บทความ


โทษของน้ำตาลเทียม

จริงๆความเข้าใจผิด ของเรื่องน้ำตาลนั้นก็สำคัญ เพราะน้ำตาลเทียมจริงๆแล้วก็มีอันตรายเหมือนกัน ถ้าจะใช้สารให้ความหมาย ควรเป็นพวก น้ำหวานดอกมะพร้าว อะไรแบบนี้จะดีกว่าการใช้น้ำตาบเทียม

 

      หลายคนที่รักสุขภาพ จะรู้ดีว่าน้ำตาลหากทานมากเกินไปไม่ดีต่อร่างกาย จึงเลี่ยงไปทานน้ำตาลเทียม หรือสารให้ความหวานแทนน้ำตาลกัน เพื่อให้ได้รสชาติความหวาน แต่ไม่รู้สึกผิดต่อร่างกาย ซึ่งความจริงแล้ว น้ำตาลเทียมได้แฝงอันตรายเอาไว้มาก

 

      น้ำตาลเทียมที่จำหน่ายกันอยู่ในท้องตลาด จะมีส่วนประกอบเป็นสารที่ให้ความหวานเรียกว่าแอสปาร์เทม (Aspartame) มาผสมกับน้ำตาลแล็กโทส และสารซิลิคอนไดออกไซด์ ซึ่งสาร 2 ตัวหลังจะทำหน้าที่ช่วยในการทำให้ผลิตภัณฑ์อยู่ในลักษณะเป็นผงดีเท่านั้น

 

อันตรายจากน้ำตาลเทียม

 

สารเคมีตกค้างทำให้ ก่อมะเร็ง

 

     แอสปาแทมจะประกอบไปด้วยสารเคมีจำนวน 3 ชนิด คือ กรดแอสปาร์ติก ฟีนิลอะลานีน และเมธานอล ซึ่งหากร่างกายได้รับสารเคมีเหล่านี้เป็นจำนวนมาก ก็จะไม่สามารถกำจัดออกไปจากร่างกายได้หมด สุดท้ายอาจเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อ และจะทำให้ DNA ภายในร่างกายเกิดความเสียหาย และก่อให้เกิดมะเร็ง

 

โรคอ้วน และเบาหวานทางอ้อม

 

คือการแทนที่การทานน้ำตาล เพื่อจะเลี่ยงโรคอ้วน และเบาหวานได้ แต่กลับกลายเป็นว่าแอสปาแทมเป็นสาเหตุที่ทำให้เป็น 2 โรคนี้เสียเอง เพราะแอสปาร์แทมจะทำให้ร่างกายมีปริมาณการผลิตฮอร์โมนที่ผิดปกติ และส่งผลให้ร่างกายยิ่งโหยหาความหวานจากน้ำตาลมากขึ้น

 

เป็นสารที่อันตาย

นักวิจัย น้ำไปใช้ทดลองกับ สัตว์บางชนิดถึงชั้นมีอาการชักอย่างรุนแรง

 

 ท้องอืด ท้องเฟ้อ

 

     แอสปาแทมเป็นน้ำตาลเทียม ที่ไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย จึงทำให้มันไปกองรวมกันอยู่ในลำไส้ใหญ่ และจะมีแบคทีเรียที่สามารถย่อยแอสปาแตมได้ แต่จะผลิตก๊าซออกมาด้วย และผลที่ตามมาก็คือ ท้องอืด ท้องเฟ้อนั้นเอง

 

ถ้าหากอยากจะแทนความหวานโดยมี สุขภาพดีนั้นก็ต้อง

 

     น้ำหวานดอกมะพร้าวออร์แกนิค ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Syrup By ManNature) ป็นน้ำหวานเข้มข้นที่ผลิตได้จากดอกมะพร้าวธรรมชาติ 100% โดยไม่ใช่วัตถุกันเสีย ไม่เติมสี ไม่ใส่กลิ่น รวมทั้งไม่เจือปนน้ำตาลทรายแดง สามารถใช้แทนความหวานของน้ำผึ้ง หรือน้ำเชื่อม รสชาติหวานกลมกล่อม

      เหมาะสำหรับปรุงอาหารทำขนม ผสมเครื่องดื่มนอกจากนี้ยังมีคุณประโยชน์ คนที่เป็นเบาหวานสามารถกินได้ ลดความดันโลหิตสูงได้อีกด้วย

 

     น้ำผึ้ง เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว่า น้ำผึ้งนั้นสามารถ แทนความหวาน ได้แน่นอน และหอมอร่อยอีกด้วย น้ำผึ้งจะไปช่วยล้างลำไส้ และทำให้มีผิวพรรณที่ดี สามารถกินได้ ทุกเวลาเลยนะครับผม

 

หากจะบริโภคน้ำตาลเทียมนั้นก็ควรศึกษาให้ดีก่อนนะครับ เพราะไม่อย่างงั้นถ้าเรากินไปทุกวันก็อาจจะสะสมเยอะๆและส่งผลให้ ร่างกายของเราแย่ลงได้นะครับ

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก   mannature

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความหวานจากน้ำหวานดอกมะพร้าว กินอย่างพอดีช่วยบำรุงร่างกาย

อ้วนก็กิน น้ำหวานดอกมะพร้าว ได้นะ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก honestdocs

เทคนิคง่าย ๆ ลด โรคกรดไหลย้อน

กรดไหลย้อน คืออะไร ?

     กรดไหลย้อน เป็นภาวะที่กรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะไหลย้อนกลับมาในหลอดอาหาร จนทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร โดยผู้ป่วยจะรู้สึกแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว และคลื่นไส้ ซึ่งสาเหตุสำคัญหนึ่งมาจากพฤติกรรมการกินอาหารที่ไม่ถูกต้องและการใช้ชีวิตที่เร่งรีบในสภาพสังคมปัจจุบัน หากปล่อยให้เกิดอาการเรื้อรังและรักษาด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง อาจนำไปสู่การเกิดหลอดอาหารอักเสบ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งหลอดอาหารได้ แม้โอกาสเกิดจะไม่มากนักก็ตาม

 

อาการของกรดไหลย้อน

     ผู้ที่มีภาวะกรดไหลย้อนจะรู้สึกจุกเสียดบริเวณใต้ลิ้นปี่ ปวดแสบปวดร้อนบริเวณอกบ่อยครั้ง มีอาการจุกเสียดแน่นคล้ายอาหารไม่ย่อย เรอบ่อย คลื่นไส้ อาจมีน้ำรสเปรี้ยวหรือขมไหลย้อนขึ้นมาในปากและคอ ไปจนถึงกลืนอาหารได้ลำบาก พฤติกรรมในชีวิตประจำวันมีส่วนให้เกิดความผิดปกติได้

 

ทางเราได้ทำการค้นหาข้อมูลที่มีประโยชน์มาฝากคุณผู้อ่าน เป็นวิธีแก้โรคกรดไหลย้อน ดังนี้

 

1. งดนั่งเอนหลังหรือนอนหลังจากกินอาหารมื้อใหญ่อย่างน้อย 3 ชั่วโมง และไม่ควรกินอาหารว่างใกล้เวลาเข้านอน

 

2. ไม่ควรออกกําลังกายหรือทํากิจกรรมที่ต้องก้มตัวลง เช่น กวาดหรือถูบ้านหลังกินอาหาร

 

3. ไม่ควรกินอาหารมากเกินไป ควรกินในปริมาณพอเหมาะ

 

4. หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นอาการ เช่น ของทอด นม เนย หอมหัวใหญ่ ช็อกโกแลต น้ํามะเขือเทศ น้ําส้ม ชา กาแฟ เหล้า เบียร์ เพราะอาหารเหล่านี้ ทําให้เกิดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้น

 

5. ไม่เครียด ระหว่างกินอาหาร ควรกินอาหารในบรรยากาศสบาย ๆ

 

6. ควรกินอาหารมื้อกลางวันให้มาก ส่วนมื้อเย็นกินน้อยๆ และเลื่อนเวลามื้อเย็นให้เร็วขึ้นเพื่อให้ห่างจากเวลาเข้านอน

 

7. หากมีอาการแสบร้อนกลางอกเป็นประจํา เวลานอนควรหนุนหมอนสูงหรือหนุนผ้าบริเวณเหนือเอวให้สูงขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อน

 

8. ควรลดน้ําหนักและบริหารร่างกายเพื่อลดไขมันสะสมบริเวณหน้าท้อง

 

     อย่างไรก็ดี การเลือกทานอาหารนั้นก็สำคัญ อาหารที่มีส่วนช่วยให้บรรเทาอาการ กรดไหลย้อน นั่นก็คือ น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสกัดเย็น (Organic Coconut Oil) จากธรรมชาติ 100% เพราะน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ช่วยย่อยอาหาร และลดอาการกรดไหลย้อนได้ และมีส่วนช่วยช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญของร่างกายให้ดียิ่งขึ้น

 

     ด้วยความปรารถนาดีจาก น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสกัดเย็น ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Oil Extra Virgin By ManNature)

 

 ขอขอบคุณข้อมูลจาก goodlifeupdate

คอเลสเตอรอลสูงจัดการได้ แค่เลือกไขมันดีที่มีใน น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น

เมื่อคุณทานอาหารที่มี ไขมันอิ่มตัว และ ไขมันทรานส์ สูงมากเกินไป จะทำให้ร่างการสร้างคอเลสเตอรอล จำนวนมากขึ้น ซึ่ง คอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) เป็นไขมันที่ไม่ดีต่อร่างกาย หากสะสมอยู่ในร่างกายมากๆ จะไปเกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือดและทำให้หลอดเลือดตีบตัน จนเกิดภาวะอุดตันในเส้นเลือด ส่งผลให้เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

 

     หากรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ จะสามารถช่วยลดระดับ "ไขมันเลว" (LDL) และเพิ่มปริมาณ “ไขมันดี” (HDL) ได้ ดังนั้น ลด ละ เลี่ยง อาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง แล้วหันมาทาน อาหารลดไขมัน กันดีกว่าค่ะ

 

อาหารที่ช่วยลดคอเลสเตอรอล (Cholesterol)

1. อาหารที่มีเส้นใยสูง อาหารที่มีเส้นใยชนิดที่ละลายน้ำได้ เช่น ข้าวโอ๊ต ถั่ว ลูกพรุน กล้วย ข้าวกล้อง ขนมปัง จากธัญพืชไม่ขัดสี จะช่วยป้องกันการดูดซึมคอเลสเตอรอลในระบบทางเดินอาหาร และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้อีกด้วย

 

2. เนื้อสัตว์ไร้ไขมัน เลือกเนื้อสีขาว เช่น เนื้อไก่ ไก่งวง เนื้อวัวไร้ไขมัน เนื้อหมูสันนอก

 

3. ปลาทะเลน้ำลึก อย่าง ปลาทู ปลาแซลมอน และปลาทูน่า ที่นอกจากจะมี ไขมันดี (HDL) แล้ว ยังมีโอเมก้า 3 ที่ช่วยบำรุงหัวใจอีกด้วย

 

4. หันมาใช้ไขมันจากพืชในการประกอบอาหารแทน โดยเลือกใช้ น้ำมันมะพร้าว ( Coconut Oil ) ที่มาจากธรรมชาติ 100% ในการประกอบอาหาร ซึ่ง น้ำมันมะพร้าว ( Coconut Oil ) เป็นกรดไขมันอิ่มตัวขนาดกลาง มีกรดลอริก กรดคาปริก และกรดคาปริลิก รวมถึงอุดมไปด้วยสารอาหารวิตามิน แคลเซียม แมกนีเซียม ไม่มีไขมันทรานส์เหมือนน้ำมันพืชทั่วไปที่มีความอิ่มตัวน้อย จึงสามารถนำไขมันอิ่มตัวไปใช้เผาผลาญได้โดยตรง ไม่สะสมในร่างกาย และให้ความร้อนสูงเร็ว ทอดอาหารได้กรอบอร่อย

 

     ดังนั้น ถ้าคุณมีปัญหาเรื่อง คอเลสเตอรอลสูง การแก้ไขไม่ใช่เพียงหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง แต่เป็นการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง และอาหารที่มีไขมันทรานส์ ด้วย ที่สำคัญอย่าลืม! เพิ่มไขมันดี (HDL) ให้กับร่างกายด้วยการเลือก น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสำหรับปรุงอาหาร ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Cooking Oil By ManNature) หรือ น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสกัดเย็น ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Oil Extra Virgin By ManNature)

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก ManNature

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก cigna

 

อ่านบทความเพิ่มเติมที่น่าสนใจ

- น้ำมันมะพร้าว น้ำมันเพื่อสุขภาพ

- “น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิค” ตัวช่วย ผัด ทอด ให้มะเร็งไม่มาเยือน

วิตามินจำเป็นที่คนทำงานไม่ควรละเลย

การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ไม่เพียงแต่จะทำให้ร่างกายแข็งแรงเท่านั้น ยังส่งผลต่อสมองอีกด้วย ทุกวันนี้ตั้งแต่ตื่นยันนอน เหล่ามนุษย์เงินเดือนคนทำงานทั้งหลายเรามีเวลาดูแลตัวเองน้อยมากด้วยสถานการณ์เร่งรีบ การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำให้มาก พักผ่อนให้เพียงพอ เป็นสิ่งที่เราควรทำกันอยู่แล้ว แต่เราทำมันได้มากน้อยแค่ไหนในทุกวันนี้กันล่ะ เพราะเหตุนี้เราจึงต้องมีตัวช่วย วิตามิน อาหารเสริมต่างๆ เพื่อร่างกายและบำรุงสมองของเราให้พร้อมรับกับการทำงานในแต่ละวันกันยังไงล่ะคะ

 

วิตามิน ซี

ชาวคนรักงานแบบเรา พักผ่อนน้อย เจอแดดเจอลมทำงานในห้องแอร์ ออกมาร้อน ทำให้เป็นสาเหตุของการเจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งประโยชน์ของวิตามินซี นั่น จะช่วยในเรื่องภูมิต้านทานร่างกายและรวมถึงการบำรุงผิวพรรณอีกด้วย โดยปริมาณวิตามินซีที่ควรได้รับอย่างพอเพียงในแต่ละวันอยู่ที่ 1,000 มิลลิกรัม แต่สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคหวัดหรือภูมิแพ้บ่อย ควรทานวิตามินซี 2000 มิลลิกรัมหรือมากกว่านั้น ตามแพทย์แนะนำนะคะ

 

วิตามิน เอ

เป็นวิตามินที่สำคัญมากอีกชนิด โดยเฉพาะคนทำงานที่ต้องจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ รวมถึงโทรศัพท์มือถืออีกด้วย ทุกงันนี้ตื่นหรือหลับ สิ่งที่คนเราหยิบอย่างแรกก็คือมือถือแล้วใช่ไหมล่ะคะ การที่เราจ้องเป็นเวลานาน เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้สายตา และโรคเกี่ยวกับดวงตาได้ค่ะ

 

โอเมก้า

การบำรุงสมองด้วยไขมันดีอย่างโอเมก้า 3 จะช่วยฟื้นฟูบำรุง และดูแลการทำงานของระบบประสาท ความคิด และความจำ ในร่างกายได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยบรรเทาอาการปวดตามร่างกายจากอาการนั่งทำงานนานๆ ได้อีกด้วย

 

สังกะสี ( ZINC )

เป็นแร่ธาตุที่พบมากในอาหารโปรตีนสูงจำพวกเนื้อสัตว์ พืช ผัก และผลไม้หลายชนิด ประโยชน์ของสังกะสีคือช่วยบำรุงและกระตุ้นการทำงานของสมอง เพิ่มประสิทธิภาพเรื่องความจำ ลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ นอกจากนี้ยังช่วยดูแลเรื่องผิวพรรณ ลดสภาวะความตึงเครียด และปรับสมดุลอารมณ์ได้อีกด้วย

 

กลุ่มวิตามินบี ( Vitamin B )

โดยเฉพาะวิตามิน B12 ที่พบได้ในเนื้อสัตว์ นม ถั่วเมล็ดแห้งและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น นมถั่วเหลือง เต้าหู้ ซึ่งวิตามิน บี 12 มีส่วนช่วยเรื่องความจำ ช่วยให้ระบบประสาทและสมองทำงานเป็นปกติ

 

     ดังนั้น การดูแลสุขภาพด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่มีสารช่วยบำรุงสมองอย่างเหมาะสม อีกหนึ่งตัวเลือกของอาหารที่ส่งเสริมสุขภาพและบำรุงสมอง อย่าง “น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นแคปซูล” ( Coconut Oil Capsule )  และการปรับไลฟ์สไตล์ที่เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดี เพียงแค่เลือกใช้ในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละวัน

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก mannature

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก thehippothai

 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง  น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นแคปซูล ( Coconut Oil Capsule )

ติดตามบทความดี ๆ เกี่ยวกับสุขภาพได้ ที่นี่  

 

 

น้ำมันมะพร้าว ผู้ช่วยชะลอวัยให้คุณสวยสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก

     ในยุคที่รอบตัวมีแต่สภาพมลภาวะอันสุ่มเสี่ยงต่อการเสื่อมถอยของสุขภาพและผิวพรรณ หันไปทางไหนก็เจอแต่ปัจจัยที่สามารถทำลายความอ่อนเยาว์และความแข็งแรง ไม่ว่าจะเป็นแสงแดด ควันพิษจากท้องถนน อาหารขยะ (Junk Food) การบริโภคอาหารที่อาจมีสารเคมีปนเปื้อน สารพิษที่เราต้องสัมผัสอย่างไม่รู้ตัวในชีวิตประจำวัน

 

      ไม่ว่าจะเป็นจากสาเหตุใดก็ตาม คนรักสุขภาพยุคใหม่อย่างเราที่หันมาให้ความสำคัญกับการป้องกันดูแลตัวเองก่อนจะสายเกินแก้ ย่อมยอมไม่ได้! น้ำมันมะพร้าว ( Coconut Oil )  จึงมีความรู้ดีๆเกี่ยวกับน้ำมันมะพร้าว สิ่งมหัศจรรย์ที่จะช่วยทั้งป้องกัน บำรุง และรักษา สุขภาพดี พรอ้มด้วยความอ่อนเยาว์ให้อยู่กับเรานานๆมาฝาก ดังนี้

 

1. ช่วยชะลอวัย เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ ( Coconut Oil )  ประกอบด้วยกรดไขมันอิ่มตัวสายกลาง อันเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และยังสามารถซึมเข้าสู่ร่างกายได้รวดเร็ว ย่อยง่าย และช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมัน ดังนั้น เมื่ออวัยวะภายในร่างกายได้รับสารอาหารที่ดี ความเสื่อมของเซลล์ภายในร่างกายเราจะลดลงตามไปด้วย

 

2. ช่วยลดอนุมูลอิสระและไม่เกิดสารก่อมะเร็ง อันเนื่องมาจาก ความเป็นกรดไขมันอิ่มตัวสายกลาง อีกเช่นกัน ที่มีคุณสมบัติทนความร้อนสูง นอกจากนี้ น้ำมันมะพร้าว ( Coconut Oil )   ยังมีอัตราการเกิดโพลิเมอร์ต่ำ ซึ่งก็คือสารเหนียวที่เกิดจากการทอดไฟแรง ซึ่งเป็นต้นเหตุของเจ้ามะเร็งร้าย ทำให้เรามีสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างสังเกตได้จากภายนอก

 

3. ลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดตีบ เพราะไขมันที่อยู่ในน้ำมันมะพร้าว ( Coconut Oil )  เป็นไขมันดี (HDL) เจ้าไขมันดีตัวนี้จะช่วยในการขยายหลอดเลือดและป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด ที่ช่วยดูแลทั้งหัวใจและหลอดเลือดให้แก่เรา

 

4. ช่วยบรรเทาอาการของโรคเบาหวาน เพราะน้ำมันมะพร้าว ( Coconut Oil )  นี้จะเข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตับอ่อนในการสร้างอินซูลิน ผู้ป่วยจึงไม่ต้องฉีดสารอินซูลินทุกครั้งที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น

