Mannature : Product for Life

Knowledge

ร่างมาตรฐานคุณภาพ “น้ำดื่ม” ใหม่ของประเทศไทย กำหนดค่า pH อยู่ระหว่าง 6.5 – 8.5

comments off
|

เปิดร่างคุณภาพ “น้ำดื่ม” ไทยใหม่ทุกค่า ทั้งกรดด่าง สี เคมี โลหะหนัก และเชื้อโรค

เปิดร่างมาตรฐานคุณภาพ “น้ำดื่ม” ใหม่ของประเทศไทย กำหนดค่า pH อยู่ระหว่าง 6.5 – 8.5 สีของน้ำไม่เกิน 15 หน่วยฯ ค่าความกระด้างไม่เกิน 300 มก./ล. เชื้อโคลิฟอร์ม – อีโคไล ต้องไม่พบในน้ำ 100 มล. พร้อมกำหนดค่าสารเคมี – โลหะหนักเพียบ ไม่ให้ส่งผลต่อสุขภาพ ให้ทุกหน่วยงานใช้เหมือนกัน เผยอยู่ระหว่างประชาพิจารณ์

นพ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการทำประชาพิจารณ์ร่างมาตรฐานคุณภาพน้ำบริโภคของประเทศไทย เพื่อเป็นมาตรฐานกลางในการผลิตและการตรวจสอบคุณภาพน้ำ เพราะปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแต่ละแห่งก็มีมาตรฐานเป็นของตัวเอง เช่น การประปาก็ใช้เกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก กรมอนามัยก็มีเกณฑ์ของกรมอนามัย เป็นต้น จึงมีการยกระดับให้มีมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับร่างมาตรฐานน้ำบริโภคประเทศไทยที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ของสำนักสุขาภิบาลและอาหาร กรมอนามัย และอยู่ระหว่างการประชาพิจารณ์นั้น มีรายละเอียดการกำหนดคุณภาพด้านต่างๆ ดังนี้ 1. ด้านกายภาพ กำหนดค่าความเป็นกรดด่าง หรือค่า pH อยู่ระหว่าง 6.5 – 8.5 ค่าความขุ่น ไม่เกิน 5 NTU และสีของน้ำ ไม่เกิน 15 หน่วยแพลทินัม – โคบอลต์ ซึ่งหากค่าเกินจากนี้ผู้บริโภคจะสามารถเห็นสีของน้ำได้ ทำให้น้ำไม่น่าดื่ม ทำให้เสื้อผ้าสกปรก มีคราบสีติดสุขภัณฑ์ และรสชาติของน้ำเปลี่ยนไป

2. ด้านเคมีทั่วไป ประกอบด้วย ค่าของแข็งละลายน้ำทั้งหมด (ทีดีเอส) หรืออนุมูลทั้งหมดที่พบปนเปื้อนอยู่ในน้ำ ซึ่งหากมีค่าสูงจะทำให้น้ำมีรสเฝื่อน ปล่า และกำจัดได้ยาก โดยกำหนดต้องไม่เกิน 500 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งหากเกินจากนี้รสชาติจะเปลี่ยน เกิดการตกตะกอน เป็นตะกรันในเส้นท่อจ่ายน้ำหรือสุขภัณฑ์เครื่องใช้ในบ้านได้ ค่าความกระด้าง ต้องไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อลิตร ซัลเฟต ไม่เกิน 250 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งหากค่าสูงกว่านี้จะส่งผลต่อรสชาติน้ำ และเกิดการระบายท้องได้ คลอไรด์ ไม่เกิน 250 มิลลิกรัมต่อลิตร ถ้าเกินจะทำปฏิกิริยารวมตัวกับโซเดียม เกิดเป็นโซเดียมคอลไรด์ ทำให้น้ำมีรสเค็มและกร่อย

