ธัญพืช ถั่วเมล็ดแห้ง ต้องสดใหม่ ปลอดเชื้อรา หวั่นกินสะสมมากเสี่ยงมะเร็ง

วันนี้ (15 ก.พ.) ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดกิจกรรมรณรงค์ตลาดสะอาด อาหารปลอดภัย ณ ตลาดเมืองทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ว่า ในช่วงเทศกาลตรุษจีนของทุกปีชาวไทยเชื้อสายจีนต่างจับจ่ายสินค้าเพื่อนำมาเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่ถือปฏิบัติสืบต่อกันมานาน ส่งผลให้การจำหน่ายสินค้าภายในตลาดหรือแหล่งเลือกซื้อสินค้าต่างๆ คึกคักเป็นพิเศษ ประชาชนที่เลือกสินค้าจำเป็นต้องให้ความสำคัญในเรื่องของความสะอาด ปลอดภัย ซึ่งนอกจากเนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ที่ต้องใส่ใจในการเลือกซื้อแล้ว อาหารแห้ง ธัญพืช ถั่วเมล็ดแห้ง และผลไม้แห้งต่างๆ ก็ต้องให้ความสำคัญในการเลือกซื้อเช่นเดียวกัน เพราะมีความเสี่ยงปนเปื้อนเชื้อราได้ง่าย หากเก็บรักษาที่ไม่เหมาะสม เช่น เก็บไว้ในที่ชื้นเกินไป หรือไม่มีการอบให้แห้งดีพอ ก่อให้เกิดสารอะฟลาท็อกซิน ซึ่งหากมีการบริโภคเข้าไปและ มีการสะสมในปริมาณมากก็จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งได้ การป้องกันที่ดีคือต้องเลือก   ถั่วเมล็ดแห้งที่ใหม่และเก็บไว้ในภาชนะที่แห้งพอ โดยก่อนที่จะนำมาปรุงประกอบอาหารควรล้างให้สะอาดเพื่อขจัดสิ่งปนเปื้อนที่อยู่ในถั่วเมล็ด ธัญพืชต่างๆ และควรปรุงสุก ทุกครั้งก่อนนำมาบริโภค

ดร.นพ.พรเทพ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการปรุงอาหารที่มีผักเป็นส่วนประกอบหลักนั้น ต้องมีการล้างด้วยน้ำสะอาดโดยให้น้ำไหลผ่านนาน 2 นาที จะช่วยลดสารพิษหลายชนิดได้ประมาณร้อยละ 54-63 หรือจะแช่ในน้ำสะอาดนาน 15 นาที ก็จะช่วยลดสารพิษได้ประมาณร้อยละ 7-33 ส่วนอาหารที่ปรุงสำเร็จก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสชาติหวานจัด มันจัด เค็มจัด และแป้งมากเกินไป และในการปรุงประกอบอาหารที่ต้องมีการเติมเกลือหรือซอสปรุงรส ควรเลือกใช้เกลือและผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่เสริมไอโอดีน ก็จะช่วยป้องกันการขาดสารอาหารไอโอดีน แต่ต้องควบคุมปริมาณไม่ให้เค็มเกินไป และเพื่อสุขอนามัยที่ดี ให้ยึดหลักกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ

“ทั้งนี้ การเลือกซื้อสินค้าอย่างปลอดภัย ควรซื้อจากตลาดสดที่ได้การรับรองเป็นตลาดสดน่าซื้อของกรมอนามัย ซึ่งปัจจุบันมีตลาดสดผ่านเกณฑ์ทั่วประเทศ จำนวน 1,574 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 85.96 โดยในปี 2557 จังหวัดสุพรรณบุรี มีจำนวนตลาดประเภทที่ 1 คือ ตลาดที่มีโครงสร้างอาคารและ ดำเนินกิจการเป็นประจำหรืออย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง ผ่านเกณฑ์ทั้งสิ้น 12  แห่ง แบ่งเป็นระดับดีมาก 1 แห่ง ระดับดี 11  แห่ง ซึ่งตลาดเมืองทอง   ได้รับการรับรองเป็นตลาดสดน่าซื้อ ระดับดีมาก 5 […]

Read more

แอปฯลดอ้วน “FoodiEat” คำนวณพลังงานกิน-ใช้ ให้คำแนะนำ

comments off
|

เปิดตัวแอปพลิเคชันช่วยลดอ้วน “FoodiEat” คำนวณพลังงานอาหารที่กิน และกิจกรรมที่ใช้ไปสมดุลหรือไม่ พร้อมให้คำแนะนำผ่านเซิร์ฟเวอร์ เผยสแกนบาร์โค้ดขนม นม น้ำ รู้สัดส่วนพลังงานทันที จ่อพัฒนาฐานข้อมูลอาหารตามสั่ง อาหารถุงเพิ่ม รองนายกฯเผย ข้อมูลผู้ใช้แอปฯนำไปพัฒนานโยบายสุขภาพระดับประเทศ หวังสกัดคนไทยอ้วนอันดับ 2 ในเอเชีย