 

5. เป็นผู้ช่วยหน้าใส ผิวพรรณผุดผ่อง เพราะด้วยคุณสมบัติดีงามต่างๆที่ถูกสร้างโดยธรรมชาติ ตัวน้ำมันมะพร้าว ( Coconut Oil )  จึงถือเป็นสารที่ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองใดๆ และยังช่วยดูแลผิวของเราตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าได้อีกด้วย

 

     รู้แบบนี้แล้วอย่าลืมออกไปซื้อน้ำมันมะพร้าวกันนะคะ เลือกน้ำมันมะพร้าว เลือกน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ( Coconut Oil Extra Virgin ) เพราะเราอยากเห็นคุณสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก mannature

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก sanook

น้ำมันมะพร้าว น้ำมันเพื่อสุขภาพ

อยากจะลดน้ำหนัก แต่หลีกเลี่ยงน้ำมันไม่ได้ สามารถหันมาเลือกใช้ เลือกบริโภคน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพอย่าง น้ำมันมะพร้าว ( Coconut Oil ) ได้ โดยไม่ต้องกลัวอ้วน

 

     ทำไมการใช้ น้ำมันมะพร้าว ( Coconut Oil ) ถึงช่วยสลายไขมัน กินแล้วไม่ต้องกลัวอ้วนได้ เหตุผลของมันก็คือ น้ำมันมะพร้าว ( Coconut Oil ) มีกรดไขมันอิ่มตัวที่ชื่อว่า กรดลอริก (Lauric acid) เป็นกรดไขมันที่มีความยาวขนาดกลาง ที่ถือเป็นซูเปอร์แฟต (Super Fat) ไม่ได้แปลว่า อ้วนมาก แต่หมายถึง ไขมันชนิดพิเศษมากๆ ที่สามารถช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจและไขมันอุดตันในเส้นเลือดต่ำ ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้มากขึ้น มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ

 

     น้ำมันมะพร้าว ( Coconut Oil ) เป็นน้ำมันที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เหมาะที่จะใช้ในการผัดและทอด เพราะให้ความร้อนสูง ทอดอาหารแล้วกรอบได้นาน เปลี่ยนแปลงสภาพน้อยเมื่อเจอความร้อนสูงๆ มีกลิ่นหอม ไม่มีกลิ่นหืน และไม่ทำให้ของทอดอมน้ำมัน จึงช่วยลดมวลไขมันในร่างกายได้มากกว่าน้ำมันพืชทั่วไปชนิดอื่นๆ ที่มีขายอยู่ในท้องตลาด เพราะฉะนั้นการเลือก น้ำมันมะพร้าว ( Coconut Oil ) มาใช้ในการประกอบอาหารจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีต่อสุขภาพ ทำให้คุณมีความสุขกับการทานของทอดได้มากขึ้น และมีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพน้อยลงอย่างแน่นอน

 

     ถึงแม้ น้ำมันมะพร้าวสำหรับปรุงอาหาร ( Coconut Cooking Oil ) 1 ช้อนชา จะให้พลังงานประมาณ 39 kcal แต่ก็ควรใช้ น้ำมันมะพร้าวสำหรับปรุงอาหาร ( Coconut Cooking Oil ) ในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่ควรเกินปริมาณไขมันรวมที่ร่างกายต้องการ กันนะคะ เพราะยังไงน้ำมันก็คือน้ำมันอยู่ดี

 

     ผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก ลองหันมาเลือกใช้ น้ำมันมะพร้าว ( Coconut Oil ) กันได้ เพราะมีการดูดซึมจากกระเพาะอาหารเข้าสู่ตับและย่อยเป็นพลังงานเพื่อเผาผลาญทำได้อย่างรวดเร็ว ดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมันเข้าสู่ร่างกายและนำไปใช้เป็นพลังงานได้รวดเร็ว มีสรรพคุณช่วยลดน้ำหนักในทางอ้อม เพราะ น้ำมันมะพร้าว ( Coconut Oil ) ช่วยลดความอยากอาหาร รวมถึงยังช่วยขับพิษของเสียออกจากร่างกายได้

 

     น้ำมันมะพร้าวไม่ว่าจะเป็นแบบ น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ( Coconut Oil Extra Virgin ) หรือ น้ำมันมะพร้าวสำหรับปรุงอาหาร ( Coconut Cooking Oil ) ก็ล้วนแต่เป็น น้ำมันจากธรรมชาติ 100% ทั้งนั้น เป็นน้ำมันทางเลือกเพื่อสุขภาพของคนใส่ใจสุขภาพโดยเฉพาะ อยากให้สุขภาพดี ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค การเลือกใช้วัตถุดิบดีๆ เพื่อประโยชน์ของร่างกายกันเถอะนะคะ

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก ManNature

ขอขอบคุณข้อมูลจาก sanook

บทความที่เกี่ยวข้อง :

- ทำอาหารทานเองต้องรู้ เลือกใช้ “น้ำมัน” แบบไหนดี

- เปลี่ยนครัวไทยให้เป็นครัวคลีนด้วยน้ำมันมะพร้าว

- ทำอาหารแบบสุขภาพดีด้วยน้ำมันมะพร้าว

คนที่เป็นกระเพาะอักเสบต้องพกนมมะพร้าวอัดเม็ด

การเป็นโรคกระเพาะอักเสบนั้นทรมานมาก หลายคนเป็นแต่ไม่รู้ตัว รู้ตัวอีกที่คือไปตรวจแล้วเจอ วันนี้การเป็นโรคกระเพาะนั้นเราสามารถดูแลบรรเทารักษาให้หายได้และเรียนรู้กับมันกันครับ

 

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ (Gastritis)

 

โรคที่เกิดจากมีการอักเสบ บวม แดง ของเยื่อเมือกบุภายในกระเพาะอาหาร เป็นโรคพบได้ในทุกอายุ ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ และพบทั้งในผู้หญิงและในผู้ชายสามารถเกิดขึ้นได้แบบเฉียบพลันในเวลาอันรวดเร็ว เป็นระยะสั้นๆ และภายใน1-2สัปดาห์

 

อาการของโรคกระเพาะ

 

ปวดท้องตำแหน่งกระเพาะอาหาร (ใต้ลิ้นปี่) เป็นๆ หายๆ

ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอบ่อย แน่นอึดอัดท้องทั้งๆที่ไม่ได้กินอะไร หรือ กินเพียงเล็กน้อย (ธาตุพิการ/อาหารไม่ย่อย)

คลื่นไส้ อาเจียน เมื่อเป็นมาก อาจอาเจียนเป็นเลือดได้

เบื่ออาหาร และอาจผอมลง

เมื่อเป็นมาก และมีเลือดออกจากเยื่อเมือกบุกระเพาะอาหาร จะมีถ่ายอุจจาระเป็นสีดำเหมือนยางมะตอย

 

สาเหตุที่เป็นกระเพาะอักเสบ

การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

 

ดื่มกรด หรือ ด่าง

ซึ่งทั้งกรด และด่างจะก่อให้เกิดการระคายเคือง และการอักเสบของเซลล์เยื่อเมือกบุกระเพาะอาหาร

 

การสูบบุหรี่

และการดื่มเครื่องดื่ม กาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ โคล่า เครื่องดื่มชูกำลัง มักทำให้อาการรุนแรงขึ้น จากการก่อการระคายเคืองต่อเยื่อเมือกกระเพาะอาหาร และกระตุ้นให้เซลล์เยื่อเมือกสร้างกรดเพิ่มขึ้น

 

โรคจากที่น้ำดีจากตับ

ซึ่งปกติจะอยู่เฉพาะในลำไส้เล็ก ท้นเข้าสู่กระเพาะอาหาร น้ำดีจึงก่อให้เกิดการระคายเคืองและการอักเสบของเซลล์เยื่อเมือกบุกระเพาะอาหาร

 

ความเครียด

เพราะจะกระตุ้นให้เซลล์กระเพาะอาหารหลั่งกรดเพิ่มขึ้น ซึ่งกรดจะก่อการระคายเคือง และ การอักเสบต่อเซลล์เยื่อเมือกบุกระเพาะอาหาร

 

การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ

กินนยาตามแพทย์แนะนำ ให้ถูกต้อง สม่ำเสมอ

สังเกตความสัมพันธ์ของอาการกับอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ จำกัด หรือ งดอาหาร และเครื่องดื่มที่ก่อให้เกิดอาการ หรือที่เพิ่มความรุนแรงของอาการ

งด/เลิก บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และจำกัดเครื่องดื่มกาเฟอีน

รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อป้องกันการติดเชื้อต่างๆซ้ำหลัง จากรักษาโรคหายแล้ว

ไม่ซื้อยาแก้ปวด หรือ ยาสเตียรอยด์ กินเอง โดยไม่ปรึกษาแพทย์ พยาบาล หรือ เภสัชกร ก่อน

รักษา ควบคุม โรคที่เป็นสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยง

 

การป้องกัน

รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อป้องกันกระเพาะอาหารติดเชื้อต่างๆ

รักษาสุขภาพจิต เพื่อลดภาวะการสร้างกรดสูงของกระเพาะอาหาร

ไม่ซื้อยาแก้ปวด หรือ ยาสเตียรอยด์ กินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ พยาบาล หรือ เภสัชกร

งด/เลิก บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และจำกัดเครื่องดื่มกาเฟอีน

 

ข้อควรปฎิบัติ

กินนมมะพร้าวอัดเม็ด ซึ่งสามารถช่วยบรรเทาอาการได้

ถ้าเป็นการอักเสบอย่างธรรมดา ควรปฏิบัติดังนี้ ควรเริ่มรับประทานอาหารเหลว เช่น ซุบใสก่อน ต่อไปเพิ่มขนมปัง มันต้มบด 

รับประทานยาจำพวกลดกรดในกระเพาะ

     

      ซึ่งอาจหาซื้อได้ตามร้านขายยาและรับประทานตามคำอธิบายที่มีมาพร้อมยานั้นประคบความร้อนที่หน้าท้องเหนือบริเวณกระเพาะทุก 3 ชั่วโมง ทำเช่นนี้ติดต่อกันไปแต่ไม่เกินสองวันจะเห็นได้ว่าเป็นโรคกระเพาะนั้นกวนใจและทรมานจริงๆ ยังไงทุกคนก็ต้องดูแลสุขภาพตัวเองด้วยนะครับ

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก mannature

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

กรดไหลย้อนแก้ได้ด้วยขนม

เมาค้างเราช่วยได้

 

                                                                                   ขอขอบคุณข้อมูลจาก phuketinternationalhospital

หนาวแล้วมาเพิ่มความอบอุ่นกันเถอะ

หน้าหนาวกำลังจะเข้ามาแล้ว ทำอย่างไรดี วันนี้เรามีวิธีกินอย่างไรให้ไม่หนาวทำให้ร่างกาย สู้อากาศหนาวได้อย่างสบายๆวันนี้เราจะบอกอาหารที่กินแล้วร่างกายอุ่นกันครับว่ามีอะไรกันบ้างไปดูกันเลย

 

ข้าว ขนมปัง

          ข้าว หรือขนมปัง เป็นอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนประกอบสำคัญ ซึ่งเจ้าคาร์โบไฮเดรตเหล่านี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายก็จะเปลี่ยนเป็นน้ำตาล กลายเป็นขุมพลังงานที่ทำให้ร่างกายทำงานได้มากขึ้นเพื่อสร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย ถ้าจะให้ยิ่งดีก็ควรรับประทานข้าวกล้อง และขนมปังที่ผลิตจากแป้งที่ไม่ผ่านการขัดสี เพราะเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนไม่ทำให้อ้วน อีกทั้งยังช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่นได้นานกว่า

 

ชาร้อน

          ชาร้อนถือเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะกับช่วงที่อากาศหนาว ๆ เพราะชามีส่วนช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต และขยายหลอดเลือด อีกทั้งยังช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย รักษาไข้หวัดและอาการปวดหัว นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงการเกิดภาวะขาดน้ำในร่างกายได้อีกด้วย

 

ช็อกโกแลตร้อน

    เครื่องดื่มร้อนอีกชนิดที่อยากนำเสนอ เพราะนอกจากจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นแล้วก็ยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ อีกเพียบ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง อีกทั้งยังมีคาเฟอีน ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองไม่ให้ง่วงเหงาหาวนอนตอนอากาศเย็น ๆ ด้วย

 

 ขิง

          ขิง เป็นอาหารที่ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ร่างกายได้ เพราะขิงมีฤทธิ์ร้อน อีกทั้งสารเคอร์คูมินยังช่วยลดอาการอักเสบ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง แก้ไข้หวัด บรรเทาอาการไอ ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อได้อีกด้วย

 

น้ำมันมะพร้าว

          ไขมันเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยรักษาความอบอุ่นในร่างกาย และไขมันจากน้ำมันมะพร้าวก็เป็นสิ่งที่ขอแนะนำเลยว่าควรลิ้มลองในช่วงที่อากาศหนาว เพราะนอกจากจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นแล้ว ถ้านำมาทาผิวก็ยังช่วยให้ผิวชุ่มชื้นได้อีกด้วย ดีซะขนาดนี้ ไม่หามากินในช่วงอากาศเย็น ๆ แบบนี้เสียดายแย่

 

 น้ำเปล่า

  ในช่วงหนาว ๆ อากาศจะแห้งเป็นพิเศษ ทำให้ผิวพรรณอาจเสียความชุ่มชื้นได้ ดังนั้นน้ำจึงเป็นเครื่องดื่มสำคัญที่สุด และควรดื่มให้มากขึ้น โดยเปลี่ยนจากการดื่มน้ำเย็น หรือน้ำในอุณหภูมิห้องมาดื่มน้ำอุ่น ๆ แทน

 

หน้าหนาวกำลังจะเข้าใกล้มาทุกที่เราก็มีวิธีรับมือกับมันได้อย่างสบาย เพราะถ้าเราไม่อบอุ่นร่างกาบฤดูไหนๆเราก็ อาจจะมีโรคที่ตามมาก็ได้

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก mannature

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

5 โรคที่พบในฤดูหนาว

นวดน้ำมันประโยชน์ร่างกายและสภาพจิตใจ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก kapook

5 โรคที่พบในฤดูหนาว

 

ถึงอากาศเมืองไทยจะยังไม่ค่อยหนาวเย็นเท่าไร ออกจะร้อนเสียด้วยซ้ำ แต่ช่วงระหว่างฤดูกาลจากฝนไปหนาว สักพักแดดร้อนแล้วฝนก็ตก ต้องยอมรับว่าเมืองไทยทุกวันนี้เป็นประเทศที่วันละหลายฤดูกันเลยใช่ไหมล่ะคะ  สำหรับหลายคนทั้งเด็ก ผู้หญิง ผู้ชาย ผู้สูงอายุที่เจ็บไข้ได้ป่วย เพราะอากาศแปรปรวนนี้ ทางเราจึงรวบรวมโรคที่มักเจอบ่อยๆ กับลมหนาวมาให้ทุกคนได้ระวังและเตรียมรับมือให้พร้อมนะคะ

 

1. โรคไข้หวัด

ไข้หวัดเราพบได้บ่อยแทบทุกฤดูกาลเลยก็ว่าได้ แต่ในหน้าหนาวจะเป็นได้ง่าย และบ่อยขึ้นมากกว่าปกติถึง 2 เท่า เกิดจากเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคในทางเดินหายใจ

 

อาการที่จะพบ ได้แก่ คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม คันคอ มีไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ และปวดเมื่อยตามตัว บางรายถึงขั้นเบื่ออาหารก็มี

 

วิธีป้องกัน หลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่เต็มไปด้วยคนจำนวนมาก เพราะยิ่ง

คนเยอะ เชื้อดรคที่เจอก็จะเยอะไปด้วย เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล หรือตลาดสด และพยายามอาบน้ำ ทานอาหารดี ๆ ดูแลตัวเอง

 

 

2. โรคไข้หวัดใหญ่

เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา ( Influenza Virus) ทำให้เกิดการติดเชื้อทางระบบหายใจเฉียบพลัน

 

อาการที่พบ คือ หนาวสั่น ไข้ขึ้นสูง เจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและศีรษะอย่างรุนแรง อาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย

 

วิธีป้องกัน  หลีกเลี่ยงอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่และพยายามอยู่ในสถานที่อากาศถ่ายเท ไม่แออัดไปด้วยการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังบ้างอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 -3 ครั้ง

 

 

3. โรคปอดบวม

คือภาวะปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อไวรัสที่มีมากเกินไปจนทำให้มีหนองและสารปนเปื้อนอย่างอื่นในถุงลม สามารถแพร่กระจายเมื่อไอ จาม หรือการสำลักน้ำลาย

 

อาการที่พบ คือผู้ป่วยมักมีอาการไอ จาม เสมหะมาก แน่นหน้าอกจนหายใจไม่ออก คัดจมูก มีไข้สูงเกิน 2 วัน พบบ่อยในฤดูหนาว โดยเฉพาะกับกลุ่มคนชราและเด็กเล็กอายุระหว่าง 5-10 ขวบ

 

วิธีป้องกัน ไม่ควรอยู่ในที่ที่อากาศเปียกชื้นเป็นเวลานาน พยายามทำตัวให้อบอุ่น สวมใส่เสื้อกันหนาว นอนห่มผ้าเสมอ ไม่ออกมาตากน้ำค้าง

 

 

4. ไข้สุกใส

เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อวาริเซลลาไวรัส ติดต่อได้โดยการสัมผัสตุ่มน้ำใสโดยตรง การสัมผัสของใช้ หรือสูดลมหายใจเอาละอองของตุ่มน้ำเข้าไป พบมากในเด็กวัยเรียนที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี  สำหรับคนที่เคยเป็นแล้วก็จะไม่กลับมาเป็นอีก โดยโรคนี้นั้นจะมาในช่วงปลายฤดูหนาว แต่ก็มีพบได้ประปรายตลอดทั้งปี

 

อาการที่พบ คือ มีไข้  เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามร่างกาย อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ แต่มีผื่นหรือตุ่มขึ้นและมีอาการคันหลังจากนั้นจะแห้งแล้วตกสะเก็ด

 

วิธีป้องกัน พยายามออกกำลังกาย กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ นอนพักผ่อนอย่างเพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง

 

5. โรคหัด

เกิดจากการที่ร่างกายได้รับเชื่อ เชื้อไวรัสรูบิโอลา (Rubeola virus) พบในน้ำลายผู้ป่วยโรคหัด โรคนี้ติดต่อได้ง่ายและรวดเร็วมากผ่านการไอ จาม หายใจรดกัน ใช้สิ่งของร่วมกัน พบได้มากในจมูกและลำคอ อาการของโรคคล้ายไข้หวัด คือมีไข้ก่อนแล้วจึงมีน้ำมูก มักไอแห้งตลอดเวลา ตาและจมูกจะแดง ในเด็กจะมีไข้สูงประมาณ 3-4 วัน

 

     ถึงอากาศเมืองไทยจะยังไม่ค่อยหนาวเย็นเท่าไร ออกจะร้อนเสียด้วยซ้ำ แต่ช่วงที่กำลังจะเปลี่ยนฤดูกาลนี่แหละสำคัญค่ะ หลายคนที่เจ็บไข้ได้ป่วย สาเหตุเพราะอากาศแปรปรวนนั่นเอง รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย เลือกอยู่ที่ที่ปลอดมลพิษทางอากาศ หรือแพทย์ก็จะแนะนำให้มีการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศไว้ในบ้าน เพราะจะเห็นได้ว่าการหายใจในแต่ละครั้ง เป็นปัจจัยสำคัญในการติดเชื้อโรคที่มองไม่เห็น รักษาสุขภาพให้ดีอยู่เสมอเพื่อให้ร่างกายมีแรงต่อสู้กับโรคต่าง ๆ นะคะ