ไนเตรท ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งต้องมีการควบคุมเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการทำปฏิกิริยากับคลอรีน และการกัดกร่อนท่อส่งน้ำและความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง ไนไตรท์ ไม่เกิน 3 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งเดิมกรมอนามัยไม่มีการกำหนดค่าไนไตรท์ ทำให้บางห้องปฏิบัติการอาจไม่วิเคราะห์สารนี้ จึงต้องมีการกำหนดเพื่อเป็นการป้องกันโรคที่จะเกิดขึ้นกับทารก และฟลูออไรด์ ไม่เกิน 0.7 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งหากเกินจากนี้จะมีผลกระทบต่อการเกิดฟันตกกระในเด็กเล็กอายุ 0 – 3 ปี และมีผลต่อการเกิดกระดูกโค้งงอในผู้ใหญ่

3. ด้านโลหะหนักทั่วไป ประกอบด้วย เหล็ก ไม่เกิน 0.3 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและน้ำไม่เป็นสีแดง เติมคลอรีนแล้วไม่ส่งผลให้น้ำเป็นสีเหลือง แมงกานีส ไม่เกิน 0.3 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งแมงกานีสจะอยู่ในรูปของสารละลายที่มีความเข้มข้นสูงในน้ำที่มีความเป็นกรด สภาพไร้อากาศ โดยเฉพาะน้ำบาดาล ถ้ามีปริมาณถึงระดับหนึ่ง จะทำให้น้ำมีฝ้าสีดำ/ม่วง ส่งผลต่อความน่าดื่ม และปริมาณที่สูง มีความเป็นพิษต่อระบบประสาท ทำให้มีอาการสั่นคล้ายโรคพาร์กินสัน เรียกว่า อาการแมงกานีสซึม (manganism) และมีผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก ทองแดง ไม่เกิน 1 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยทองแดงเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ ความเข้มข้นที่มากเกินจะมีผลต่อรสชาติ ความน่าดื่มของน้ำ

สังกะสี ไม่เกิน 3 มิลลิกรัมต่อลิตร หากค่าเกินจากนี้อาจไม่เป็นยอมรับของผู้บริโภค ในด้านรสชาติ ความน่าดื่มของน้ำ ตะกั่ว ไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร เพราะมีผลต่อระบบประสาท การเสียชีวิตเนื่องจากโรคหัวใจ ไตล้มเหลว ความดันโลหิตสูง การตั้งครรภ์หรือทารกผิดปกติ พัฒนาการสมองผิดปกติในเด็ก ซึ่งจะสัมพันธ์กับความเข้มข้นของตะกั่วในเลือด โครเมียมรวม ไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัมต่อลิตร แคดเมียม ไม่เกิน 0.003 มิลลิกรัมต่อลิตร เนื่องจากเป็นสารที่ใช้ในอุตสาหกรรมเหล็กและพลาสติก และแบตเตอรี ถูกปล่อยในสิ่งแวดล้อมผ่านทางน้ำเสีย ปนเปื้อนในน้ำดื่มเกิดจากการสึกหรอของท่อชุบสังกะสี ซึ่งแคดเมียมอยู่ในกลุ่มอาจเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ สารหนู ไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร เนื่องจากเป็นสารก่อมะเร็ง และสารปรอท ไม่เกิน 0.001 มิลลิกรัมต่อลิตร

และ 4. ด้านชีวภาพ ประกอบด้วย โคลิฟอร์มแบคทีเรีย ต้องตรวจไม่พบในตัวอย่าง 100 […]

Read more

สปช.-สนช.เสนอปฏิรูปสุขภาพ ควร “ร่วมจ่ายค่ารักษา” แต่ไม่ใช่ที่ รพ.

comments off
|

สปช.-สนช.เห็นร่วม “การร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล” แต่ไม่ใช่การจ่าย ณ จุดบริการ เหตุไม่อยากให้เดือดร้อน ส่วนรูปแบบยังต้องศึกษา ระบุหาก รบ.ให้งบเพียงพออาจไม่ต้องร่วมจ่าย สอดคล้อง สปสช.การปฏิรูประบบหลักประกันฯต้องเพิ่มงบประมาณ ลดเหลื่อมล้ำ ขณะที่ สนช.เสนอแยกงบเงินเดือน สธ.ออกจากงบบัตรทอง ด้าน สธ.เตรียมปรับบทบาทคุมนโยบายระดับชาติ

 