วันนี้ (16 ก.พ.) ที่โรงแรมเดอะ สุโกศล นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายในงานเปิดตัวแอปพลิเคชัน “FoodiEat” โปรแกรมบันทึกและวิเคราะห์พฤติกรรมการบริโภคและการออกกำลังกาย ว่า แอปฯดังกล่าวถือว่ามีประโยชน์อย่างมากต่อคนไทย และมีประโยชน์ต่อการพัฒนานโยบายด้านสุขภาพของประเทศด้วย เนื่องจากข้อมูลที่ผู้ใช้งานบันทึกในแอปฯนั้น จะถูกส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ของผู้พัฒนาระบบ โดยจะมีการรวบรวมข้อมูลทำให้เห็นภาพชัดว่า คนไทยรับประทานอะไร อย่างไร มากน้อยเกินไปหรือไม่ ซึ่บจะสามารถนำมาเชื่อมโยงกับข้อมูลทางด้านสาธารณสุขได้ อย่างเช่น ข้อมูลที่ว่าคนไทยมีแนวโน้มอ้วนเพิ่มมากขึ้น ก็จะมีข้อมูลมาสะท้อนว่าเกิดจากพฤติกรรมการรับประทานมาเกินไปอย่างไร ซึ่งแอปฯนี้ถือเป็นการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาเพื่อประโยชน์ทางด้านสังคมตามนโยบายของรัฐบาล และถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการสร้างฐานข้อมูลโภชนาการอาหารไทยของประเทศ

ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.) กล่าวว่า จากการสำรวจรูปร่างสรีระคนไทยในปี 2550-2551 หรือไซส์ไทยแลนด์ โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์แบะคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) พบว่า สัดส่วนของคนไทยมีแนวโน้มอ้วนมากขึ้น 34% หรือ 1 ใน 3 ของคนไทยมีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน ซึ่งเป็นปัญหาทั้งในประเทศพัฒนาและกำลังพัฒนา จากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป เช่น บริโภคอาหารจานด่วน เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล การขาดออกกำลังกาย ซึ่งเนคเทค สวทช. ตระหนักถึงปัญหาตรงนี้ จึงพัฒนาแอปพลิเคชัน “FoodiEat” เพื่อเป้นเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และเสริมสร้างค่านิยมในการบริโภคและการออกกำลังกายที่ถูกต้อง

ดร.ทวีศักดิ์ กล่าวว่า แอปฯดังกล่าวออกแบบมาให้ใช้งานง่าย ทั้งระบบ iOS และ Android สามารถบันทึกพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และคำนวณค่าพลังงานที่เผาผลาญจากการออกกำลังกายในแต่ละมื้อ และแต่ละวัน โดยจะมีการให้คำแนะนำการดูแลสุขภาพโดยตรงผ่านระบบเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งจะเรียนรู้พฤติกรรมการบริโภคและออกกำลังกายของผู้ใช้ ซึ่งแอปฯนี้ พัฒนาครั้งแรกเมื่อปี 2554 ส่วนเวอร์ชันล่าสุดได้รับงบประมาณสนับสนุนต่อยอดจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และได้รับการอนุเคราะห์ข้อมูลทั้งคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย ผลไม้ ฉลากโภชนาการอาหาร ขนม และเครื่องดื่มกว่า 3,000 รายการจาก สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยข้อมูลพฤติกรรมของผู้ใช้จะเป็นคลังข้อมูลสำคัญที่ใช้ต่อยอดในงานวิจัย เพื่อปรับปรุงและพัฒนานโยบายด้านสุขภาพของคนไทยต่อไป