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก mannature

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก กรมควบคุมโรค

 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง  เครื่องฟอกอากาศ ตราแมนเนเจอร์ (Air Purifierby ManNature)

ติดตามบทความดี ๆ เกี่ยวกับสุขภาพได้ ที่นี่  

 

 

ผลไม้แก้ท้องผูก

ท้องผูกนั้นเป็นปัญหากวนใจที่สุดเลย ในระหว่างวัน เพราะเราจะขับถ่ายไม่รู้เวลา ปวดเมื่อไหร่ไม่สามารถกั้นได้นั้นเอง อาการเหล่านี้จะหมดไปถ้าเรากินผลไม้ที่เราแนะนำให้วันนี้

 

บทความนี้สาระหน้ารู้เกี่ยวกับการอาการท้องผูกที่คนมักจะเป็น บางคนไม่กินผักแต่กินผลไม้ก็มี การกินผลไม้นั้นมีวิตามินสูงมาก แต่ก็ต้องดูด้วยเหมือนกันว่า น้ำตาลในผลไม้นั้นมีสูงมากเหมือนกันหรือป่าว ผลไม้ที่จะแนะนำวันนี้ก็คือผลไม้ที่ช่วยแก้ท้องผูกนั้นเอง

 

 อาการท้องผูกเป็นปัญหาที่ไม่เข้าใครออกใคร บางทีขับถ่ายคล่องกันอยู่ดี ๆ อีกไม่กี่วันต่อมาดันเกิดอาการท้องผูกซะได้ และจะว่าไปอาการท้องผูกนี่ก็ร้ายทำร้ายสุขภาพสารพัด ทั้งทำให้รู้สึกอึดอัด หงุดหงิดง่าย อ่อนแรง ผิวหน้าหมองคล้ำ เสี่ยงริดสีดวงทวารอย่างงี้ต้องมาแก้ท้องผูกเติมไฟเบอร์ให้ร่างกายด้วยผลไม้ช่วยขับถ่าย

 

 กล้วยน้ำว้าสุก   
   
       เพกตินในผลกล้วยน้ำว้าสุกคือสิ่งที่เราต้องการมาช่วยแก้ท้องผูก ซึ่งนอกจากเพกตินที่ว่าแล้ว กล้วยน้ำว้ายังเปี่ยมไปด้วยไฟเบอร์ และยังมีทีเด็ดที่เมือกลื่น ช่วยให้การขับถ่ายคล่องตัวมากขึ้น ขณะเดียวกันก็มีวิตามินบี 1 บี 2 บี 6 และวิตามินซี ช่วยกระตุ้นภูมิต้านทาน โดยกล้วยน้ำว้าสุก 1 ผลกลาง ให้พลังงานราว ๆ 60 กิโลแคลอรี

 

 มะละกอ
   
      อีกหนึ่งตัวช่วยแก้ท้องผูกที่คุณก็รู้จักกันดี แต่ก็อยากบอกให้รู้กันอีกนิดว่ามะละกอมีน้ำย่อยธรรมชาติที่สามารถกำจัดคราบโปรตีนเก่า ๆ ที่ร่างกายย่อยไม่หมดออกไป ช่วยกำจัดอุปสรรคที่ขัดขวางการขับถ่ายของลำไส้ รวมทั้งพาเอาปัญหาท้องผูกออกไปจากตัวเราด้วย ส่วนคุณผู้หญิงที่อยากมีผิวพรรณดี ช่วยชะลอวัย ก็ควรทานมะละกอ เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง

 

 ลูกพรุน
   
       ผลไม้ชนิดนี้ช่วยแก้ปัญหาท้องผูกหรือขับถ่ายลำบากได้ดีเลย เพราะลูกพรุน 1 ลูกก็มีปริมาณไฟเบอร์สูงถึง 1.4 กรัมเลยทีเดียว ยิ่งหากกินลูกพรุนแล้วดื่มน้ำวันละ 1.5-2 ลิตรไปด้วย ระบบขับถ่ายจะยิ่งคล่องตัวเป็นทวีคูณ นอกจากนี้ ลูกพรุนยังมีไขมันต่ำและแคลอรีน้อย

 

สับปะรด
   

       อีกหนึ่งผลไม้ที่ขึ้นชื่อเรื่องช่วยย่อย สับปะรดเองก็มีน้ำย่อยจากธรรมชาติในตัวเองเหมือนมะละกอ  ดังนั้นใครรู้สึกอาหารไม่ค่อยย่อย ถ่ายไม่ค่อยออก ลองกินสับปะรดเข้าไปช่วยแก้ปัญหานี้ดู ส่วนใยอาหารในสับปะรดก็ช่วยลดน้ำหนักได้

 

 แก้วมังกร

 

      แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีกากใยอาหารสูง ดังนั้นจึงสามารถช่วยกระตุ้นให้ระบบขับถ่ายทำงานได้สะดวก ซึ่งจะช่วยแก้อาการท้องผูกได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้เม็ดสีดำเล็ก ๆ คล้ายเม็ดแมงลักในเนื้อแก้วมังกร ยังมีกรดไขมันที่สามารถช่วยกำจัดคอเลสเตอรอลหรือไขมันเลวออกจากร่างกายได้อีกด้วย

 

 “น้ำหวานดอกมะพร้าว” ( Coconut Syrup )

      ก็ยังสามารถ ช่วยแก้ท้องผูกได้อีกด้วย เอาไปผสมกินกับ อาหาร หรือ ราดหวานๆบนไอติมก็ยังได้เลย และยังทำมาจาก มะพร้าวแท้ 100% อีกด้วย

 

      เห็นไหมครับผมว่าผลไม้ต่างๆก็มีประโยชน์ไม่แพ้ผักเลย บ้างคนไม่กินผักแต่มากินผลไม้แทน และอาการท้องผูกพวกนั้นก็จะหาย เมื่อเรากินตามแบบที่พอเหมาะนั้นเองครับผม

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก mannature

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก  .kapook

พาร์กินสันรู้ก่อนป้องกันได้

โรคนี้จะบอกได้ว่าคนที่เป็นส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุนะครับเพราะว่าเท่าที่สังเกตผู้สูงมักจะเป็น เพราะอาการเหล่านี้จะมีมือเท้าสั่น ตลอดเวลาพูดช้าเดินช้าและเท้าก็ติดเวลาจะก้าวเดิน นักมวยก็มักจะเป็นนะครับ

 

พาร์กินสัน (Parkinson's Disease) เป็นภาวะอาการในกลุ่มการเคลื่อนไหวผิดปกติ ที่มีอาการสั่นตามอวัยวะต่าง ๆ เคลื่อนไหวช้า และกล้ามเนื้อแข็งเกร็ง ไม่ยืดหยุ่น อย่างที่ไม่สามารถควบคุมได้ เกิดจากการเสื่อมของเซลล์สมอง 

หรือสมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวอวัยวะส่วนต่าง ๆ ถูกทำลายจนเสียหาย โดยกระบวนการเสื่อมของสมองและการพัฒนาโรคจะค่อย ๆ เกิดขึ้นและค่อย ๆ ปรากฏอาการออกมาอย่างช้า ๆ

 

อาการของพาร์กินสัน

พาร์กินสันมีอาการหลัก คือ

อาการสั่น  เป็นอาการสั่นที่นิ้ว มือ แขน หรือขา ขณะอยู่ในท่าพักและไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย อาการที่มักพบได้บ่อย คือ นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้สั่นและถูกันไปมา มือสั่นอย่างควบคุมไม่ได้

เคลื่อนไหวช้า  เคลื่อนไหวอวัยวะต่าง ๆ ได้ช้ากว่าปกติ จนทำให้เกิดความยากลำบากและใช้เวลานานในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น เดินก้าวสั้น ๆ เดินลากเท้า ลุกออกจากที่นั่งลำบาก

กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง กล้ามเนื้อแข็งและเกร็งกว่าปกติ ทำให้เคลื่อนไหวอวัยวะได้อย่างลำบากและได้จำกัด หรืออาจสร้างความเจ็บปวดได้หากเกิดภาวะกล้ามเนื้อบิดเกร็ง

 

สาเหตุของพาร์กินสัน

พาร์กินสันเกิดจากการเสื่อมหรือการตายของเซลล์สมองส่วนซับสแตนเชีย ไนกรา (Substantia Nigra) ซึ่งทำหน้าที่ผลิตสารสื่อประสาทโดปามีน โดยสารโดปามีนจะเป็นเสมือนตัวส่งสัญญาณระหว่างสมองกับร่างกาย เพื่อควบคุมและกำหนดการเคลื่อนไหวของอวัยวะต่าง ๆ

ไนกราถูกทำลายไปแล้วกว่า 80%

 

การรักษาพาร์กินสัน

ภาวะพาร์กินสันไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เนื่องจากเซลล์เนื้อเยื่อในสมองถูกทำลาย แต่มีวิธีการรักษาที่จะช่วยให้อาการที่เป็นอยู่ทุเลาลง เพื่อลดอุปสรรคในการใช้ชีวิตประจำวัน ได้แก่ การรักษาด้วยยา การทำกายภาพบำบัด และการผ่าตัด

 

การรักษาด้วยยา

 

คาร์บิโดปา-ลีโวโดปา (Carbidopa-Levodopa) ยาลีโวโดปาเป็นสารเคมีธรรมชาติที่เมื่อผ่านเข้าสู่สมองแล้วจะกลายเป็นโดปามีนซึ่งเป็นสารสื่อประสาทสำคัญที่ควบคุมการเคลื่อนไหว

โดปามีน อะโกนิสต์ (Dopamine Agonists) เป็นยากระตุ้นตัวรับโดปามีน ทำงานต่างจากลีโวโดปาที่กลายเป็นโดปามีน แต่ยากลุ่มนี้จะทำหน้าที่แทนโดปามีนในร่างกาย

ยายับยั้งเอนไซม์โมโนเอมีน ออกซิเดส-บี (MAO-B Inhibitors) เช่น เซเลกิลีน ช่วยป้องกันการลดระดับโดปามีนในสมองด้วยการยับยั้งเอนไซม์โมโนเอมีน

น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นน้ำมันงาชนิด แคปซูล ตราแมนเนเจอร์

แคปซูลน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น มีสารคีโตนช่วยฟื้นเซลล์ประสาทในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ พาร์กินสัน โรคสมองเสื่อม และโรคระบบประสาท

 

การรักษาดูแลรักษาอื่นนอกจากยา

 

กายภาพบำบัด นักกายภาพบำบัดจะคอยดูแลและฝึกฝนให้ผู้ป่วยหัดใช้กล้ามเนื้อและทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้คล่องขึ้น เพื่อบรรเทาอาการกล้ามเนื้อแข็งเกร็งและอาการปวดบริเวณข้อต่อ ด้วยการฝึกเดิน ฝึกการเคลื่อนไหว และการออกกำลังกาย

มีบางงานวิจัยที่ชี้ว่าสารคาเฟอีนที่พบในชา กาแฟ และน้ำอัดลมบางชนิด อาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดพาร์กินสัน รวมทั้งการออกกำลังกายด้วยการแอโรบิค

จากการที่เราเรียนรู้ถึงโรค พาร์กินสั่น แล้ว รู้อย่างนี้แล้ว ข้อที่ควรทำที่สุดเลยก็คือ ออกกำลังกาย กินแคปซูลมะพร้าวสกัดเย็น ตราแมนเนเจอร์นั้นเอง เพราะถ้าเรารู้แล้วว่าเราจะเป็นเราก็ป้องกันแค่นั้น

ด้วยความปรารถนาดีจาก mannature

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก  pobpad

PM2.5กลับมาอีกครั้ง

หลังจากข่าวเมื่อปีที่แล้วเป็นข่าวที่สื่อสำนักทุกช่องให้ความสนใจมาก นั้นก็คือเรื่องของสภาพอากาศที่แย่และมีฝุ่นเจ้าPM2.5 เราจะรับมือกับมันอย่างไรดีตอนนี้มันกลับมาอีกครั้งแล้ว

 

ก่อนเราจะเข้าเรื่อง เราต้องทำความรู้จักก่อนว่ามันเกิดมาได้อย่างไร

ฝุ่น PM 2.5

      คำว่า PM ย่อมาจาก Particulate Matters เป็นคำเรียกค่ามาตรฐานของฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด ได้แก่ PM 10 และ PM 2.5 ส่วนตัวเลข 2.5 นั้นมาจากหน่วย 2.5 ไมครอนหรือไมโครเมตรนั่นเอง

 

     พูดง่ายๆ คือ ฝุ่น PM 2.5 เป็นอนุภาคขนาดเล็กที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยน้อยกว่า 2.5 ไมโครเมตร แขวนลอยอยู่ในอากาศรวมกับไอน้ำ ควัน และก๊าซต่างๆ ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าถึงจะเป็นเพียงฝุ่นละอองขนาดจิ๋ว แต่เมื่อมาแผ่อยู่รวมกันจะกินพื้นที่ในอากาศมหาศาล ล่องลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศปริมาณสูง เกิดเป็นหมอกควันอย่างที่เราเห็นกัน

 

PM2.5 มาจากไหน

- การเผาไหม้ จากบริษัทอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่ โดยเฉลี่ยแล้วปล่อย PM 2.5 มากที่สุดถึง 209,937 ตันต่อปี

- เผาไม้ของเชื้อเพลิง ทั้งดีเซลและแก๊สโซฮอล์จากเครื่องยนต์ โดยเฉลี่ยแล้วปล่อย PM 2.5 ประมาณ 50,240 ตันต่อปี

- การผลิตไฟฟ้า ทำให้มีการปล่อย PM 2.5 สู่อากาศ โดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 31,793 ตันต่อปี

- สารเคมีและอุตสาหกรรมการผลิต พบมากในพื้นที่เขตควบคุมมลพิษมาบตาพุด จังหวัดระยอง โดยปล่อย PM 2.5 ราวๆ 65,140 ตันต่อปี

 

โรคร้ายของมันนั้น อันตรายมาก

 

โรคระบบทางเดินหายใจ

จะเห็นได้ว่าฝุ่นPM2.5 นั้นเป็นฝุ่นขนาดเล็ก สามารถสูดดมได้ง่าย และเข้าถึงภายในร่างกายได้เร็ว จึงสามารถเข้าไปถึงถุงลมปอด ทำให้ปอดเกิดการอักเสบ ระคายเคือง และเป็นโรคระบบทางเดินหายใจได้

โรคหัวใจและหลอดเลือด การสูดฝุ่นแบบนี้เข้าไปทำให้เลือดข้นได้ และทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น

โรคผิวหนัง ด้วยอนุภาคของละอองฝุ่น PM 2.5 ที่เล็กมากๆ มักเป็นสารประกอบพวกคาร์บอนที่มีคุณสมบัติละลายได้ดีในน้ำมัน จึงสามารถผ่านเข้าไปยังเซลล์ผิวหนังได้ ทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่นกับผิวหนัง ทำให้เกิดริ้วรอย ผิวหมองคล้ำ เกิดจุดด่างดำและส่งผลต่อการทำงานของเซลล์­ผิวในระดับยีน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของโรค ผิวหนังอักเสบ และโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

โรคเยื่อบุตาอักเสบ หรืออาการตาแดง เกิดจากการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือมลพิษในอากาศ เช่น ฝุ่นควันจาก PM 2.5 เมื่อฝุ่นละอองเข้าสู่เยื่อบุตาจนเกิดการอักเสบ ดาแดง แสบตา คันตา ถ้าไม่รุนแรงมาก อาการจะหายไปเองภายใน 2-3 สัปดาห์ แต่การพบแพทย์เพื่อใช้ยาก็จะช่วยให้หายเร็วขึ้น

 

ไอเจ็บคอและมีเสมหะ

      ฝุ่นละอองขนาดเล็กสามารถเล็ดลอดผ่านเข้าไปในโพรงจมูกได้อย่างง่ายดาย และลงไปจนถึงหลอดลม ส่งผลให้เกิดอาการระคายเคือง มีอาการเจ็บคอ ไอ จาม มีน้ำมูก และมีเสมหะ

 

เสี่ยงเป็นอัมพาต

     ฝุ่นละออง PM 2.5 มีสารปรอทที่มาจากเผาไหม้น้ำมัน และถ่านหิน ส่งผลให้ทำลายระบบประสาท และเสี่ยงเป็นอัมพาต

 

เสี่ยงเป็นมะเร็ง

     ฝุ่นละออง PM 2.5 มีสาร P-A-Hs ที่เป็นสารก่อให้เกิดมะเร็ง โดยสารชนิดนี้เกิดจากการเผาไหม้ของท่อไอเสีย จากโรงงานอุตสาหกรรม และควันบุหรี่

หากได้รับฝุ่นละออง PM 2.5 ในปริมาณมาก มีความเสี่ยงให้เกิดโรคเรื้องรัง อาทิ

• โรคหลอดเลือดในสมอง

• โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง

• โรคมะเร็งปอด

• โรคหัวใจขาดเลือด

• โรคติดเชื้อเฉียบพลันในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง

 

 

รู้จักทั้งที่มาและโรคกันไปแล้ว เราจะมาบอกวิธีการป้องกัน

 

ติดเครื่องฟอกอากาศ ตราแมนเนเจอร์ (Air Purifier by ManNature)

เครื่องฟอกอากาศจำเป็นมากๆ ต่อคนที่แพ้ฝุ่น หรือ pm2.5 ที่กำลังกลับมาในช่วงนี้ ผมบอกได้คำเดียวว่าช่วยได้จริง ทั้งฝุ่นธรรมดา  และเครื่องฟอกอากาศ ตราแมนเนเจอร์รับประกัน1ปีอีกด้วย

 

ใส่หน้ากาก

หน้ากากอนามัยชนิด N95

เป็นหน้ากากอนามัยที่ได้รับความนิยมสูงสุดในขณะนี้ เป็นหน้ากากที่ได้มาตรฐานและได้รับการยอมรับว่าสามารถป้องกันเชื้อโรคได้ดีที่สุด เพราะป้องกันได้ทั้งฝุ่นละอองและเชื้อโรคที่มีขนาดเล็กถึง 0.3 ไมครอน เหมาะสำหรับป้องกันมลพิษ ฝุ่น PM 2.5 ควันพิษ ไอเสียรถยนต์ และไอระเหยของสารเคมีต่างๆ

 

     ฝุ่น PM 2.5 เป็นมลพิษต่ออากาศและร่างกาย ควรป้องกันตนเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัยที่สามารถป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ คือ หน้ากาก N95 ส่วนหน้ากากประเภทอื่นนั้น ช่วยป้องกันได้เพียงส่วนหนึ่ง และควรใส่ให้ถูกวิธี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน

 

     สภาพอากาศในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่อันตรายมาก และสามารถส่งผลอันตราย ก่อเกิดโรคสะสมอีกด้วย ดังนั้น การที่เราจะใช้ชีวิตที่ดีก็ต้องเริ่มจาก สุขภาพที่ดีก่อนนนะครับ

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก mannature

สินค้าที่เกี่ยวข้อง เครื่องฟอกอากาศ ตราแมนเนเจอร์ (Air Purifierby ManNature)

 

ขอข้อคุณข้อมูลจาก  tqm

รักษาสุขภาพในหน้าฝน

เมื่อถึงช่วงหน้าฝน ฝนตกลงมาทำให้แผนการต่างๆก็ต้องปรับเปลี่ยนไป ป่วยไม่สบายได้ ซึ่งแน่นอนช่วงนี้เชื้อโรคเยอะต้องสร้างร่างกายให้แข็งแรง พยายามลดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอาการป่วย ดูแลตัวเองให้พร้อมเสมอเพื่อต่อสู้กับฝนและเชื้อโรคต่างๆ ที่จะเข้ามานะคะ

 

นอกจากป้องกันโรคและเตรียมร่างกายให้ฟิตแล้วก็ควรเลือกทานอาหารที่เหมาะกับฤดูนี้กันด้วย ทานอาหารให้หลากหลายครบหมวดหมู่ และช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ได้แก่