รศ.พญ.พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข สภาปฏิรูปแห่งชาติ (กมธ.สธ.สปช.) กล่าวในงานสัมมนา เรื่อง “ปฏิรูประบบสาธารณสุข ภายใต้การปฏิรูปประเทศไทย” จัดโดย คณะกรรมาธิการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ร่วมกับ กมธ.สธ.สปช. ว่า การปฏิรูปด้านสาธารณสุข กมธ.สธ. สปช.จะดำเนินการ 3 เรื่องหลัก คือ 1.ระบบบริการสาธารณสุข เน้นประชาชนและพื้นที่เป็นฐาน กระจายหน้าที่การให้บริการสู่ท้องถิ่นและเอกชน 2.ระบบส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค และ 3.ระบบการเงินการคลัง ทั้ง 3 กองทุนสุขภาพ รวมถึงการร่วมจ่ายบริการสุขภาพ ซึ่งจะเป็นการร่วมจ่ายทางตรงหรือทางอ้อมอยู่ระหว่างการศึกษา

นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า สำหรับ สธ.จะเน้นปฏิรูป 4 เรื่อง คือ 1.การกำหนดนโยบายสาธารณสุขของประเทศ โดย สธ.จะปรับบทบาทเป็นองค์กรหลักในการดูแลเรื่องนี้ มีคณะกรรมการอำนายการสาธารณสุขแห่งชาติ ซึ่งมีปลัด สธ.เป็นผู้อำนวยการฯ อยู่ภายใต้คณะรัฐมนตรี(ครม.) และมีคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ (กสช.) เพื่อบูรณาการการทำงานที่มีความหลากหลาย 2.ปฏิรูประบบบริการเป็นเขตสุขภาพ โดยให้เขตเป็นผู้กำหนดการจัดบริการ 3.การเงินการคลัง โดยเสนอให้ปรับปรุงการบริหารงบบัตรทอง และ 4.สร้างระบบธรรมาภิบาลและกลไกเฝ้าระวัง ตรวจสอบถ่วงดุล

นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐ ประกอบด้วย 1.ต้องจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอและยั่งยืน เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการ พัฒนาระบบปฐมภูมิ บริการฉุกเฉิน บริการเฉพาะด้านที่ขาดแคลนและพัฒนาบุคลากร 2.ลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลภาครัฐมีความสอดคล้องกันและส่งเสริมให้ประชาชนทุกสิทธิได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียม โดยต้องมีสิทธิประโยชน์ร่วม ระบบข้อมูลและการตรวจสอบร่วม 3.สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุข เช่น การพัฒนาระบบปฐมภูมิ และ4.การจัดการเฉพาะประเด็นที่เป็นปัญหาและภาระของระบบ

นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ประธาน กมธ.สธ. สนช. กล่าวว่า สนช.เสนอให้มีการร่วมจ่ายของประชาชนเพื่อการสาธารณสุขที่เหมาะสมและมีคุณภาพ โดยไม่ได้จ่าย ณ จุดร่วมจ่าย เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน ซึ่งหากรัฐจัดสรรงบประมาณด้านสาธารณสุขเพียงพอก็ไม่จำเป็นต้องร่วมจ่าย แต่ถ้าไม่พอ ก็ต้องร่วมจ่าย ถือเป็นการคิดไปอีก 10 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ เห็นว่าควรแยกเงินเดือนบุคลากร สธ.ออกจากงบเหมาจ่ายรายหัวบัตรทอง เนื่องจากปี 2544 มีการกำหนดให้ผูกเงินเดือนไว้กับงบรายหัว เพื่อไม่ให้รับคนเพิ่ม ด้วยหวังว่าจะทำให้คนไหลออกจากโรงพยาบาลที่มีข้าราชการมากเกินเมื่อเทียบกับประชากร แต่ 13 […]