ดร.ทิพย์วรรณ ปริญญาศิริ ผู้อำนวยการสำนักอาหาร อย. กล่าวว่า คนไทยมีภาวะอ้วนเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย อันดับ 1 คือมาเลเซีย ส่วนประเทศที่มีจัดการปัญหาภาวะอ้วนได้ดีอันดับ 1 คือ สิงคโปร์ เนื่องจากมีประชากรน้อย แต่ประเทศไทยกลับมีอาหารที่หลากหลาย ไม่เฉพาะอาหารไทยเท่านั้น ยังรวมไปถึงอาหารนานาชาติที่หลั่งไหลเข้ามาจากการเป็นเมืองท่องเที่ยวด้วย หากจะปรับพฤติกรรม จะเกิดคำถาม 3 ข้อ คือ 1. ตลอดทั้งวันสามารถกินได้เท่าไร 2. กินไปแล้วเท่าไร ยังเหลือกินได้อีกเท่าไร และ 3. ต้องออกกำลังกายเท่าไร ซึ่งแอปฯดังกล่าวสามารถตอบคำถามทั้งสามส่วนนี้ได้ จึงเป็นอีกทางเลือกที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม อย. จะสำรวจข้อมูลอาหารทุกปี เพื่อจัดส่งเป็นฐานข้อมูลในการทำแอปฯต่อไป โดยเฉพาะอาหารถุง ซึ่งปัจจุบันคนไทยหันมาบริโภคมากขึ้น ส่วนข้อมูลฉลากโภชนาการนั้น พวกกลุ่มขนม เครื่องดื่มที่มีบาร์โค้ดนั้น สำหรับระบบ Andriod สามารถสแกนบาร์โค้ดเพื่อบันทึกข้อมูลได้ทันที ซึ่งในอนาคตจะพัฒนาในระบบ iOS ด้วย

ผศ.ดร.ชนิพรรณ บุตรยี่ รอง ผอ.สถาบันโภชนาการ ม.มหิดล กล่าวว่า การบันทึกการรับประทานอาหาร ในแอปฯจะมีรายชื่อเมนูอาหาร กับข้าว และเครื่องดื่ม ที่ผู้ใช้สามารถเข้ามาค้นหาและเลือกบันทึกได้เลย ซึ่งจะอ้างอิงคุณค่าทางโภชนาการและพลังงานจากการเก็บข้อมูลร้านอาหารที่ผ่านมาของสถาบันฯ อย่างไรก็ตาม อาจยังมีปัญหาเพราะปริมาณอาหารอาจไม่ตรงกับเมนูที่มีให้เลือกบันทึก ซึ่งในอนาคตจะพัฒนาให้สามารถเห็นรูปของเมนูอาหารอ้างอิงในแอปฯ ด้วย เพื่อให้เลือกได้ว่าเมนูอาหารใดที่ใกล้เคียงกับที่เราบริโภคมากที่สุด เช่น ข้าวผัดกะเพราไก่ ในแอปฯอาจมีให้กดเลือก 3 […]

Read more

คุณดื่มน้ำน้อยไปหรือเปล่า

comments off
|

คนเราสามารถอดอาหารได้นานเป็นเดือน แต่ถ้าขาดน้ำเพียงแค่ 3 วันก็ไม่รอดแล้ว น้ำมีความสำคัญต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายอย่างมาก เคยสังเกตไหมว่าในแต่ละวันคุณดื่มน้ำปริมาณมากน้อยแค่ไหน นักโภชนาการลงความเห็นว่า ปัจจุบันคนเมืองส่วนใหญ่ดื่มน้ำเปล่าไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย บางคนให้เหตุผลว่าน้ำเปล่าไม่ซ่า ไม่หวาน ไม่อร่อย เหมือนน้ำอัดลม น้ำผลไม้ หรือชา กาแฟ ทำอย่างไรเราจึงจะดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้นในแต่ละวัน

ความต้องการน้ำของแต่ละคนจะต่างกันไปตามอายุ ขนาดของร่างกาย กิจกรรมที่ทำ สภาพแวดล้อม และสภาวะของร่างกาย เด็กจะต้องการน้ำมากกว่าผู้ใหญ่ สภาวะบางอย่างก็ทำให้ร่างกายต้องการน้ำมากขึ้น เช่น มีไข้ อาเจียน ท้องเสีย ปัสสาวะบ่อย มีเหงื่อออกมากกว่าปกติ เป็นต้น

คำแนะนำสำหรับคนทั่วไปก็คือ ควรดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว นี่ถือว่าเป็นปริมาณน้อยแล้วถ้าเทียบกับสารพัดสูตรที่ออกมาใหม่ว่าให้ดื่มน้ำวันละเท่านั้นเท่านี้ การดื่มน้ำมากๆ ไม่เป็นผลดีสำหรับทุกคนเสมอไป แต่การดื่มน้ำน้อยเกินไป ก็ไม่ใช่ผลดีเช่นกัน

บางคนอาจจะไม่ชินที่ต้องพยายามดื่มน้ำให้ได้ตามปริมาณที่แนะนำ และดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เป็นกิจวัตรประจำวัน แรงจูงใจในการดื่มน้ำให้ได้เพียงพอในแต่ละวันก็คือ ต้องไม่ลืมนึกถึงผลเสียที่จะตามมาหากร่างกายขาดน้ำ

 

เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณดื่มน้ำให้ได้มากขึ้นในแต่ละวัน มีดังนี้