 

อาหารที่มีวิตามินซีสูง

เพราะวิตามินซี จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและช่วยต้านโรคหวัดได้โดยตรง ซึ่งอาหารที่มีวิตามินซีสูงได้แก่ ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ส้ม มะนาว กีวี พริกหยวก และ ฝรั่ง

 

อาหารที่มีวิตามินอี

วิตามินอีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยอาหารที่มีวิตามินอีได้แก่ ผักใบเขียว มะเขือเทศ ไข่ ถั่ว นม น้ำมันพืช และ เนื้อปลา

 

อาหารที่มีเบต้าแคโรทีนสูง

มีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยจะพบมากในผักที่มีสีเขียว เหลือง ส้ม และแดง เช่น แครอท มะเขือเทศ มะละกอ ฟักทอง บล็อกโคลี่และผักบุ้ง

 

อาหารที่มีวิตามินบี

ช่วยบำรุงสมอง เสริมสร้าความต้านทานต่อโรค และช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน อาหารที่มีวิตามินบีสูงได้แก่ นม เนื้อสัตว์ ไข่ ผักจำพวกถั่ว ข้าว ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ธัญพืชต่างๆ และผักใบเขียว

 

อาหารที่มีสังกะสี และ ซิลีเนียม

จะพบมากในอาหารทะเล นม ไข่ไก่ ตับ ถั่วลิสง และ ข้าวกล้อง ซึ่งแร่ธาตุสองตัวนี้จะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้

 

อาหารที่มีอัลลิซิน และซัลไฟด์

ซึ่งจะมีอยู่ในกระเทียมทุกรูปแบบ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน และยังช่วยฆ่าเชื้อโรค

 

กรดไขมันโอเมก้า 3

เป็นกรดไขมันที่มีความสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดขาว และ แอนตี้บอดี้ของร่างกาย โอเมก้า 3 พบมากในอาการจำพวก ปลาทะเล น้ำมันตับปลา น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ถั่วเหลือง และไข่ไก่

 

อาหารที่มีโปรไบโอติกส์

อย่างโยเกิร์ตและนมเปรี้ยว โปรไบโอติกส์จะทำหน้าที่กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ป้องกันร่างกายจากเชื้อไวรัสต่างๆ และช่วยให้การทำทำงานของภูมิต้านทานของร่างกายดีขึ้นอีกด้วย

 

    ได้เคล็ดลับดีๆ สำหรับการเลือกทานอาหารให้ร่างกายแข็งแรงพร้อมสู้กับฝนแล้ว พยายามทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอในแต่ละวัน เพียงเท่านี้ก็จะช่วยป้องกันสุขภาพให้ปลอดภัยจากสภาพอากาศแปรปรวนของเมืองไทยได้ในระดับดีเยี่ยมแล้วล่ะค่ะ

 

ด้วยความปรารถนาดี ManNature

8สัญญานเตือน ว่าตัวคุณเองดื่มน้ำน้อยเกินไป

การดื่มน้ำนั้นสำคัญมากต่อการดำรงชีวิตเพราะน้ำหล่อเลี้ยง เราในร่างกาย แต่คุณอาจจะไม่คิดถึงว่าตัวคุณเองอาจจะดิ่มน้ำน้อยเกินไปวันนี้เรามีคำตอบและสัญญานเตือนว่าคุณกำลังดื่มน้ำน้อยอยู่นะ

 

    ชีวิตอันวุ่นวายของเรา อาจทำให้คุณลืมที่จะดื่มน้ำให้เพียงต่อความต้องการของร่างกาย แต่การดื่มน้ำน้อยเกินไปก่อให้เกิดข้อเสียหลายอย่าง รวมไปถึงโรคร้ายที่น่ากลัวอย่างกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือกรวยไตอักเสบได้เช่นกัน

 

     แต่ปัญหาคือเราอาจไม่รู้ตัวว่าเรากำลังดื่มน้ำน้อยเกินไป ดังนั้นเรามาสังเกตร่างกายของเรากันดีกว่าว่า ถึงเวลาหรือยังที่เราควรเติมน้ำให้กับร่างกายให้มากขึ้น

 

กระหายน้ำ

บางครั้งเราอาจจะกระหายน้ำโดยที่เราไม่รู้ตัว แต่หากเราได้ดื่มน้ำแล้ว แทบจะหยุดไม่ได้เลยล่ะ ยกแก้วขึ้นดื่มหมดรวดเดียวจบ แถมยังอาจรู้สึกว่ายังไม่พออีกด้วยซ้ำ

 

ปัสสาวะสีเหลืองเข้ม-สีส้มเป็นประจำ

สีของปัสสาวะที่ปกติควรเป็นสีเหลืองอ่อนชนิดที่จางมากๆ เหมือนน้ำเก๊กฮวยที่เคยใส่น้ำแข็งเอาไว้เต็มแล้วน้ำแข็งละลายจนหมด และกลิ่นก็ไม่ควรจะฉุนกึ้กจนเตะจมูกอย่างชัดเจน ปัสสาวะสีเข้มบ่งบอกว่าคุณดื่มน้ำน้อยเกินไป

 

ปัสสาวะไม่ถึง 4 ครั้งต่อวัน

คนปกติจะต้องลุกขึ้นมาเข้าก้องน้ำเพื่อปัสสาวะมากกว่า 4 ครั้งต่อวัน แต่หากคุณรู้ตัวว่าบางวันที่คุณนั่งทำงานอยู่ แทบไม่ได้เข้าห้องน้ำเลยล่ะก็ คุณควรจะรู้ตัวได้แล้วล่ะว่าวันนี้ได้ดื่มน้ำไปบ้างหรือยัง

 

ปากแห้ง

นอกจากแพ้ลิปสติกแล้ว หากคุณมีอาการปากแห้งอยู่บ่อยๆ อาจมาจากที่ร่างกายของคุณขาดน้ำได้เช่นกัน

 

ตาแห้ง

ยิ่งใครที่นั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ หรือใส่คอนแทคเลนส์ จะประสบปัญหาตาแห้งบ่อยๆ ยิ่งหากคุณดื่มน้ำไม่เพียงพอด้วยแล้ว ตาคุณจะยิ่งแห้ง แห้งถึงขนาดใส่คอนแทคเลนส์ลำบาก หรือแม้กระทั่งตอนถอดยิ่งลำบาก เพราะคอนแทคเลนส์จะดูดติดอยู่กับตา น่ากลัวใช่ไหมล่ะ

 

ท้องผูก

แน่นอนว่าเมื่อร่างกายไม่ได้รับน้ำอย่างเพียงพอ กากใยอาหารที่ผ่านการย่อย การกรองออกก็ขาดความชุ่มชื่นเช่นเดียวกัน ดังนั้นอุจจาระก็จะแข็ง ถ่ายยาก เผลอๆ หากท้องผูกบ่อยๆ ก็อาจเสี่ยงเป็นโรคริดสีดวงทวารด้วยนะ

 

ผิวแห้ง ริ้วรอยถามหาก่อนวัยอันควร

ต่อให้คุณเป็นคนผิวมัน แต่คุณก็จะเป็นคนผิวมันที่ขาดน้ำ ผิวคุณก็จะยิ่งมันหนักเข้าไปใหญ่ เพราะเมื่อคุณผิวแห้งเกินไป ต่อมไขมันใต้ชั้นผิวหนังก็จะยิ่งผลิตน้ำมันขึ้นมาเคลือบผิวไม่ให้ผิวแห้ง แต่หากคุณเป็นคนผิวแห้ง ก็จะยิ่งแห้งหนัก แล้วสุดท้ายริ้วรอยก็จะมาเยือนก่อนวัยอันควร ลองสังเกตดูว่าริ้วรอยบริเวณร่องแก้ม หางตา และหน้าผากมาหาคุณหรือยัง ถ้าคุณอายุยังน้อยแล้วริ้วรอยมาเยือนแล้วล่ะก็ แสดงว่าผิวของคุณขาดความชุ่มชื่น และคุณอาจดื่มน้ำไม่มากเพียงพอ

 

ระบบย่อยอาหารมีปัญหา

คนที่ดื่มน้ำไม่เพียงพอ มีโอกาสเป็นโรคกระเพาะอาหาร หรือกรดไหลย้อนมากกว่าปกติ เพราะเมื่อกระเพาะอาหารมีน้ำมาช่วยย่อยไม่เพียงพอ ปริมาณของกรดก็จะเข้มข้นมากขึ้น ความแข็งแรงของกระเพาะอาหารในการย่อยอาหาร รวมถึงเมือกที่ช่วยในการย่อยอาหารในกระเพาะก็น้อยลง อาจทำให้อาหารไม่ย่อย ท้องอืดท้องเฟ้อ หรือนานๆ เข้าอาจเสี่ยงกรดไหลย้อนได้

     วิธีป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดน้ำก็ง่ายๆ คุณควรตั้งแก้วน้ำเอาไว้ใกล้ๆ ตัว ยกขึ้นจิบเรื่อยๆ ไปทั้งวัน และต้องดื่มให้หมดในทุกๆ วัน อย่ามัวแต่ยุ่งกับการทำงานจนลืมดื่มน้ำบ่อยๆ เท่านี้ร่างกายของคุณก็จะได้รับน้ำอย่างเพียงพอแล้ว

     แต่ถ้าจะหาน้ำดื่ม สักขวดของคุณดีพอแล้วหรือยัง มี น้ำดิ่ม อัลคาไลน์  ที่มีมีหลายคำถามว่าดีจริงหรือไม่? น้ำดื่มเพื่อสุขภาพหรือ ผลิตภัณฑ์ สุขภาพ คลิกที่นี่

 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง  น้ำดื่มอัลคาไลน์ ( น้ำด่าง ) Alkaline

ขอขอบคุณข้อมูลจาก  sanook

บรรเทาอาการหวัดด้วยการดื่มน้ำ

ด้วยสภาพอากาศที่แปรปรวนฝนเทกระหน่ำมาทั้งสัปดาห์ ทำให้หลายคนมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม และเจ็บคอ ใครที่กำลังมีอาการเหล่านี้อยู่ วันนี้เรามีวิธีบรรเทาอาการโรคหวัดด้วยการ “ดื่มน้ำ” มาฝากกันค่ะ

 

     เมื่ออากาศเปลี่ยน อุณหภูมิร่างกายก็เปลี่ยนตาม ยิ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาฝนตกแบบไม่ลืมหูไม่ลืม จนร่างกายปรับตามไม่ทัน จึงเกิดอาการไข้หวัดถามหา ไข้หวัดเกิดจาก การติดเชื้อไวรัสบริเวณทางเดินหายใจส่วนต้น ทำให้มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม และเจ็บคอ โดยเชื้อที่ก่อให้เกิดไข้หวัดมักจะเป็นเชื้อไวรัสชนิดที่ไม่รุนแรง ซึ่งมักเกิดบ่อยช่วงเวลาที่ฝนตก เพราะอุณหภูมิในตัวเราจะต่ำลง ทำให้เชื้อไวรัสบางสายพันธุ์เจริญเติบโตได้ดี นั่นเอง

 

     หากอยากบรรเทาอาการหวัด ให้หายขาดแบบง่ายๆ เราขอแนะนำให้ “ดื่มน้ำ” อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร เพราะน้ำสามารถช่วยเยียวยาร่างกายให้หายจากหวัดได้ ยิ่งหากจิบน้ำบ่อยๆ ตลอดทั้งวัน จะช่วยให้ชุ่มคอ บรรเทาอาการไอ และละลายเสมหะได้ดี แต่ไม่ควรดื่มน้ำเย็นซึ่งจะทำให้เจ็บคอและไอมากขึ้น

 

เหตุผลที่ การ “ดื่มน้ำ” ช่วยบรรเทาอาการหวัด

1. การดื่มน้ำ ช่วยละลายเสมหะไม่ให้เหนียว โดยเฉพาะการดื่มน้ำอุ่น

2. การดื่มน้ำ ช่วยทำให้ร่างกายเย็นลง จึงช่วยลดไข้ได้หากกำลังมีไข้ขึ้นสูงอยู่

3. การดื่มน้ำ ช่วยให้ร่างกายมีความชุ่มชื้นเพียงพอ ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดี

4. การดื่มน้ำ ช่วยให้เยื่อบุจมูกที่บุช่องทางเดินหายใจส่วนบน ทำงานได้ดีขึ้นจึงช่วยลดอาการคัดจมูก

5. การดื่มน้ำ ช่วยป้องกันการติดเชื้อ และอักเสบ

6. การดื่มน้ำ ช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย ทำให้ร่างกายฟื้นจากอาการไข้ได้เร็วขึ้น

 

     เมื่อรู้กันแล้วว่า การดื่มน้ำช่วยบรรเทาอาการหวัดได้ ลองเลือกน้ำดื่มดีๆ ที่ให้ประโยชน์กับสุขภาพได้มากกว่าอย่าง น้ำดื่มอัลคาไลน์” หรือ “น้ำด่าง” ( Alkaline Water ) น้ำดื่มสะอาดที่มีคุณภาพ เป็นน้ำที่มีค่า pH ค่อนไปทางด่างอ่อนๆ อุดมไปด้วยแร่ธาตุ สารอาหารต่างๆ มากมาย ช่วยในการปรับสมดุลสภาพความเป็นกรด-ด่างภายในร่างกายให้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสม สามารถต่อต้านโรคภัยต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

 

     หากใครที่อ่านแล้ว อยากจะลองดื่ม “น้ำดื่มอัลคาไลน์” หรือ “น้ำด่าง” ( Alkaline Water ) เราขอแนะนำ น้ำดื่มอัลคาไลน์ ( น้ำด่าง ) ตรา แมนเนเจอร์ ( Alkaline Water pH8.5+ By ManNature ) รับรองว่าปลอดภัยหายห่วงค่ะ

 

     นอกจาก “การดื่มน้ำ” จะช่วยบรรเทาอาการหวัดได้แล้ว อย่าลืมรับประทานอาหารให้ครบ5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ เพียงเท่านี้ก็สามารถสู้กับหวัดได้แน่นอนค่ะ

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก ManNature

ขอขอบคุณข้อมูลจาก sanook

อาหารตอนเช้าช่วยเพิ่มการขับถ่าย

การออกกำลังกายนั้นสำคัญมากต่อมนุษย์ เพราะว่าจะช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงเจริญเติบโตได้ แต่เรื่องการกินขับของเสียออกมาในตอนเช้าก็สำคัญพอๆกัน อาหารช่วยในการขับถ่านตอนเช้า

            เชื่อว่ามีหลายคนที่มีปัญหาท้องผูก และขับถ่ายไม่เป็นเวลา ซึ่งวันนี้เรามี 5 ตัวช่วยที่จะทำให้คุณขับถ่ายได้สะดวก และเป็นเวลามากขึ้นในตอนเช้า ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพและร่างกาย ดังนั้นเราไปดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

ดื่มน้ำเปล่าทันทีเมื่อตื่นนอน 

การดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อย 1-2 แก้ว เมื่อตื่นนอนทันที ซึ่งเป็นขณะที่ท้องว่าง จะช่วยกระตุ้นให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น เพราะเมื่อเราดื่มน้ำเปล่าเมื่อท้องว่าง ลำไส้ก็จะทำงานได้ดีขึ้น และส่งผลให้เราขับถ่ายเป็นเวลา แถมยังช่วยในเรื่องของไม่ทำให้ท้องผูก นอกจากนี้อย่างที่ทราบกันดีว่า น้ำเปล่ายังช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งอีกด้วย ดังนั้นเราจึงควรดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 8 แก้วต่อวัน

 

ดื่มกาแฟตอนท้องว่าง

     การดื่มกาแฟในตอนเช้าขณะที่ท้องว่าง จะช่วยกระตุ้นการขับถ่ายได้ เนื่องจากกาแฟจะไปช่วยเพิ่มกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้เร่งกระบวนการย่อยอาหาร และส่งผลให้ลำไส้ทำงานเร็วขึ้น กระทั่งทำให้คุณรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำ แล้วขับถ่ายออกมาในที่สุดนั่นเอง แต่ทั้งนี้การดื่มกาแฟในปริมาณที่มากเกินไป อาจส่งผลให้นอนไม่หลับ ใจสั่นและใจเต้นเร็วปกติ  และอาจถึงขั้นเสียชีวิตกะทันหันได้เลยทีเดียว

 

นมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ตก็ช่วยได้

     หากคุณตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกอยากขับถ่ายในตอนเช้า ลองหาตัวช่วยอย่างนมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ตกินดูก็ได้ เพราะนมเปรี้ยวและโยเกิร์ต มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อลำไส้ ซึ่งจะไปช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย ให้คุณสามารถขับถ่ายได้ง่ายขึ้น เหนืออื่นใด  และยังช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรค รวมถึงเพิ่มอัตราการดูดซึมแคลเซียมด้วย

 

ดื่มน้ำผลไม้ เช่น น้ำส้ม น้ำมะนาว

     น้ำส้มและน้ำมะนาว มีวิตามินซีสูงมาก ยิ่งถ้าคั้นสดๆ แล้วดื่มในตอนเช้า ขณะท้องว่างด้วยแล้ว รับรองเลยว่ามันจะไปช่วยกระตุ้นการขับถ่ายได้เป็นอย่างดี เนื่องด้วยคุณสมบัติของผลไม้ทั้งสองชนิด ซึ่งส้มก็มีกากใยอาหารเยอะ ส่วนมะนาวก็มีส่วนช่วยกระตุ้น การทำงานของระบบขับถ่ายด้วย แถมแก้อาการท้องผูกได้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ดีเลย

นอกจากพวกนี้แล้ว การกินอาหารที่มีกากใยสูงมีคอลลาเจน หรือไฟเบอร์สูงนั้นก็จะช่วยในระบบขับถ่ายอีกเช่นกัน

นอกจากการกินนั้นออกกำลังกายก็มี ผลเหมือนกันเพราะว่าหายคนกำลังหา กีฬาที่ลดน้ำหนักเร็วที่สุด

ผลวิจัยจาก the National Institutes of Health

และนี่คือ 15 กีฬาที่ดีที่สุด ที่จะสลายแคลอรี่ในตัวคุณออกไปให้หมดสิ้น ขอแค่ 1 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้นพอ! เพราะฉะนั้น โบกมือบ๊ายบาย เค้กหวานๆ น้ำตาลเยิ้มๆ ไปก่อน แล้วตั้งใจให้ออกกำลังกายให้หนัก

 ไอซ์สเก็ต - (Ice skating)
เผาผลาญได้  511 -  637  แคลอรี่ต่อชั่วโมง

แร็กเกตบอล - (Racquetball)
เผาผลาญได้ 511 - 637 แคลอรี่ต่อชั่วโมง 

แอโรบิก - (High-impact aerobics)
เผาผลาญได้ 533 - 644 แคลอรี่ต่อชั่วโมง

โรลเลอร์เบลด - (Rollerblading) 
เผาผลาญได้ 548 - 683 แคลอรี่ต่อชั่วโมง ขึ้นอยู่กับอัตราความเร็ว 

บาสเกตบอล - (A game of basketball)
เล่นบาสเกตบอล 1 เกมส์ สามารถเผาผลาญได้คนละ 584 -728 แคลอรี่ต่อชั่วโมง
 

แฟลกฟุตบอล - (Flag football)
เผาผลาญได้ 584 - 728 แคลอรี่ต่อชั่วโมง 
 

ปีนหน้าผา ปีนภูเขา - (Rock or mountain climbing)
เผาผลาญได้ 584 - 728 แคลอรี่ต่อชั่วโมง

เทนนิสเดี่ยว - (Tennis, singles)
เผาผลาญได้ 584 - 728 แคลอรี่ต่อชั่วโมง 

วิ่ง 5 ไมล์/ชม. - Running (5 mph)
นั่นคือการวิ่ง 12 นาทีต่อ 1 ไมล์ จะทำให้คุณเผาผลาญได้ 606 - 755 แคลอรี่ต่อชั่วโมง 

 วิ่งขึ้นบันได - (Running up stairs)
เผาผลาญได้ 657 - 819 แคลอรี่ต่อชั่วโมง ยิ่งวิ่งได้หลายขั้นมากเท่าไหร่ ร่างกายก็จะเผาผลาญได้มากขึ้นเท่านั้น 

 ว่ายน้ำ (Vigorous lap-swimming)
เผาผลาญได้ 715 - 892 แคลอรี่ต่อชั่วโมง

เทควันโด - (Taekwondo)
ในที่นี้รวมไปถึงศิลปะการต่อสู้ในแบบต่างๆ อย่างมวยไทย ยูยิตสู และคาราเต้ด้วย เผาผลาญได้ 752 - 937 แคลอรี่ต่อชั่วโมง

ฟุตบอล - (Soccer)
เผาผลาญได้ 752 - 937 แคลอรี่ต่อชั่วโมง

กระโดดเชือก - (Jump rope)
เผาผลาญได้ถึง 861 - 1,074 แคลอรี่ต่อชั่วโมง


วิ่งเร็ว 8 ไมล์ต่อชั่วโมง  - (Running, 8 mph)
หรือ 7 นาทีต่อ 1 ไมล์ สามารถเผาผลาญได้ถึง 861 -1,074 แคลอรี่ต่อชั่วโมง เช่นเดียวกับการกระโดดเชือก 

 

ถ้าเราออกกำลังกายแล้วกินอาหารที่ช่วยเพิ่มในระบบขับถ่ายแล้วละก็ เราก็จะมีสุขภาพที่ดีและสามารถล้างพิษได้อีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ต้องกินอาหารให้ครบทุกมื้อและกินให้ครบ 5 หมู่นะคร้บ

พาส่อง เทรนด์อาหารและเครื่องดื่ม ปี 2020

เทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2019 แต่ตอนนี้เทรนด์อาหารและเครื่องดื่มในปี 2020 มาแล้วนะจ๊ะ มาดูกันว่ามีเทรนด์อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง มาเริ่มกันที่...