Read more

แอปฯลดอ้วน “FoodiEat” คำนวณพลังงานกิน-ใช้ ให้คำแนะนำ

comments off
|

เปิดตัวแอปพลิเคชันช่วยลดอ้วน “FoodiEat” คำนวณพลังงานอาหารที่กิน และกิจกรรมที่ใช้ไปสมดุลหรือไม่ พร้อมให้คำแนะนำผ่านเซิร์ฟเวอร์ เผยสแกนบาร์โค้ดขนม นม น้ำ รู้สัดส่วนพลังงานทันที จ่อพัฒนาฐานข้อมูลอาหารตามสั่ง อาหารถุงเพิ่ม รองนายกฯเผย ข้อมูลผู้ใช้แอปฯนำไปพัฒนานโยบายสุขภาพระดับประเทศ หวังสกัดคนไทยอ้วนอันดับ 2 ในเอเชีย

วันนี้ (16 ก.พ.) ที่โรงแรมเดอะ สุโกศล นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายในงานเปิดตัวแอปพลิเคชัน “FoodiEat” โปรแกรมบันทึกและวิเคราะห์พฤติกรรมการบริโภคและการออกกำลังกาย ว่า แอปฯดังกล่าวถือว่ามีประโยชน์อย่างมากต่อคนไทย และมีประโยชน์ต่อการพัฒนานโยบายด้านสุขภาพของประเทศด้วย เนื่องจากข้อมูลที่ผู้ใช้งานบันทึกในแอปฯนั้น จะถูกส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ของผู้พัฒนาระบบ โดยจะมีการรวบรวมข้อมูลทำให้เห็นภาพชัดว่า คนไทยรับประทานอะไร อย่างไร มากน้อยเกินไปหรือไม่ ซึ่บจะสามารถนำมาเชื่อมโยงกับข้อมูลทางด้านสาธารณสุขได้ อย่างเช่น ข้อมูลที่ว่าคนไทยมีแนวโน้มอ้วนเพิ่มมากขึ้น ก็จะมีข้อมูลมาสะท้อนว่าเกิดจากพฤติกรรมการรับประทานมาเกินไปอย่างไร ซึ่งแอปฯนี้ถือเป็นการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาเพื่อประโยชน์ทางด้านสังคมตามนโยบายของรัฐบาล และถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการสร้างฐานข้อมูลโภชนาการอาหารไทยของประเทศ

ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.) กล่าวว่า จากการสำรวจรูปร่างสรีระคนไทยในปี 2550-2551 หรือไซส์ไทยแลนด์ โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์แบะคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) พบว่า สัดส่วนของคนไทยมีแนวโน้มอ้วนมากขึ้น 34% หรือ 1 ใน 3 ของคนไทยมีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน ซึ่งเป็นปัญหาทั้งในประเทศพัฒนาและกำลังพัฒนา จากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป เช่น บริโภคอาหารจานด่วน เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล การขาดออกกำลังกาย ซึ่งเนคเทค สวทช. ตระหนักถึงปัญหาตรงนี้ จึงพัฒนาแอปพลิเคชัน “FoodiEat” เพื่อเป้นเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และเสริมสร้างค่านิยมในการบริโภคและการออกกำลังกายที่ถูกต้อง

ดร.ทวีศักดิ์ กล่าวว่า แอปฯดังกล่าวออกแบบมาให้ใช้งานง่าย ทั้งระบบ iOS และ Android สามารถบันทึกพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และคำนวณค่าพลังงานที่เผาผลาญจากการออกกำลังกายในแต่ละมื้อ และแต่ละวัน โดยจะมีการให้คำแนะนำการดูแลสุขภาพโดยตรงผ่านระบบเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งจะเรียนรู้พฤติกรรมการบริโภคและออกกำลังกายของผู้ใช้ ซึ่งแอปฯนี้ พัฒนาครั้งแรกเมื่อปี 2554 ส่วนเวอร์ชันล่าสุดได้รับงบประมาณสนับสนุนต่อยอดจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และได้รับการอนุเคราะห์ข้อมูลทั้งคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย ผลไม้ ฉลากโภชนาการอาหาร ขนม และเครื่องดื่มกว่า 3,000 รายการจาก สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยข้อมูลพฤติกรรมของผู้ใช้จะเป็นคลังข้อมูลสำคัญที่ใช้ต่อยอดในงานวิจัย เพื่อปรับปรุงและพัฒนานโยบายด้านสุขภาพของคนไทยต่อไป