– เมื่อตื่นนอนคุณมักจะกระหายน้ำ เป็นโอกาสดีที่จะดื่มน้ำตอนที่กำลังรู้สึกกระหาย เพราะคุณจะดื่มได้มากโดยไม่ลำบากเลย นอกจากจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ร่างกายแล้ว ยังช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายอีกด้วย

– อย่าดื่มน้ำเฉพาะเวลาที่รู้สึกกระหาย แต่ให้ดื่มทุกครั้งที่นึกขึ้นได้ เพราะหากรอให้กระหายน้ำก่อน นั่นแสดงว่าร่างกายของคุณเริ่มขาดน้ำแล้ว

– ไม่จำเป็นต้องดื่มครั้งเดียวให้หมดแก้ว ให้ใช้วิธีจิบทีละนิด แต่จิบบ่อยๆ ตลอดทั้งวัน จะไม่ทำให้รู้สึกจุกหรือปวดปัสสาวะหลังจากดื่มน้ำ

– หาขวดน้ำและแก้วน้ำวางไว้ใกล้ๆ ตัว โดยเฉพาะเวลาทำงาน จะช่วยให้คุณดื่มน้ำได้สะดวกขึ้น จะได้ไม่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานจนลืมดื่มน้ำ

– หากวางน้ำไว้ใกล้ตัวแล้วยังลืมอีก อาจจะลองใช้วิธีตั้งนาฬิกาเตือนให้ดื่มน้ำทุกๆ ชั่วโมง

– หากไม่ชอบรสชาติจืดชืดของน้ำเปล่า ลองบีบมะนาวลงไปเล็กน้อยก่อนดื่ม เพื่อช่วยเพิ่มรสชาติให้กับน้ำเปล่า

– หากคุณดื่มชากาแฟปริมาณมาก วันละหลายๆ แก้ว ก็ควรดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้นเพื่อชดเชยน้ำในร่างกายที่อาจจะสูญเสียไปจากการดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เนื่องจากกาเฟอีนปริมาณมากมีฤทธิ์ขับน้ำออกจากร่างกาย

– ทุกครั้งที่เสียเหงื่อจากการทำงานหรือการออกกำลังกาย อย่าลืมดื่มน้ำชดเชยกับที่ร่างกายต้องสูญเสียไป

– เมื่ออยู่กลางแดดหรืออยู่ในสภาพอากาศที่ร้อนจัด ควรดื่มน้ำเพื่อชดเชยน้ำที่ร่างกายสูญเสียไปเช่นกัน

– หากรู้สึกหนาว ควรดื่มน้ำอุ่นก่อนที่จะนึกถึงชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มชนิดอื่น น้ำอุ่นจะช่วยควบคุมอุณหภูมิในร่างกายให้เหมาะสมได้

– น้ำช่วยลดความอยากอาหารลงได้ บางครั้งเมื่อเรานึกอยากกินอะไร มันอาจเป็นแค่ “ความอยาก” ไม่ใช่ “ความหิว” ดังนั้น ใครที่อยากลดน้ำหนัก หากรู้สึกหิวระหว่างมื้อ ลองดื่มน้ำเปล่าแทนก่อน ความอยากนั้นอาจจะหายไป

– ดื่มน้ำเปล่าไม่ทำให้อ้วนเหมือนน้ำอัดลม น้ำผลไม้ ชาหรือกาแฟ เพราะน้ำเปล่าไม่มีส่วนผสมของน้ำตาลที่อาจจะสะสมเป็นส่วนเกินในร่างกาย

– น้ำเปล่าช่วยให้ผิวสวย เพราะน้ำเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของเซลและเนื้อเยื่อในร่างกาย การดื่มน้ำจะช่วยชดเชยน้ำที่สูญเสียไป ทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น ไม่เหี่ยวแห้งง่าย

– ดื่มน้ำเปล่าช่วยไม่ให้ท้องผูก เพราะน้ำจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น อุจจาระไม่แข็งและไม่ต้องเบ่งจนทำให้เป็นริดสีดวงทวาร

– น้ำเปล่าราคาถูกกว่าน้ำดื่มอื่นๆ แถมบางแห่งมีบริการฟรีอีกด้วย

– หมั่นตรวจดูปัสสาวะของตัวเอง หากปัสสาวะใสดี แสดงว่าร่างกายของคุณได้รับน้ำอย่างเพียงพอ แต่หากปัสสาวะมีสีเหลืองเข้ม แสดงว่าคุณดื่มน้ำน้อยเกินไปแล้ว

คุณอาจจะไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มน้ำได้อย่างทันทีทันใด จากคนที่ดื่มน้ำน้อย มาดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว ก็คงจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมื่อค่อยๆ ปรับพฤติกรรม เริ่มจากการดื่มน้ำ 1 […]

Read more