 

1. โปรตีนแทนเนื้อสัตว์ และโปรตีนสายพันธุ์ใหม่

     จากความนิยมบริโภคอาหารโปรตีนสูง เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ สร้างความสมดุลทางโภชนาการ รวมถึงการรักษาสุขภาพเพื่อลดความเสี่ยงของโรคที่เกิดจากการบริโภคอาหารประเภทเนื้อสัตว์ จึงเกิดกลุ่มโปรตีนจากพืชและนมพืช ซึ่งเป็นอาหารทดแทนเนื้อสัตว์โดยผลิตจากพืชตระกูลถั่ว เห็ด และสาหร่าย รวมถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากพืชเมล็ดถั่ว ตลอดจนโปรตีนจากการหมักเชื้อจุลินทรีย์

 

     นอกจากโปรตีนแทนเนื้อสัตว์แล้ว ยังมี เนื้อไร้เนื้อ หรือ Plant Based Food” ที่จะกลายเป็นเมกะเทรนด์ของอนาคต เนื่องจากเป็นโปรตีนที่ไม่สร้างมลพิษในขั้นตอนการผลิตและดีต่อสุขภาพ

 

2. ลดน้ำตาล เลือกความหวานที่ดี

     จากกระแสรักสุขภาพประชาชนและการขึ้นภาษีน้ำตาลของภาครัฐ ทำให้ตลาดอาหารและตลาดเครื่องดื่มที่มีรสหวาน ต้องลดการใช้น้ำตาลให้มีปริมาณที่น้อยลง และมองหาแหล่งความหวานทางเลือกใหม่ที่ไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ เพื่อตอบโจทย์กับพฤติกรรมผู้บริโภค

 

     การสร้างความหวานที่ดีต่อสุขภาพ เพื่อตอบโจทย์กับความต้องการของผู้บริโภค มีผลิตภัณฑ์ออกมาหลายชนิด แต่วันนี้เราขอแนะนำ น้ำหวานดอกมะพร้าว” ( Coconut Syrup ) น้ำหวานเข้มข้นที่ผลิตได้จากดอกมะพร้าวธรรมชาติ 100% โดยไม่ใช่วัตถุกันเสีย ไม่เติมสี ไม่ใส่กลิ่น รวมทั้งไม่เจือปนน้ำตาลทรายแดง เหมาะสำหรับผู้ใส่ใจในสุขภาพ เพราะมีดัชนีน้ำตาลต่ำ  

3. อาหารพร้อมทานเพื่อสุขภาพ

     อาหารพร้อมทาน โดยปกติแล้วมักจะสุญเสียคุณค่าทางโภชนาการ แต่ในปัจจุบัน อาหารพร้อมทาน ให้ประโยชน์มากขึ้น จึงกลายเป็นเทรนด์อาหารที่เกิดขึ้นมาหลายปี และคาดว่าจะยังคงอยู่ตามกระแสรักสุขภาพที่เป็นเมกะเทรนด์ในตอนนี้ โดยอาหารพร้อมทานเพื่อสุขภาพนั้นจะคำนึงถึงปัจจัย 5 ประการ คือ

  • มีปริมาณน้ำตาลน้อย
  • ไขมันอิ่มตัวต่ำ
  • ไขมันรวมต่ำ
  • มีใยอาหาร
  • มีโปรตีนในปริมาณที่เพียงพอ

 

4. อาหารสำหรับผู้สูงอายุ

     ประชากรโลกในตอนนี้เป็นสังคมผู้สูงอายุ ทำให้อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มให้ความสำคัญกับผู้บริโภคกลุ่มนี้มากขึ้น และคำนึงถึงความต้องการด้านโภชนาการที่เหมาะสมกับสุขภาพ วัย และโรคประจำตัวของกลุ่มคนเหล่านี้ ที่ต้องการจะลดความหวาน เค็ม มัน แต่เพิ่มเสริมโปรตีน เสริมแคลเซียม และย่อยง่าย แทน

 

5. วัตถุดิบและส่วนผสมจากท้องถิ่น

     พฤติกรรมผู้บริโภคที่เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมท้องถิ่น จึงส่งผลให้อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มต้องมองหาวัตถุดิบและส่วนผสมที่มีในเฉพาะบางพื้นที่เข้ามาใช้ในอุตสาหกรรม โดยคุณค่าของความเป็นท้องถิ่นจะช่วยสร้างมูลค่าของสินค้าได้มากขึ้น

 

6. เครื่องดื่มสีใส แต่ให้รสชาติ

     ตลาดเครื่องดื่มหลังจากอิ่มตัวกับ น้ำอัดลม เครื่องดื่มบำรุงกำลัง เบียร์และสุรา จึงได้มีการสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ ออกมา โดยผลิตสินค้าใหม่ที่สร้างมูลค่าได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งเป็น เครื่องดื่มสีใส แต่งกลิ่น แต่งรสชาติ และให้ความสดชื่น ที่มีสีใสก็เพราะต้องการให้คนรู้สึกเหมือนดื่มน้ำเปล่า ในกลับมีรสชาติและให้ความสดชื่น ซึ่งตอนนี้การแข่งขันของตลาดนี้กำลังคึกคักเป็นพิเศษ

 

7. ดื่มเพื่อสุขภาพ

     เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น การเพิ่มส่วนผสมเพื่อบำรุงสมองและการทำงานของระบบประสาท รวมไปถึงเส้นใยอาหาร ( Fiber ) เพื่อช่วยการทำงานของระบบลำไส้ และการเติมส่วนผสมที่ช่วยเรื่องความสวยงามและชะลอวัย อย่าง คอลลาเจน ( Collagen ) ซิงค์ ( Zinc ) ซึ่ง 3 อย่างนี้เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการเพื่อตอบโจทย์กับปัญหาสุขภาพในปัจจุบัน

 

8. น้ำดื่มบรรจุขวดและน้ำมะพร้าว

     ยุคเฟื่องฟูของน้ำดื่มบรรจุขวด เนื่องจากผู้บริโภคมีความต้องการน้ำดื่มที่สะอาดและมีคุณภาพ และมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ทำให้น้ำดื่มบรรจุขวดเป็นที่ต้องการในตลาดเป็นอย่างมาก รวมไปถึงน้ำมะพร้าวบรรจุขวด ซึ่งตลาดน้ำมะพร้าวทั่วโลกมีแนวโน้มจะมีการเติบโตสูงถึง 26.8% ในปี 2020

 

9. การแปรรูปแมลง

     แมลงเป็นอาหารโปรตีนสูงที่สามารถบริโภคทดแทนเนื้อสัตว์ได้ โดยแป้งที่ได้จากการทำแมลงให้เป็นผง 100 กรัม จะให้โปรตีนได้สูงถึง 50% และจากการเพาะเลี้ยงแมลงจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าการเลี้ยงสัตว์ชนิดอื่น ๆ ทำให้แมลงสร้างมลพิษให้โลกน้อยมาก อีกทั้งแมลงยังสามารถเพาะเลี้ยงให้เป็นอาหารที่ไร้กลูเตน เหมาะสำหรับคนแพ้กลูเตนที่มีอยู่มากมายในปัจจุบัน และประเทศไทยเป็นตลาดที่มีการส่งออกแมลงไปขายทั่วโลก มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาทำฟาร์มเพาะเลี้ยงซึ่งมีศักยภาพที่จะเติบโตต่อไป

 

     พาส่องเทรนด์อาหารและเครื่องดื่มในปี 2020 กันไปแล้ว จะเห็นได้ว่า เทรนด์อาหารโลกจะเน้นไปที่เรื่องสุขภาพและโปรตีนทดแทนเป็นหลัก ยังไงก็อย่าลืมหันมาดูแล ใส่ใจสุขภาพ อาหารการกิน กันด้วยนะคะ จะได้ไม่ตกเทรนด์ แถมสุขภาพดีอีกด้วย

 

ด้วยความปรารถนาดี ManNature

ขอขอบคุณข้อมูลจาก sanook

สุขภาพดีมีขาย ที่ manature

ถ้าพูดถึงเว็บไซต์สุขภาพมีตั้งหลากหลายเว็บมากมาย แต่เว็บ manature นั้นมีความโดดเด่นที่การขายบทความบทความดี และสินค้า สุขภาพที่ให้ทุกเลือกซื้อมากมาย วันนี้สุขภาพดีมีขายนะครับ

คำว่าสุขภาพดีไม่มีขายนั้น แปลความหมายว่า อยากสุขภาพดีก็ทำเองสิ

วันนี้บอกแนวทางการทำสุขภาพดีกัน 5 วิธีเปลี่ยนชีวิต ให้สุขภาพดี

 

1. การเลือกรับประทานอาหาร 

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า อาหารเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญต่อร่างกาย การจะเกิดผลดีหรือผลเสียนั้น ขึ้นอยู่กับการเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสม เพราะร่างกายจะนำไปพัฒนาและซ่อมแซมในส่วนต่าง ๆ ควรลดอาหารที่มีแคลอรีสูง ของทอด ปิ้ง-ย่าง หรืออาหารที่มีไขมันเยอะ เพราะหากร่างกายเผาผลาญไม่หมดก็จะกลายเป็นไขมันสะสมในร่างกายในที่สุด ทางที่ดีควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสม เลือกรับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ เช่นน้ำมันมะพร้าว ที่นำมาปรุงอาหารนั้น มีสรรพคุณมาก ช่วยรักษาโรคหัวใจ ลดไขมัน เป็นต้น

 

2. บริหารสมอง 

การบริหารสมองก็เป็นอีกวิธีที่จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดีได้ ลองหาเกมฝึกสมองมาเล่น เช่น เกมอักษรไขว้ เกมจำตำแหน่งภาพ เกมจับผิด เกมซูโดกุ หรือเกมหมากรุกจีน เป็นต้น ควรหันมารับประทานผลไม้พวก ส้ม องุ่น เบอร์รี่ให้มากขึ้นด้วย เพราะผลไม้จำพวกนี้มีสารช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดอาการหลง ๆ ลืม ๆ ได้ หรือการหัวเราะก็ช่วยให้เลือดไหลเวียนดียิ่งขึ้น เพราะร่างกายจะหลั่งสารเคมีในระบบประสาทที่ทำให้ผ่อนคลาย ซึ่งจะส่งผลดีทั้งร่างกาย จิตใจ อีกทั้งคนรอบข้างก็จะมีความสุขตามไปด้วย

 

3. พักสายตาจากการเสพสื่อโซเชียล 

ทุกวันนี้ไม่ว่าจะหันไปทางไหนหรือทำอะไรก็ต้องถ่ายรูป แชร์ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ไม่ให้พลาดเหตุการณ์สำคัญ ๆ ซึ่งถ้าใช้ในปริมาณที่เหมาะสมก็จะให้ผลดีแก่เรา แต่ถ้าใช้มากเกินไปนอกจากจะทำให้เป็นคนติดโซเชียลแล้ว ยังอาจทำให้กล้ามเนื้อดวงตาเมื่อยล้า หรือตาแห้งเพราะต้องคอยจ้องอยู่ที่หน้าจอเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดอาการเบลอ สายตาพร่ามัว หรือสายตาสั้นได้

 

 

4. ออกกำลังกาย 

การออกกำลังกายนอกจากจะได้สุขภาพที่ดี เพราะอวัยวะภายในร่างกายจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังทำให้เรามีภูมิต้านทานห่างไกลโรคภัยต่าง ๆ สุขภาพจิตก็ดีตามไปด้วย ควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาทีหลังเลิกงาน ลองเดินออกกำลังกายที่สวนสาธารณะใกล้บ้านก็ได้

 

5. พักผ่อนให้เพียงพอ 

เมื่อทำกิจวัตรต่าง ๆ ในแต่ละวันเสร็จเรียบร้อยแล้ว การพักผ่อนที่ดีที่สุด คือ การนอน เพราะร่างกายจะได้ซ่อมแซมฟื้นฟูได้อย่างเต็มที่ ควรนอนให้ครบ 8 ชั่วโมงและนอนให้เป็นเวลา เพราะหากนอนดึกเกินไป ร่างกายอาจเหนื่อยล้าได้ อีกทั้งยังมีผลเสียตามมา เช่น มีริ้วรอย เสี่ยงต่อโรคภัยต่าง ๆ ทางที่ดีควรพักผ่อนให้เพียงพอ เมื่อตื่นขึ้นมารับวันใหม่ ร่างกายจะได้สดชื่นและตื่นตัวตลอดทั้งวัน สุขภาพร่างกายก็จะดีตามไปด้วย

 

แนะนำสินค้า เครื่องฟอกอากาศ ตราแมนเนเจอร์  (Air Purifier by ManNature) น้ำดื่มอัลคาไลน์

 

     เห็นไหมครับ สุขภาพดีมีขายจริงๆ ที่ manature ในเว็บของเรามีสินค้า หลากหลายให้เลือกซื้อกันได้นะครับ หากท่านใดต้องการสินค้าสุขภาพ หรือบทความดีๆ เกี่ยวกัยสุขภาพ เรายินดีให้บริการครับ

 

ด้วยความปรารถนาดี ManNature

                                                                                                                 ขอขอบคุณข้อมูลจาก krungsri

ออกกำลังกายหน้าฝน

สำหรับนักออกกำลังกายคงจะเบื่อไม่น้อยในหน้าฝน เพราะว่าส่วนใหญ่ของคนที่ออกกำลังกายจะออกในที่กลางแจ้งสะดวกกว่าไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสินเป็นที่นิยมที่สุดในยุคสมัยนี้การออกำลังกายหน้าฝนไม่ยากอีกต่อไป

 

     คนที่ชื่นชอบการออกกำลังกายแต่มีอุปสรรคในการออกกำลังกาย คือ ฝน ทำให้เราไม่สามารถออกไปเล่นกิจกรรมกลางแจ้งได้ ฝนตกอาจจะทำให้ไม่สบายและเกิดอุบัติเหตุตอนเล่นกีฬาได้อีกด้วย

 

เป็นเรื่องที่ไม่ยากเลยที่จะเล่นกีฬาในหน้าฝนเพราะว่ากีฬาในร่มนั้นมีเยอะแยะมากมายเลยทีเดียว

 

แบดมินตัน

     แบดมินตันเป็นกีฬาที่ต้องใช้สมรรถภาพร่างกายที่ดี ทั้งด้านความแข็งแรง ความอดทน การทำงานสัมพันธ์กันของประสาทกับระบบกล้ามเนื้อ พลังความยืดหยุ่นของอวัยวะต่าง ๆ ความคล่องตัว ฯลฯ ด้วยองค์ประกอบหลายอย่างนี้จึงจำเป็นว่าคนที่จะสามารถเล่นแบดมินตันได้ต้องมีร่างกายที่แข็งแรง อวัยวะทุกส่วนได้รับการพัฒนาอยู่เสมอโดยเฉพาะข้อมูล ขา แขน และสายตา กีฬาประเภทนี้ต้องอาศัยความฉลาดและไหวพริบสูงจึงสนุกมากเมื่อได้เล่นกับคู่แข่งที่มีชั้นเชิงพอ ๆ กัน แค่เลือกคอร์ตในร่มก็สนุกกับการแข่งขันชิงไหวพริบกับเพื่อนในแก๊งได้แล้ว

 

ฟุตซอลในร่ม

     การเล่นฟุตซอลในร่มถ้าเราลองเปลี่ยนมาเล่นในร่มก็สนุกไม่แพ้กัน แถมยังไม่เปียกฝนเมื่อฝนตกอีกด้วย ไปเสียเหงื่อกับแก๊งเพื่อนได้อย่างไม่ต้องกังวลอะไรกันดีกว่า

 

 Adventure ต้องเจอ! กับ ปีนหน้าผาจำลอง

ถ้าคุณกำลังมองหาความท้าทาย เป็นสายลุยสุด Adventure ต้องไม่พลาดการปีนหน้าผาจำลอง ที่จะทำให้คุณได้ฝึกกำลังแขน หัวไหล่ และ ขา ไปกับการไต่หน้าผาไปให้ถึงจุดหมาย พร้อมทั้งยังได้ฝึกสมาธิ ประลองความนิ่งของจิตใจ และ วางแผนการปีนป่ายให้สำเร็จตามที่ตั้งเอาไว้ ซึ่งหินแต่ละสี ก็มีความยากง่ายแตกต่างกันไป เช่น หินสีเขียว = Level ง่ายสุด , หินสีแดง = Level ยากสุด เป็นต้น ใครที่รักความเสี่ยง ชอบความตื่นเต้น ต้องไปลองเล่น ท้าความฟิตกันดูสักตั้ง

 

นอกจากกีฬาแล้ว โรคที่ตามมาจากหน้าฝนก็มีเยอะเหมือนกัน

ไข้เลือดออก

ช่วงหน้าฝนในประเทศไทยกำลังใกล้เข้ามา แต่ไม่ได้มาแค่ฝนแต่ยังพาโรคไข้เลือดออกมาระบาดหนักในตอนนี้อีกด้วย ซึ่งอธิบดีกรมควบคุมโรคได้ออกมาเตือนว่า ขณะนี้มีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกสูงกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันแล้ว 30 ราย

 

ไข้หวัด

เพราะภาวะอุณหภูมิลด แล้วตัวเราออกกำลังกาย ทำไมให้ความร้อนเพิ่มขึ้นสลับไปมา ทำให้ร่างกายปรับไม่ทันจึงเกิดอาการตัวร้อนไข้หวัดได้

 

โรคเกี่ยวกับผิวหนัง

ในยุคปัจจุบัน เรื่องเกี่ยวกับผิวหนังเป็นอันดับต้นๆ ที่ทุกคนเคยเกิดในหน้าฝน ต้องอาบน้ำทำความสะอาดพร้อมทั้งถ้าครีมกันเชื้อราอีกด้วย

การออกกำลังกายนั้นจะไม่มีประสิทธิภาพเลยถ้าเรา ไม่รู้จักกิน การกินอาหารเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เกิดกล้ามเนื้อ ภูมิคุ้มกันอีกด้วยนะครับ