ดร.ทิพย์วรรณ ปริญญาศิริ ผู้อำนวยการสำนักอาหาร อย. กล่าวว่า คนไทยมีภาวะอ้วนเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย อันดับ 1 คือมาเลเซีย ส่วนประเทศที่มีจัดการปัญหาภาวะอ้วนได้ดีอันดับ 1 คือ สิงคโปร์ เนื่องจากมีประชากรน้อย แต่ประเทศไทยกลับมีอาหารที่หลากหลาย ไม่เฉพาะอาหารไทยเท่านั้น ยังรวมไปถึงอาหารนานาชาติที่หลั่งไหลเข้ามาจากการเป็นเมืองท่องเที่ยวด้วย หากจะปรับพฤติกรรม จะเกิดคำถาม 3 ข้อ คือ 1. ตลอดทั้งวันสามารถกินได้เท่าไร 2. กินไปแล้วเท่าไร ยังเหลือกินได้อีกเท่าไร และ 3. ต้องออกกำลังกายเท่าไร ซึ่งแอปฯดังกล่าวสามารถตอบคำถามทั้งสามส่วนนี้ได้ จึงเป็นอีกทางเลือกที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม อย. จะสำรวจข้อมูลอาหารทุกปี เพื่อจัดส่งเป็นฐานข้อมูลในการทำแอปฯต่อไป โดยเฉพาะอาหารถุง ซึ่งปัจจุบันคนไทยหันมาบริโภคมากขึ้น ส่วนข้อมูลฉลากโภชนาการนั้น พวกกลุ่มขนม เครื่องดื่มที่มีบาร์โค้ดนั้น สำหรับระบบ Andriod สามารถสแกนบาร์โค้ดเพื่อบันทึกข้อมูลได้ทันที ซึ่งในอนาคตจะพัฒนาในระบบ iOS ด้วย

ผศ.ดร.ชนิพรรณ บุตรยี่ รอง ผอ.สถาบันโภชนาการ ม.มหิดล กล่าวว่า การบันทึกการรับประทานอาหาร ในแอปฯจะมีรายชื่อเมนูอาหาร กับข้าว และเครื่องดื่ม ที่ผู้ใช้สามารถเข้ามาค้นหาและเลือกบันทึกได้เลย ซึ่งจะอ้างอิงคุณค่าทางโภชนาการและพลังงานจากการเก็บข้อมูลร้านอาหารที่ผ่านมาของสถาบันฯ อย่างไรก็ตาม อาจยังมีปัญหาเพราะปริมาณอาหารอาจไม่ตรงกับเมนูที่มีให้เลือกบันทึก ซึ่งในอนาคตจะพัฒนาให้สามารถเห็นรูปของเมนูอาหารอ้างอิงในแอปฯ ด้วย เพื่อให้เลือกได้ว่าเมนูอาหารใดที่ใกล้เคียงกับที่เราบริโภคมากที่สุด เช่น ข้าวผัดกะเพราไก่ ในแอปฯอาจมีให้กดเลือก 3 […]

Read more

ประชุมวิชาการนานาชาติ เรื่อง น้ำมันมะพร้าว

comments off
|

วันที่ 17-19 มี.ค. 2558

ชมรมอนุรักษ์และพัฒนาน้ำมันมะพร้าวแห่งประเทศไทย ร่วมกับหลายหน่วยงานจัดประชุมวิชาการนานาชาติ เรื่อง น้ำมันมะพร้าว

ณ ศูนย์การประชุมและนิทรรศการไบเทค กรุงเทพฯ

กิจกรรมภายในงานประกอบไปด้วยภาคการประชุม นิทรรศการ การแสดงโปสเตอร์ ภาคทัศนศึกษา และการแสดงสินค้าจากผู้ประกอบการเกี่ยวกับน้ำมันมะพร้าว และผลิตภัณฑ์มะพร้าวอื่นๆ

หาซื้อสินค้าราคาพิเศษของผลิตภัณฑ์ Mannature ได้ในงานนี้

&nbsp […]

Read more