การกินที่ให้ได้กล้ามเนื้อก็ต้องกินโปรตีนเยอะๆ

 

เวย์โปรตีน

เวย์โปรตีนให้โปรตีนสูงมาก เป็นที่นิยมในสมัยนี้เลยครับ สร้างกล้ามเนื้อ ดื่มง่ายสดสะอาด  มีคอลลาเจนสูง

 

สลัด

สลัดสมัยนี้ มีน้ำที่อ้วนและมันมาก แต่ต้องหาน้ำมันที่ดีนะครับเช่น น้ำมันมะพร้าวอะไรแบบนี้

ปิดท้ายเรื่องดื่มน้ำ เราควรจะคำนึงถึงเรื่องน้ำดื่มที่ดีต่อเรานะครับ

 

น้ำดื่มอัลคาไลน์

     น้ำดื่มอัลคาไลน์ช่วยยับยั้งภาวะที่ร่างกายออกซิเจนต่ำ หรือ ออกซิเจนสูงเกินไป โดยการปรับสมดุลออกซิเจนในกระแสเลือดสามารถส่งผลดีให้กับร่างกายและระบบการทำงานในร่างกายให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ถ้าได้รับออกซิเจนและน้ำที่เพียงพอต่อร่างกายจะช่วยกระตุ้นให้มีระบบความจำที่ดีและมีสมาธิ สามารถกำจัดสารพิษต่างๆที่เข้ามาในร่างกายของเราได้

     ซึ่งออกซิเจนที่ปกติ คือ แรงดันออกซิเจน หรือ ค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนอยู่ที่ 96 – 99 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นสภาวะที่ดีของร่างกายมากที่สุด ซึ่งออกซิเจนนี้จะส่งผลให้ดีต่อส่วนต่างๆในร่างกายมากมาย เช่น สมองแล่น ผิวพรรณ การมองเห็น การหายใจ เป็นต้น

            จากข้อมูลที่รวบรวมมา หลากหลายมาเลยครับ ทั้งเรื่องของการออกกำลังกายในหน้าฝน การกินอาหารอย่างไรให้ดีแล้วก็น้ำดื่มที่เรากินทุกวันนะครับ  ต้องหันมาดูแลสุขภาพตัวเองนะครับ 

 

ด้วยความปรารถนาดี ManNature

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก  fwd

เลือกกิน ไขมันไม่ดี มีผลเสียต่อร่างกาย

ไขมันที่อยู่ในร่างกายของเรามีที่มา 2 ส่วน ส่วนหนึ่งมาจากอาหารที่กินเข้าไปในแต่ละวัน อีกส่วนร่างกายผลิตได้เอง หากใครเคยตรวจสุขภาพประจำปีคงพอรู้ว่าสิ่งที่หลายคนกังวลเป็นเรื่องของ “ไขมันในเลือดสูง” การรับประทานไขมันจึงต้องมีความระมัดระวังให้มากขึ้น

 

ไขมันทรานส์ มีโทษต่อร่างกายได้อย่างไรบ้าง?

     เมื่อรับประทานไขมันทรานส์เข้าไป จะทำให้ร่างกายได้รับไขมันเลว (LDL) เพิ่ม และไปลดระดับไขมันดี (HDL) ในเส้นเลือด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนของไขมันดีและเลว จะนำพาเราไปสู่โรคร้ายต่างๆ ที่บอกไว้ข้างต้น จะมีโรคอะไรบ้าง ไปดูกันได้เลยค่ะ

 

ไขมันทรานส์ต้นเหตุของโรคร้ายหลายชนิด  

1. โรคเบาหวาน

     ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ดังนั้นคนที่รับประทานไขมันทรานส์จะมีน้ำหนักตัวมากกว่าคนที่รับประทานไขมันดีอื่นๆ

2. โรคความดันโลหิตสูง

     เป็นภาวะความดันเลือดภายในหลอดเลือดแดงสูงกว่าปกติตลอดเวลา มันจะมาควบคู่กับโรคไขมันในเลือดสูง สืบเนื่องมาจากการรับประทานอาหารที่มีคอเรสเตอรอลและไขมันสูง 

3. โรคหัวใจขาดเลือด และหลอดเลือดหัวใจตีบ

     โรคนี้มันจะเกิดขึ้นกับผู้สูงวัย ด้วยร่างกายมีการสะสมของไขมันทรานส์ที่ผนังด้านในของหลอดเลือดแดง เพราะเมื่อสะสมมากหนาขึ้น จะทำให้สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในร่างกายได้น้อยลง 

4. โรคจอประสาทตาเสื่อม

     เป็นโรคที่เกิดจากจอประสาทตาเสื่อมในบริเวณที่เราโฟกัสสายตา ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จะมองภาพได้อย่างเลือนรางหรือไม่ก็มองไม่เห็น โดยเฉพาะตรงกลางภาพ ซึ่งสาเหตุของโรคนี้เกิดมาจากคราบตะกรันไขมันเข้าไปอุดอยู่ที่หลอดเลือดที่เอาไว้เลี้ยงจอประสาทตา

5. อัลไซเมอร์

     อาการสมองเสื่อมที่พบได้มากในผู้สูงอายุ ถือเป็นโรคที่ใช้ระยะเวลาก่อตัวนาน 15-20 ปีกว่าจะมีอาการสมองเสื่อมให้เห็นอย่างชัดเจน ถึงแม้ว่าจะไม่มีอะไรบ่งชี้ได้ชัดว่าโรคนี้มีสาเหตุมาจากไขมันทรานส์

 

     หากต้องการสุขภาพที่ดี พยายามเลือกการปรุงสุกที่ผ่านกระบวนการให้น้อยขั้นตอน หรือเลือกให้วิธีการทำสุกด้วยการนึ่ง การต้ม แทนการทอด ย่าง หรือผัด ซึ่งนับเป็นวิธีการปรุงอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากกว่า มากไปกว่านั้นยังได้ประโยชน์ในด้านของการถนอมคุณค่าทางอาหาร ทำให้สารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายไม่สูญเสียไประหว่างที่ประกอบอาหารด้วย อย่างเช่น น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสำหรับปรุงอาหาร สามารถใช้ประกอบอาหารได้ (โดยผ่านความร้อนเท่านั้น) 

 

ด้วยความปรารถนาดี ManNature

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก บทความ สุขภาพน่ารู้

ห่วงใยสุขภาพ 8 น้ำมันทานยังไงก็ไม่อ้วน ต่อต้านไขมันทรานส์

กรดไขมันทรานส์ หรือ ไขมันพืชเติมไฮโดรเจนบางส่วน (partially hydrogenated oil) เป็นไขมันที่ถูกผลิตขึ้นเพื่อประโยชน์ในอุตสาหกรรมอาหาร ช่วยให้อาหารอร่อย เก็บได้นานขึ้นโดยไม่มีกลิ่นหืนของน้ำมัน จึงเป็นเหตุผลให้ได้รับความนิยมอย่างมากในอุตสาหกรรมอาหารในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น โดนัท ปาท่องโก๋ ชานมไข่มุก โรตี และอีกมากมายที่อร่อยและดีต่อใจพวกเราสุดๆ ซึ่งสาเหตุที่ไขมันทรานส์เป็นพิษเป็นภัยต่อร่างกายก็เป็นเพราะ เมื่อรับประทานไขมันทรานส์เข้าไป จะทำให้ร่างกายได้รับ “ไขมันเลว” (LDL) เพิ่ม และไปลดระดับ “ไขมันดี” (HDL) ในเส้นเลือด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนของไขมันดีและเลว จะนำพาเราไปสู่โรคหลอดเลือด โรคหัวใจหรือโรคเบาหวานในที่สุด

 

     “ไขมันทรานส์ จะพบได้มากในผลิตภัณฑ์ประเภทมาการีน เนยเทียม เนยขาว ครีมเทียม ซึ่งหากนำผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไปประกอบเป็นอาหารต่อมีโอกาสเสี่ยงที่จะพบไขมันทรานส์ได้สูง แล้วน้ำมันอะไรบ้างที่ทานแล้วไม่อ้วนวันนี้เรามีมาแนะนำค่ะ

 

8 น้ำมัน ทานยังไงก็ไม่อ้วน

1. น้ำมันมะกอก

     มีคุณสมบัติเป็นไขมันไม่อิ่มตัวสูงที่ช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี มีสารแอนติออกซิแดนต์และฟลาโวนอยด์ ช่วยป้องกันโรคร้ายต่างๆ ได้ดี

2. น้ำมันมะพร้าว ( Coconut Oil)

     ไม่ก่อให้เกิดความเสื่อมของร่างกาย และไม่กลายเป็นไขมันทรานส์สาเหตุของโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งน้ำมันมะพร้าวมี 2 แบบ คือ น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น สามารถนำไปประกอบอาหารได้ (โดยไม่ผ่านความร้อน) และ น้ำมันมะพร้าวสำหรับปรุงอาหาร

3. น้ำมันเมล็ดชา

     ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดตีบ โรคเบาหวาน เป็นต้น ไม่มีไขมันทรานส์ทำให้การดูดซึมวิตามิน A D E K ในร่างกายได้ดี

4. น้ำมันคาโนลา

     ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง รวมถึงช่วยชะลอภาวะสมองเสื่อม ทำให้ความจำดี

5. น้ำมันทานตะวัน

     ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการแข็งตัวหลอดเลือด รวมทั้งช่วยเผาผลาญไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายได้

6. น้ำมันถั่วแมคคาเดเมีย

     ทำให้ช่วยลดไขมันและไม่มีคอเลสเตอรอล จึงช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดอุดตันและหัวใจวายได้

7. น้ำมันอะโวคาโด

     ช่วยดูดซึมแคโรทีนอยด์ที่มีอยู่ในผักและผลไม้ไปช่วยรักษาอาการเจ็บป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

8. น้ำมันรำข้าว

     มีกรดไขมันโอเมก้า 3 และกรดไขมันโอเมก้า 6 อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามิน

 

     ดังนั้น การรับประทานไขมันจึงต้องมีความระมัดระวังให้มากขึ้น โดยเฉพาะคนที่ชอบรับประทานอาหารนอกบ้านหรืออาหารข้างทาง ซึ่งเราไม่อาจทราบถึงส่วนผสมที่แท้จริงของแม่ค้าได้ ภายใต้รสชาติเหล่านั้น ผู้ประกอบอาหารอาจเลือกใช้ส่วนผสมที่ไม่ได้คุณภาพ เพื่อลดต้นทุนสินค้าก็เป็นได้

 

     ดูแลสุขภาพร่างกายของตัวเองให้ดี เริ่มจากการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณพอเหมาะ และเลือกใช้น้ำมันที่ดีต่อสุขภาพอย่าง น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสกัดเย็น ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Oil Extra Virgin By ManNature) และ น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสำหรับปรุงอาหาร ตราแมนเนเจอร์ จากธรรมชาติ 100% (Organic Coconut Oil Cooking By ManNature)

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

เปลี่ยนนิสัยชอบกิน "อาหารขยะ" ให้หันมากิน "อาหารเพื่อสุขภาพ"

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการกินอาหารคือ หนึ่งในหัวใจสำคัญของการมีสุขภาพดี ดังคำกล่าวที่ว่า You Are What You Eat! กินอะไรได้อย่างนั้น แต่จะกินแบบไหนเพื่อให้สุขภาพดี เรามี 5 วิธีช่วยคุณ

 

1. กินให้ตรงเวลา 

     เป็นเรื่องง่ายที่หลายคนทำไม่ได้ เพราะคำว่า “รีบ” แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่ทุกมื้อของคุณจะต้องลงเอยด้วยอาหารขยะ (Junk Food) ที่กินง่าย กินสะดวกเสมอไป เพราะสิ่งแรกของการจะมีสุขภาพที่ดีได้คือ การกินอาหารที่มีประโยชน์และกินให้ตรงเวลา เพื่อให้ร่างกายสามารถนำสารอาหารที่ได้ไปใช้ประโยชน์ตรงตามเวลาการทำงานในกลไกของร่างกาย และยังป้องกันไม่ให้เป็นโรคกระเพาะอาหารและโรคกรดไหลย้อนอีกด้วย

 

2. ปรุงน้อยก็อร่อยได้ 

     จุดเด่นของอาหารขยะ (Junk Food) คือ รสชาติอร่อย ในขณะที่อาหารเพื่อสุขภาพมักถูกมองว่ามีแต่พืชผัก รสจืดชืด และไม่อร่อย จริงๆ แล้วเดี๋ยวนี้มีอาหารเพื่อสุขภาพมากมายที่ไม่ต้องปรุงมากแต่ก็อร่อยได้ โดยอาศัยความสดและคุณภาพที่ดีของวัตถุดิบ ซึ่งการกินอาหารที่ปรุงน้อยจะช่วยลดอาการบวมน้ำที่เกิดจากการกินสารปรุงแต่งรสชาติมากเกินไป และไตทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

     การจะนำน้ำมันมาปรุงอาหารเพื่อสุขภาพจึงควรเป็นน้ำมันที่มีไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา น้ำมันทานตะวัน น้ำมันอะโวคาโด น้ำมันรำข้าว และ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันเหล่านี้มักเป็นที่นิยมสำหรับคนทำอาหารคลีนหรือคนรักสุขภาพ เป็นน้ำมันคุณภาพดี ล้วนแต่มีคุณสมบัติเป็นไขมันไม่อิ่มตัวสูงที่ช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี บางชนิดมีมีกรดโอเมก้า 3 โอเมก้า 6 และวิตามินอีสูง ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ได้

 

     ส่วน “น้ำมันมะพร้าว” ( Coconut Oil ) มีไขมันอิ่มตัวสายปานกลาง จึงไม่มีไขมันทรานส์ ร่างกายไปใช้เผาผลาญได้โดยตรง ไม่สะสมในร่างกาย และมีคุณสมบัติทนความร้อนได้สูง ทอดอาหารได้กรอบอร่อย ขอแนะนำ น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสำหรับปรุงอาหาร ตราแมนเนเจอร์ จากธรรมชาติ 100% (Organic Coconut Oil Cooking By ManNature) ให้ความร้อนได้สูง อาหารสุกกรอบง่าย ไม่มีกลิ่นหืน และ น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสกัดเย็น ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Oil Extra Virgin By ManNature) สามารถนำไปประกอบอาหารได้ โดยไม่ผ่านความร้อน เช่น น้ำสลัด เป็นต้น

 

3. กินหลากหลายในปริมาณที่เหมาะสม 

     อาหารขยะ (Junk Food) ไม่ได้มีสารอาหารครบถ้วนเพียงพอกับที่ร่างกายต้องการในแต่ละมื้อ ส่วนใหญ่มักเต็มไปด้วยแป้งและไขมัน ดังนั้น การกินแต่อาหารขยะ (Junk Food) เป็นประจำอาจทำให้กลายเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ รวมถึงเป็นโรคขาดสารอาหาร โดยเฉพาะสารอาหารประเภทวิตามิน ดังนั้น ใครอยากเป็นสายสุขภาพต้องกินอาหารที่ดีมีประโยชน์และหลากหลาย ยึดหลักง่ายๆ ด้วยการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ทานเนื้อและผักให้สมดุล เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ไม่กินมากจนเกินพอดี เพราะจะส่งผลเสียต่อร่างกาย จะทำทานเอง หรือ ทานนอกบ้าน ก็มีร้านอาหารสุขภาพ ให้เลือกทานได้แบบสมดุล รสชาติก็อร่อย กินได้เรื่อยๆ ไม่มีเบื่อ

 

4. ลดและเลี่ยงอาหารแปรรูป 

     อาหารแปรรูปส่วนใหญ่ให้สารอาหารและเส้นใยในปริมาณต่ำ แต่ให้แคลอรีสูงเกินกว่าที่ร่างกายควรจะได้รับในแต่ละวัน ที่สำคัญยังมีสารปรุงแต่งแฝงมาด้วย เช่น สารกันบูด น้ำตาล และโซเดียมสูง หากไม่สามารถเลิกทานได้ทนที ควรใช้วิธีค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นผลไม้สดหลังมื้ออาหารหรือเลือกขนมที่ทำจากธัญพืชรสธรรมชาติก็ได้

 

5. ดื่มน้ำมากๆ

     น้ำคือส่วนประกอบที่สำคัญของร่างกาย การดื่มน้ำสะอาดวันละ 6-8 แก้วหรือในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวันจะช่วยปรับสมดุลในร่างกาย ช่วยให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้ดี และควรดื่มน้ำสะอาดมากกว่าน้ำหวานหรือน้ำอัดลม เนื่องจากมีน้ำตาลและแคลอรีสูง

 

     จะเห็นได้ว่าการเริ่มต้นสู่วิถีสุขภาพนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่พักผ่อนให้พอ หมั่นออกกำลังกาย ใส่ใจเลือกอาหารที่ดี ใช้วัตถุดิบที่ดี เน้นปรุงน้อยก็อร่อยได้ เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณ

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก sanook

โปรตีนจากพืช VS โปรตีนจากสัตว์

โปรตีนเป็นสารอาหารหลักที่ร่างกายต้องการ และในร่างกายมนุษย์นั้นประกอบไปด้วยโปรตีนประมาณ 20% ดังนั้น เราต้องกินอาหารที่มีโปรตีนเข้าไปทดแทน โดยเราสามารถเลือกโปรตีนจากธรรมชาติจาก 2 แหล่งใหญ่ ๆ คือ โปรตีนที่มาจากสัตว์และโปรตีนที่มาจากพืช  แล้วโปรตีนแบบไหนดีกว่ากัน...

 

     ที่หลายคนเกิดคำถามขึ้นมาก็เพราะว่า บ้างก็บอกว่าโปรตีนจากพืชให้พลังงานแคลอรีน้อยกว่าเนื้อสัตว์ ไม่มีไขมันอิ่มตัว บ้างก็บอกว่าโปรตีนจากสัตว์มีคุณภาพดีกว่า มีกรดอะมิโนครบทุกตัว และยังมีสารอาหารอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อร่างกายมากกว่า ฉะนั้นวันนี้เราจะมาไขข้อสงสัยและเปรียบเทียบกันระหว่าง โปรตีนจากพืช (Plant-based Protein) และ โปรตีนจากสัตว์ (Animal Protein) ว่ามีข้อเด่น ข้อด้อยแตกต่างกันอย่างไร

 

โปรตีนจากพืช (Plant-based Protein) คืออะไร?

     โปรตีนจากพืช คือ โปรตีนที่ได้จากพืชที่มีกรดอะมิโนจำเป็นทั้ง 9 ชนิด หรือโปรตีนสมบูรณ์ที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างพืช 2 ชนิดขึ้นไปเพื่อให้ได้กรดอะมิโนครบทั้ง 9 ชนิด เพราะว่าโดยส่วนใหญ่แล้ว พืชจะไม่มีกรดอะมิโนจำเป็นครบทุกตัว และถึงแม้ว่าพืชบางชนิดจะมีกรดอะมิโนครบทุกตัว แต่กรดอะมิโนจำเป็นบางชนิดก็มีน้อยเกินไป

ตัวอย่างพืชที่มีกรดอะมิโนครบทั้ง 9 ชนิด ได้แก่

 - ควินัว : ให้โปรตีน 4.4 กรัม ต่อปริมาณ 100 กรัม (สุก)

- ถั่วเหลือง (ดิบ) : ให้โปรตีนถึง 36 กรัม ต่อปริมาณ 100 กรัม

- เมล็ดเจีย : เมล็ดเจียเพียง 2 ช้อนโต๊ะ ให้โปรตีนมากถึง 4 กรัม อีกทั้งเมล็ดเจียอัดเม็ดไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่มีประโยชน์ และอุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร

 

โปรตีนจากสัตว์ (Animal Protein)

     ถึงแม้ว่าโปรตีนจาพืชจะมีกรดอะมิโนจำเป็นที่น้อยเกินไป แต่สำหรับการเลือกกินโปรตีนจากเนื้อและผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ก็จะต้องระมัดระวังด้วยเช่นกัน เนื่องจากมีสิ่งที่แฝงมากับโปรตีนคือ ปริมาณไขมันและคอเรสเตอรอล นั่นเอง ซึ่งแหล่งโปรตีนที่นิยมได้แก่

- เนื้อสัตว์ชนิดต่าง ๆ

เนื้อสัตว์ ถือเป็นแหล่งอาหารที่ให้โปรตีนได้ดี รวมทั้งเครื่องในสัตว์ด้วย สำหรับที่กำลังนิยมกันมากขึ้น ได้แก่ อกไก่, สันในไก่, ปลาทูน่า, ปลาแซลมอน และเนื้อวัว เป็นต้น

- นมและผลิตภัณฑ์นม

นมและผลิตภัณฑ์จากนมนั้น อุดมไปด้วยโปรตีนและสารอาหารอื่น ๆ ทั้งยังเป็นแหล่งแคลเซียมอีกด้วย หากรับประทานประเภทไขมันต่ำก็จะช่วยให้อิ่มท้องและได้รับแคลอรีน้อยลง เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย หาทานได้จาก นม โยเกิร์ต ชีส เนย เป็นต้น

- ไข่

ไข่ ถือเป็นแหล่งอาหารที่ให้โปรตีนอย่างดีเยี่ยม แต่ก็ไม่ควรรับประทานมากกว่าวันละ 2 ฟอง เพราะไข่ 1 ฟองมีปริมาณคอเลสเตอรอล 186 มิลลิกรัม และร่างกายเราก็ควรได้รับคอเลสเตอรอลไม่เกินวันละ 300 มิลลิกรัมค่ะ

 

     จะเห็นได้ว่า โปรตีนเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกายเราอย่างมาก ไม่ควรละเลย และควรบริโภคให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป แต่หากการทานโปรตีนจากแหล่งธรรมชาติไม่เพียงพอ สามารถทานโปรตีนผง หรือ เวย์โปรตีน หรือ นมเวย์โปรตีน ได้ ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ง่าย สะดวก เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีเวลาเตรียมอาหาร แถมได้โปรตีนสูง

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

 

ขอขอบคุณข้อมูล sanook

ดื่มน้ำ ดีกับร่างกายอย่างไร ?

ในร่างกายมนุษย์เรามีน้ำเป็นส่วนประกอบ ถึง 70% หรือขึ้นอยู่กันขนาดร่างกาย ดังนั้นร่างกายเราจึงต้องการ น้ำที่เพียงพอและสม่ำเสมอ จะช่วยให้การทำงานของระบบต่างๆทำงานได้ดีขึ้น วันนี้ Mannature จะพาไปดูกันว่า ถ้าเราดื่มน้ำ ดีกับร่างกายอย่างไร ช่วยในการทำงานอย่างไร ไปดูกันเลย

 

     ช่วยบรรเทาความเมื่อยล้า หากคุณกำลังรู้สึกเมื่อยล้า มีโอกาสสูงว่าเป็นเพราะดื่มน้ำไม่เพียงพอ ร่างกายจึงทำงานได้ไม่เต็มที่ เมื่อน้ำในร่างกายลดน้อยลง หัวใจจะทำงานหนักขึ้นในการปั๊มเลือดและทำให้อวัยวะต่าง ๆ ทำงานมีประสิทธิภาพลดน้อยลง ดังนั้น การดื่มน้ำให้เพียงพอจึงช่วยให้ร่างกายทำงานได้ดีขึ้นและลดความเมื่อยล้าลงได้

 

     บรรเทาอาการปวดศีรษะและไมเกรน หากคุณมีอาการปวดศีรษะหรือปวดไมเกรน สิ่งแรกที่คุณควรทำเพื่อบรรเทาอาการก็คือ ควรดื่มน้ำให้มาก ๆ เพราะบ่อยครั้งอาการปวดหัวและไมเกรนมักจะเกิดจากร่างกายขาดน้ำ

 

     ช่วยผ่อนคลายอารมณ์ การขาดน้ำ หรือการดื่มน้ำไม่พอ จะสามารถส่งผลแง่ลบต่ออารมณ์และความสามารถในการคิดได้ สีของปัสสาวะจะบอกได้ดีถึงระดับของน้ำในร่างกาย ยิ่งสีอ่อน ๆ ร่างกายก็ยิ่งมีความชุ่มชื้น แต่ในทางกลับกันหากสีเข้มก็แสดงว่าร่างกายอาจกำลังขาดน้ำอยู่

 

     ช่วยลดน้ำหนัก การดื่มน้ำ 8 ออนซ์ จำนวน 2 แก้วก่อนมื้ออาหาร จะช่วยลดความอยากอาหารและช่วยให้การลดน้ำหนักได้ผล เพราะน้ำช่วยเติมกระเพาะให้เต็มและลดแนวโน้มการกินมากเกินควรได้

 

     ช่วยย่อยอาหารและอาการท้องผูก น้ำช่วยเพิ่มการทำงานของระบบย่อยอาหารในร่างกาย ช่วยป้องกันอาการท้องผูก การดื่มน้ำที่ไม่เพียงพออาจทำให้ลำไส้ดึงเอาน้ำออกมาจากอุจจาระในลำไส้ เพื่อรักษาความชุ่มชื้น จึงทำให้อุจจาระแข็งตัวและยากที่จะถ่ายออกมาได้

     การดื่มน้ำที่เพียงพอช่วยกระตุ้นการเผาผลาญอาหารในร่างกาย และยังช่วยให้ร่างกายย่อยอาหารได้ดีขึ้น ทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานและลำไส้มีการเคลื่อนตัวได้ดี ยิ่งหากดื่มเป็นน้ำอุ่นแล้วก็จะยิ่งดีต่อระบบย่อยอาหารในร่างกายมากกว่าดื่มน้ำเย็นเสียอีก

     
     ช่วยชะล้างล้างสารพิษ
น้ำเป็นตัวช่วยกำจัดพิษชั้นเลิศ ช่วยให้ร่างกายขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายผ่านทางเหงื่อและปัสสาวะ นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมการทำงานของไต ลดปริมาณนิ่วในไต โดยเจือจางเกลือและแร่ธาตุต่าง ๆ ในปัสสาวะที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคนิ่วในไต
 

     ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ปริมาณน้ำที่เพียงพอในร่างกายช่วยควบคุมอุณหภูมิร่างกายได้อีกด้วย เพราะคุณสมบัติของน้ำจะช่วยให้ร่างกายได้ปลดปล่อยความร้อนในร่างกายออกมาผ่านทางเหงื่อที่ไหลออกจากผิว จึงช่วยรักษาอุณหภูมิในร่างกายได้

 

     ช่วยให้ผิวสุขภาพดี น้ำช่วยให้ร่างกายมีความชุ่มชื้น และช่วยให้โลหิตไหลเวียนในเส้นเลือดฝอยได้อย่างสะดวก ซึ่งช่วยให้ผิวแลดูสุขภาพดีและอ่อนกว่าวัย อีกทั้งยังช่วยเติมเต็มเนื้อเยื่อ บำรุงผิวพรรณ และช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวหนังได้ เมื่อร่างกายได้รับน้ำอย่างพอเพียง ผิวก็จะรู้สึกชุ่มชื้นแลดูสดใส นุ่มมือ เป็นประกายและเรียบเนียน ทั้งยังช่วยป้องกันริ้วรอยเล็ก ๆ ลดรอยแผลเป็น ลดสิวและริ้วรอยอื่นๆ จากภาวะแก่ก่อนวัยได้ด้วย

 

     แก้อาการแฮ้งค์ การดื่มน้ำเป็นวิธีง่าย ๆ แต่มีประสิทธิภาพในการขจัดอาการเมาค้าง เนื่องจากน้ำมีฤทธิ์ช่วยขับปัสสาวะ จึงช่วยขจัดแอลกอฮอล์ที่คุณดื่มเข้าไป ดังนั้น น้ำจึงช่วยร่างกายได้คืนสภาพและเร่งการฟื้นตัวให้เร็วขึ้น

 

     ช่วยลดกลิ่นปาก การมีกลิ่นปากเป็นสัญญาณว่าคุณอาจดื่มน้ำไม่เพียงพอ เพราะน้ำช่วยให้ปากชุ่มชื้นและช่วยล้างเศษอาหารที่ตกค้างรวมไปถึงแบคทีเรียในปากได้ด้วย นอกจากนี้ยังช่วยเจือจางสารที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นในปากซึ่งแบคทีเรียสร้างขึ้นมา ดังนั้น จึงควรดื่มน้ำให้เพียงพอ และบ้วนปากด้วยน้ำสะอาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังมื้ออาหารหรือมื้ออาหารว่างเพื่อควบคุมกลิ่นและช่วยขจัดแบคทีเรีย รวมไปถึงเศษอาหารที่ติดอยู่ตามซอกฟันและซอกเหงือกด้วย

 

     ฉะนั้น ในการดื่มน้ำนั้นควรที่จะดื่มให้เพียงพอต่อวัน หรือ 2 – 3.5 ลิตรต่อวัน เพื่อที่ร่างกายจะนำไปเลี้ยงส่วนต่างไ เสริมสร้างกระบวนการทำงานในร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะ น้ำดื่ม น้ำแร่ น้ำอัลคาไลน์ อื่นๆที่ได้มาตรฐาน รับรองเลยว่าผลลัพธ์ที่ได้ดีแน่นอน  

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก น้ำดื่มอัลคาไลน์ (น้ำด่าง) ตราแมนเนเจอร์ (Alkaline Water pH8.5+ By ManNature)

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก health-th

“นมมะพร้าวอัดเม็ด” คนแพ้นมวัวก็ทานได้

     นมมะพร้าวอัดเม็ด (coconut milk) นั้นอุดมไปด้วยประโยชน์และให้สารอาหารต่างๆมากมาย ได้แก่ กรดลอริก ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันทำให้ร่างกายของคุณแข็งแรงและ “นมมะพร้าวอัดเม็ด” คนแพ้นมวัวก็ทานได้

     นมวัวนั้นอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ก็มีผู้คนมากมายที่แพ้นมวัวไม่น้อย บางคนก็อาการรุนแรงไปจนถึงเป็นอันตรายกับร่างกาย

 

อาการแพ้นมวัว

อาการแพ้นมวัวนั้นเป็นภาวะขาดเอนไซม์ย่อยแล็กโทส ซึ่งแล็กโทสเป็นน้ำตาลที่พบในนมวัว ผู้แพ้จะมีอาการท้องเสีย หรือ ท้องอืดหลังจากรับประทานผลิตภัณฑ์หรืออาหารที่มีนมเป็นส่วนผสม อาการแพ้นมวัวจะส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันทำให้อาการรุนแรงมากกว่าอาการแพ้น้ำตาลแล็กโทส ผู้แพ้นมวัวในเด็กนั้นมีตั้งแต่อาการเล็กน้อยจนถึงขั้นรุนแรง คือ ปวดท้อง มีผื่นลมพิษ อาเจียน ไอ คันตามผิวหนัง หายใจลำบาก หน้าบวม มีเลือดออกช่องทวารหนัก อาการเหล่านี้จะหายไปต่อเมื่อหยุดให้เด็กรับประทานผลิตภัณฑ์นมสูตรนั้น ส่วนในผู้ใหญ่อาการแพ้นมวัวความรุนแรงแล้วแต่อาการของแต่ละคน บางคนแพ้ทันทีหลังรับประทานผลิตภัณฑ์หรืออาหารที่มีนมวัวเป็นส่วนผสม มักมีอาหารอาเจียน ลมพิษ หรือ หายใจดัง แต่อาการบางคนนั้นจะผ่านเวลาไปสักพักหนึ่งถึงจะแสดงอาการ ซึ่งจะมีอาการอุจจาระเหลวและอาจจะมีเลือดปน ท้องเสีย น้ำมูกน้ำตาไหล หรือ มีผดผื่นคันขึ้นบริเวณปาก นมเป็นสิ่งที่ทำให้คนเกิดอาการแพ้ถึงขั้นอันตรายต่อชีวิตได้ โดยอาการแพ้รุนแรงที่เกิดขึ้น คือ ทำให้ทางเดินหายใจแคบลงจนปิดกั้นการหายใจ หรือ คอบวมจนหายใจลำบาก หน้าแดง อาการคัน จนไปถึงการเกิดภาวะช็อกเนื่องจากความดันโลหิตต่ำลง เมื่อเกิดอาการนิดๆหน่อยๆควรรับไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที

 

สาเหตุของการแพ้นมวัว

อาการแพ้นั้นเกิดจากการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติเพราะร่างกายคิดว่าโปรตีนจากนมเป็นสารอันตรายต่อร่างกายจึงกระตุ้นการผลิตสารแอนติบอดี้ชนิด Immunoglobulin (lgE) ขึ้นเพื่อป้องกันร่างกาย เมื่อร่างกายของคุณได้รับโปรตีนชนิดนี้ แอนติบอดี้ lgE จเกิดปฏิกิริยาและส่งสัญญาณให้ระบบภูมิคุ้มกันปล่อยสารฮีททามีนและสารเคมีอื่นๆจนเกิดอาการแพ้ โปรตีนที่มีในนมวัวนั้นทำให้เกิดปฏิกิริยาที่ทำให้แพ้ 2 ชนิด ดังนี้

1.โปรตีนเคซีน ซึ่งจะพบได้จากนมในส่วนที่เป็นไขนมข้นแข็ง

2.โปรตีนเวย์ ซึ่งจะพบในส่วนที่เป็นของเหลวหลังจากนมจับตัวเป็นไข

 

การรักษาอาการแพ้นมวัว

วิธีที่ช่วยป้องกันการแพ้นม คือ เลี่ยงรับประทานผลิตภัณฑ์หรืออาหารที่มีส่วนผสมของนมวัว, โปรตีนจากนมวัวทุกชนิด มีความเป็นไปได้ว่าผู้ที่แพ้นมวัวอาจจะไม่แพ้นมวัวที่ผ่านการแปรรูปมาแล้ว ได้แก่ นมที่เป็นส่วนประกอบในอาหารที่ผ่านการอบ หรือ โยเกิร์ต ควรปรึกษาแพทย์ว่าอาหารหรือผลิตภัณฑ์อะไรบ้างที่คุณรับประทานได้หรือไม่ได้ แต่ในกรณีที่เผลอกินเข้าไปแล้วนั้น หากไม่มีอาการที่รุนแรงมากก็อาจจะรับประทนยาแก้แพ้ เช่น ลอราทาดีน (Loratadine) หรือ เซทิริซีน (Cetirizine) ในส่วนของู้ที่มีอาการแพ้รุนแรงนั้นควรรีบพาไปพบแพทย์จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

 

“นมมะพร้าวอัดเม็ด” คนแพ้นมวัวก็ทานได้

นมมะพร้าวอัดเม็ด (coconut milk) เกิดจากแนวคิดที่ทางผู้ผลิตอยากนำวัตถุดิบเกี่ยวกับมะพร้าว ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของไทยนำมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์มากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันในท้องตลาดได้มี “นํ้านมมะพร้าว” เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้รักสุขภาพให้เลือกดื่มมากขึ้น แต่ในส่วนของการผลิตแบบ นมมะพร้าวอัดเม็ด แบบ “นมอัดเม็ด” ที่มีอยู่ในท้องตลาด ยังไม่มีผู้ใดเป็นผู้ผลิต ทางบริษัทจึงเห็นช่องทางในการพัฒนาสินค้าชนิดนี้ เพื่อมารองรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการ ดูแลสุขภาพโดยเฉพาะกลุ่มคนแพ้นมวัว หรือกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบความมันหอมอร่อยของกลิ่นมะพร้าว และกลุ่มลูกค้าทั่วไปให้ลิ้มลองความอร่อยกับ 3 รสชาติที่ทางบริษัทผลิตออกมา คือ รสออริจินอล รสชาไทย รสทุเรียน นมมะพร้าวอัดเม็ด ทำมาจากผงเนื้อมะพร้าวบริสุทธิ์ นำมาบดละเอียดผสมกลิ่น และรสชาติเพื่อให้รับประทานได้อร่อย เหมาะสำหรับการทานเล่นในระหว่างวัน ปราศจากส่วนผสมของนมวัว โดยปกติในนมมะพร้าวนั้นจะมีกรดลอริก (Lauric acid) สูง (48 – 53%) ซึ่งจะช่วยในการสร้างระบบ ภูมิคุ้มกันทำให้ร่างกายแข็งแรง ซึ่งถือได้ว่าหากคุณได้รับประทานนอกจากจะได้เพลิดเพลิน กับความอร่อยในรสชาติแบบไทยๆ แล้ว ยังได้สารอาหารที่ดีต่อสุขภาพของคุณด้วย

ด้วยความปรารถนาดีจาก

นมมะพร้าวอัดเม็ดออร์แกนิค ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Milk Tablet By ManNature)

ขอขอบคุณข้อมูลจาก pobpad

น้ำดื่ม อัลคาไลน์ ดีจริงหรือ ?

น้ำดื่มต่างๆ ที่มีในขายร้านสะดวกซื้อ น้ำแร่ น้ำดื่มบริสุทธิ์ น้ำอัลคาไลน์ น้ำแร่วิตามิน หรืออื่นๆ วันนี้ Mannature มีบทความดีๆ ในเรื่องของ น้ำดื่มอัลคาไลน์ พร้อมกับตอบข้อสงสัยที่ยังคง ติดอยู่ในใจใครหลายๆคน ไปหาคำตอบกันเลย
 

          ก่อนอื่นมารู้จักน้ำดื่ม อัลคาไลน์ กระบวนการต่างๆกันก่อนดีกว่า
 

น้ำดื่มอัลคาไลน์ เป็นผลของกระบวนการแยกองค์ประกอบทางเคมีของน้ำด้วยไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า กระบวนการอิเล็กโทรลิซิส ซึ่งเป็นการปล่อยกระแสไฟฟ้าโดยตรงไปในน้ำ ผ่านแผ่นตัวนำไฟฟ้าขั้วลบ ซึ่งจะได้น้ำอัลคาไลน์ที่มีประจุลบ ส่วนแผ่นตัวนำไฟฟ้าขั้วบวกจะได้น้ำอะซิดิกที่มีประจุบวก สิ่งที่ได้มาอีกอย่างคือ “แร่ธาตุ”

- แร่ธาตุที่มีความเป็นด่าง เช่น แคลเซียม (Ca) แมกนีเซียม (Mg) โซเดียม (Na) และโพแทสเซียม (K)

- แร่ธาตุที่มีความเป็นกรด เช่น คลอไรด์ (Cl) ฟลูออไรด์ (F) ซัลเฟอร์ (S) และฟอสฟอรัส (P)

    

แล้วน้ำดื่ม อัลคาไลน์ ดีต่อร่างกายอย่างไร ?

     น้ำดื่มอัลคาไลน์ช่วยยับยั้งภาวะที่ร่างกายออกซิเจนต่ำ หรือ ออกซิเจนสูงเกินไป โดยการปรับสมดุลออกซิเจนในกระแสเลือดสามารถส่งผลดีให้กับร่างกายและระบบการทำงานในร่างกายให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ถ้าได้รับออกซิเจนและน้ำที่เพียงพอต่อร่างกายจะช่วยกระตุ้นให้มีระบบความจำที่ดีและมีสมาธิ สามารถกำจัดสารพิษต่างๆที่เข้ามาในร่างกายของเราได้

     ซึ่งออกซิเจนที่ปกติ คือ แรงดันออกซิเจน หรือ ค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนอยู่ที่ 96 – 99 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นสภาวะที่ดีของร่างกายมากที่สุด ซึ่งออกซิเจนนี้จะส่งผลให้ดีต่อส่วนต่างๆในร่างกายมากมาย เช่น สมองแล่น ผิวพรรณ การมองเห็น การหายใจ เป็นต้น

 

     น้ำดื่มอัลคาไลน์ (Alkaline Water)  ป้องกันผิวแห้ง โดยน้ำดื่มสะอาดที่มีค่า pH เป็นด่าง (มากกว่า pH 7) ซึ่งสภาพความเป็นด่างนั้นมีส่วนในการช่วยป้องกันการเกิดโรคต่างๆ อีกทั้งยังช่วยในการดูดซึมเข้าไปจับไขมันส่วนเกิน และพวกโลหะหนักในร่างกายได้ดีขึ้น เพียงแค่ดื่มวันละ 8 แก้วอย่างต่ำก็จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวแทนการเพิ่มน้ำมันให้ผิว
 

ช่วยลดสภาวะกรดเป็นพิษในเลือด (Acidosis) ปรับสมดุล กรด-ด่าง เกิดความสมดุลและสุขภาพดีโมเลกุลน้ำมีขนาดเล็ก สามารถดูดซึมได้ดี ช่วยให้การดูดซึมอาหาร การเผาผลาญของร่างกายดีขึ้น

 

เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

 

ต้านอนุมูลอิสระ ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลายชนิด เช่น โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis), โรคหัวใจ

 

ล้างสารพิษในร่างกาย ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายดี ทำความสะอาดลำไส้ได้ดี ลดกรดในกระเพาะอาหาร

 

ช่วยลดไขมัน (คอเรสเตอรอล) ในเลือด

 

ลดปัญหาโรคกระดูกไขข้อเสื่อมและไขข้ออักเสบ

 

มีแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น แคลเซียม แมงกานีส โปรแตสเซียม และโซเดียม

 

ป้องกันการเกิดนิ่วในไตหรือระบบปัสสาวะ เนื่องจากเป็นตัวทำละลายได้ดี

 

     วันนี้เราก็มี เคล็ด(ไม่)ลับ มาแชร์ต่อๆกัน เกี่ยวกับค่า pH ของน้ำดื่มอัลคาไลน์สามารถที่จะนำไปใช้อย่างไรให้เหมาะสม ดังนี้

น้ำที่มีค่า pH 10 น้ำซุป น้ำดื่มอัลคาไลน์ (Alkaline Water) หรือ น้ำด่างมีโมเลกุลขนาดเล็กลง ทำให้สามารถละลายแร่ธาตุที่มีประโยชน์ที่มีประโยชน์ออกจากอาหารได้ดีขึ้น และยังช่วยกำจัดรสขม รสฝาดลิ้น กลิ่นสาป จึงเหมาะสำหรับการทำน้ำซุปต่างๆ

น้ำที่มีค่า pH 9.5 หลังออกกำลังกาย โมเลกุลของน้ำดื่มอัลคาไลน์ (Alkaline Water) หรือ น้ำด่างมีขนาดเล็กจะสามารถซึมเข้าสู่เซลล์ของร่างกายได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหลังการออกกำลังกาย ซึ่งจะช่วยเติมน้ำที่ขาดหายไปได้อย่างรวดเร็ว

น้ำที่มีค่า pH 9 หุงข้าว แช่ข้าวดิบในน้ำดื่มอัลคาไลน์ (Alkaline Water) หรือ น้ำด่างเป็นเวลา 30-60 นาทีก่อนหุง เม็ดข้าวสวยจะสุกเร็วขึ้น และสามารถจะใช้น้ำน้อยลงกว่าปรกติ ทำให้มีรสชาติอร่อยขึ้นโดยไม่แฉะ

น้ำที่มีค่า pH 8.5 สำหรับดื่ม กำจัดความอ่อนเพลียเมื่อยล้า เพราะแร่ธาตุที่มีประโยชน์มากมาย เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม และโปตัสเซียม จะซึมเข้าสู่เซลล์ของร่างกายได้รวดเร็ว จากนั้นน้ำดื่มอัลคาไลน์ (Alkaline Water) หรือ น้ำด่าง ยังมีค่า ORP ลบสูง (OXIDATION REDUCTION POTENTIAL) ช่วยสร้างสมดุลในร่างกาย กำจัดของเสียประเภทกรดออกจากร่างกาย

 

     สุดท้ายนี้การเลือกดื่มน้ำ เหตุผลหลักๆ ก็คือดับกระหาย แต่จะดีกว่าถ้าหาก ดื่มน้ำแล้วได้ประโยชน์ที่มากกว่า สดชื่น ขอแนะนำ “น้ำดื่มอัลคาไลน์ (น้ำด่าง) ตราแมนเนเจอร์ (Alkaline Water pH8.5+ By ManNature)” น้ำดื่มอัลคาไลน์เพื่อสุขภาพ มีค่าความเป็นด่างอ่อน ๆ อยู่ที่ pH 8.5 ดื่มเพื่อเพิ่มความสดชื่นและคืนความสมดุลให้กับร่างกายกันครับ

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก

น้ำดื่มอัลคาไลน์ (น้ำด่าง) ตราแมนเนเจอร์ (Alkaline Water pH8.5+ By ManNature)

8 สิ่งช่วยโรคระบบประสาท

     โรคระบบประสาทนั้นมีความสำคัญต่อร่างกายมากเพราะถ้าหากร่างกายของคุณนั้นสูญเสียระบบประสาทก็จะทำให้การทำงานของร่างกายคุณผิดปกติ

     หน้าที่หลักของระบบประสาท คือ การรวบรวมข้อมูลจากภายในและภายนอกร่างกาย การส่งข้อมูลไปยังระบบประสาทส่วนกลาง การสั่งการไปอวัยวะต่างๆและการวิเคราะห์ข้อมูลของร่างกาย

 

โรคระบบประสาท คืออะไร

โรคระบบประสาท คือ โรคที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระบบประสาทภาวะผิดปกติของระบบประสาทที่สามารถพบบ่อย คือ การบาดเจ็บของระบบประสาทจากอุบัติเหตุ, โรคหลอดเลือดสมอง, โรคติดเชื้อของระบบประสาทกลาง, โรคสมองเสื่อม, โรคเนื้องอก

 

ระบบประสาทมีกี่ส่วนอะไรบ้าง

1.ระบบประสาทส่วนกลาง

ระบบประสาทส่วนกลางนั้นเป็นศูนย์กลางการควบคุมการทำงานของร่างกาย ซึ่งมี 2 ส่วนประกอบใหญ่ๆ ได้แก่ สมองและไขสันหลัง อวัยวะทั้ง 2 นี้มีหน้าที่หลักในการรวบรวมเซลล์และประสาทของร่างกาย

1.1.สมอง

สมองมีหน้าที่ในการจดจำ การคิด และความรู้สึกต่างๆ ในสมองมีเซลล์จำนวนมาก และเซลล์แต่ละตัวมีใยประสาท สมองของมนุษย์ สามารถแบ่งได้เป็น 3 ส่วน 

- สมองส่วนหน้า

- สมองส่วนกลาง

- สมองส่วนท้าย

1.2.ไขสันหลัง

1.3.เซลล์ประสาท

เซลล์ประสาทเป็นเซลล์ประสาทส่วนที่เล็กที่สุดในระบบประสาท โดยสามารถแบ่งเซลล์ประสาทได้ 3 ชนิด

- เซลล์ประสาทรับความรู้สึก(Sensory neuron) 

- เซลล์ประสาทสั่งการ(Motor neuron) 

- เซลล์ประสาทประสานงาน(Interneuron)

 

2.ระบบประสาทส่วนปลาย

ระบบประสาทส่วนปลายจะประกอบไปด้วยเซลล์ประสาท ซึ่งจะทำหน้าที่เก็บข้อมูลจากร่างกายและส่งข้อมูลไปยังระบบประสาทส่วนกลาง เรียกว่า เซลล์ประสาทส่วนนำเข้าคำสั่ง(Afferent neurons) ระบบประสาทส่วนปลายทำหน้าที่ รับความรู้สึก ระบบประสาทส่วนปลาย มี 2 แบบ ดังนี้

2.1.ระบบประสาทภายใต้อำนาจจิตใจ

ระบบประสาทภายใต้อำนาจจิตใจ มีหน้าที่ควบคุมกล้ามเนื้อ รับการตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอก

2.2.ระบบประสาทนอกอำนาจ

ระบบประสาทนอกอำนาจ มีหน้าที่ประสาทที่ทำงานอัตโนมัติ เมื่อมีการกระตุ้นจากสิ่งเร้าภายนอกที่อวัยวะรับสัมผัส กระแสประสาทจะถูกส่งไปยังไขสัน และส่งไปยังสมอง

 

8 สิ่งช่วยโรคระบบประสาท

1.ข้าวโพดสีม่วง

ข้าวโพดสีม่วงนั้นมีสารฟีโนลิก (Phenolic Compounds) และ สารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งจะช่วยลดโอกาสในการเกิดมะเร็งชนิดเนื้องอกและช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือด ที่สำคัญยังช่วยป้องกันความเสื่อมที่จะเกิดขึ้นในระบบประสาท เช่น โรคสมองเสื่อม โรคพาร์กินสันและช่วยฟื้นฟูการทำงานของเส้นประสาทที่ผิดปกติ

2.มัลเบอร์รี่

มัลเบอร์รี่ เป็นผลไม้รสชาติกลมกล่อมและยังอุดมไปด้วยประโยชน์ เพราะในผลสุกมีรสชาติหวานอมเปรี้ยวและมีวิตามินบี6 วิตามินบี1 สารแอนโทไซยานิน สารแอนติออกซิแดนท์ ในมัลเบอร์รี่นั้นช่วยปกป้องเซลล์ประสาทของผู้ป่วยที่มีภาวะสมองขาดเลือดและยังยับยั้งไม่ให้เซลล์สมองถูกทำลายด้วยอนุมูลอิสระ

3.ขิง

ขิงเป็นสมุนไพรที่ช่วยบรรเทาอากรผิดปกติของระบบย่อยอาหาร ได้แก่ อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก จนไปถึงอาการคลื่นไส้อาเจียน ซึ่งในขิงมีสารแอนติออกซิแดนท์สูงมีส่วนช่วยต้านอนุมูลอิสระที่เป็นต้นเหตุของโรคมะเร็งและช่วยระงับความเจ็บปวดจากอาการกล้ามเนื้ออักเสบ ลดไขมันในเลือดและปกป้องเซลล์ประสาท

4.น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นและน้ำมันงาขี้ม่อน ชนิดแคปซูล (coconut oil capsule)

น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นและน้ำมันงาขี้ม่อน ชนิดแคปซูล (coconut oil capsule) มีส่วนผสมจากน้ำมันมะพร้าว (coconut oil) และโอเมก้า 3 จากน้ำมันงาขี้ม่อน ซึ่งมีกรดไขมันสายปานกลางที่ช่วยเร่งการเผาผลาญพลังงาน ย่อยง่ายและสามารถนำไปสร้างพลังงานได้ในทันที ไม่สะสมเป็นไขมันในร่างกาย และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบไหลเวียนโลหิต ลดการอักเสบและความดันของหลอดเลือด รวมไปถึงช่วยบำรุงสมอง, ระบบประสาทและช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง

ด้วยความปรารถนาดีจาก แคปซูลน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Oil Capsule COCO MEGA 3 By ManNature)

ขอขอบคุณข้อมลจาก beezab

ไขข้อสงสัย ทำไมต้อง ? น้ำตาลดอกมะพร้าว

ก่อนอื่นต้องขอเกริ่นไว้ก่อนที่จะไปเริ่มกันในบทความนี้ ถึงว่า น้ำตาลดอกมะพร้าว หรือจั่นมะพร้าวจะถูกตัดและมีน้ำหวานไหลออกมา นำน้ำหวานไปเคี่ยวจะได้น้ำตาลคาราเมลที่มีสีคล้ายน้ำตาลแดง ทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการลดความอ้วนหรือคนที่เป็นเบาหวาน เพราะมีค่าดัชนีน้ำตาลที่ต่ำและช่วยให้สุขภาพดีมากกว่าน้ำตาลทราย แต่จะดียังไง ทำไมถึงต้องเลือกใช้ ไปชมกันเลย

 

     ในด้านสุขภาพนั้นยังคงเป็นคำถามกับใครหลายๆคน น้ำตาลดอกมะพร้าวไม่เพิ่มน้ำตาลในเลือดเท่าน้ำตาลชนิดอื่น ๆ ดัชนีน้ำตาลของน้ำตาลจากมะพร้าวจัดทำโดยหน่วยงานมะพร้าวในฟิลิปปินส์ ที่คำนวณได้ คือ Glycemic index จะเป็น 35 จาก 10 ตัวอย่างการทดสอบ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างต่ำ มีการศึกษาที่คล้ายกันโดยมหาวิทยาลัยซิดนีย์วัดดัชนีน้ำตาล ( Glycemic index ) ได้ 54 ซึ่งต่ำกว่าน้ำตาลชนิดอื่น ๆ เล็กน้อย

 

     โดยน้ำตาลดอกมะพร้าวแท้จะได้มาจากช่อดอกอ่อนของมะพร้าว หรือ ภาษาชาวบ้านจะเรียกว่า งวง หรือ จั่น ซึ่งดอกอ่อนที่เอามาทำน้ำตาลได้นั้นจะต้องเป็นดอกที่ยังไม่มีการผสมหรือมีเปลือกแข็งห่อหุ้ม แล้วนำเอาน้ำตาลที่ได้มาแปรรูปให้มีลักษณะเป็นผงเพื่อให้ผู้บริโภครับประทานได้ง่าย สะอาดถูกหลักอนามัยแถมยังไม่มีส่วนผสมของสารเคมี นับได้ว่าเป็นน้ำตาลดอกมะพร้าว “ชาวบ้าน” เป็นการผสมผสานระหว่างอัตลักษณ์ไทยและเทคโนโลยีได้อย่างลงตัว

 

     Mannature เราก็ได้สร้างผลิตภัณฑ์ น้ำหวานดอกมะพร้าว (Coconut Syrup) เป็นน้ำหวานเข้มข้นที่ผลิตจากดอกมะพร้าวธรรมชาติ 100% โดยไม่ใช่วัตถุกันเสีย ไม่เติมสี ไม่แต่งกลิ่น รวมทั้งไม่เจือปนน้ำตาลทรายแดง อุดมด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เหมาะสำหรับการปรุงอาหาร ได้ทั้งอาหารคาว อาหารหวาน ขนม ไอศกรีม และเครื่องดื่ม โดยให้ความหอมหวาน กลมกล่อมจากธรรมชาติ สามารถใช้น้ำหวานดอกมะพร้าวทดแทนการใช้น้ำตาลหรือน้ำผึ้ง ได้เลย

 

     น้ำหวานดอกมะพร้าว จึงได้เป็นตัวเลือกสำหรับใครๆที่ต้องการลดความอ้วนหรือคนที่เป็นเบาหวาน เพราะมีค่าดัชนีน้ำตาลที่ต่ำและช่วยให้สุขภาพดีมากกว่าน้ำตาลทราย และนอกจากนี้ ยังมีน้ำตาลชนิดอื่นๆที่ได้จากธรรมชาติ ดังนี้ 

 

     น้ำผึ้ง ปิดท้ายกันด้วยเครื่องดื่มที่ได้รับฉายา “ยาอายุวัฒนะ” มาแต่โบราณกาล กับ “น้ำผึ้ง” ด้วยสรรพคุณครบครัน ขนขบวนกันมาตั้งแต่วิตามินอี ช่วยบำรุงผิวพรรณสวยงามเต่งตึง และบำรุงเส้นผมให้เงางาม ลดอาการอักเสบและโรคผิวต่างๆ เหมาะกับสาวๆ นอกจากนี้มีสารต้านอนุมูลอิสระดีๆ แถมน้ำผึ้งยังช่วยบรรเทาอาการหวัด ไอ เจ็บคอต่างๆ ได้อีกด้วย แล้วถ้ามองในแง่สารอาหาร น้ำผึ้งก็จัดเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ดี เพราะมีน้ำตาลที่ย่อยง่าย ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว สาวๆ ที่ออกกำลังกาย หรือสาวๆ ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารอย่าลืมหามาทานกันนะครับ

 

     หญ้าหวาน เป็นอีกหนึ่งแหล่งความหวานยอดฮิตของวัยรุ่นในปัจจุบัน เจ้า “หญ้าหวาน” หรือที่เรียกติดปากกันว่า “สตีเวีย” (Stevia) นี้จัดเป็นพืชที่ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลถึง 250-300 เท่า แต่กลับให้พลังงานต่ำกว่าน้ำตาล ทำให้หลายคนหันมาบริโภคเป็นตัวเลือกของสารให้ความหวานมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณช่วยลดน้ำตาลในเลือดเหมือนดอกมะพร้าว แล้วยังช่วยบำรุงตับและสมานแผลภายในร่างกายได้อีกด้วย

 

     หล่อฮังก้วย สำหรับเพื่อนๆ ที่คุ้นเคยกับการรับประทานอาหารจีนย่อมต้องคุ้นกับชื่อเครื่องดื่มแสนหวานแถมดีต่อสุขภาพอย่าง “หล่อฮังก้วย” เพราะเป็นพืชจีนโบราณที่สรรพคุณแน่นปึ้ก ทางการแพทย์ตะวันตกก็ค้นพบว่าหล่อฮังก้วยมีสารต้านอนุมูลอิสระดีๆ อย่างไกลโคไซด์และซาโปนิน ช่วยป้องกันการหลั่งฮีสตามีนตัวร้าย นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงหัวใจให้เลือดไหลเวียนดี ดับพิษร้อนในร่างกายได้ด้วย

 

นอกจาก น้ำหวานดอกมะพร้าว ที่เป็นสารให้ความหวานแล้ว ยังมีสารให้ความหวานชนิดอื่น ๆ ที่น่าสนใจเช่นกัน ได้แก่

 

     แอสปาแตม (Aspartame) มีคุณภาพบัติเป็นน้ำตาลที่ได้จากการสังเคราะห์ทางเคมี เป็นน้ำตาลที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นจากกระบวนการทางเคมีโดยตรง ซึ่งองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้ยอมรับสารแอสปาแตม เมื่อปี ค.ศ. 1980 และอนุญาตให้ใช้แอสปาแตมผสมในน้ำอัดลมได้ในปี ค.ศ. 1983 ซึ่งอาจจะมีรสชาติที่คล้ายกับน้ำตาลอยู่บ้าง อาจจะออกไปทางขมนิดๆ ควรทานในปริมาณที่พอดีกับความต้องการของร่างกาย เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ

 

     ซูคราโลส (Sucrarose) ปัจจุบันเป็นที่นิยม เนื่องจากเป็นสารให้ความหวาน ที่ไม่มีแคลอรีแต่มีรสชาติหวานมาก แม้จะเป็นเคมีแต่ไม่มีสารสะสมในร่างกายและองค์การอนามัยโลกยอมรับอย่างเป็นทางการแล้วว่ามีความปลอดภัยเทียบเท่าน้ำตาลจากธรรมชาติ ที่สำคัญมันไม่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดอีกด้วยหรือระดับอินซูลิน ผู้ป่วยเบาหวานใช้ได้ตามปกติเช่นเดียวกับสารให้ความหวานอื่น ๆ แต่ข้อเสียคือหากใครที่มีความไวต่อคลอรีน อาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้

 

     ในการใช้น้ำตาล หรือ น้ำหวานดอกมะพร้าว ก็ควรมีขอบเขตไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกิน และที่สำคัญสามารถนำมาใช้แทนน้ำตาล  เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เป็นภาวะโรคเบาหวานและอยากลดน้ำหนักด้วย อย่างไรก็ตามควรทานในปริมาณที่พอดีและดูแลสุขภาพร่างกายของเราไปด้วย เพื่อสุขภาพที่ดี ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ บทความดีๆ ได้ที่นี่ คลิกเลย

 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง : น้ำหวานดอกมะพร้าวออร์แกนิค ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Syrup By ManNature)

ออกกำลังกายในฟิตเนส ปลอดภัยจากมลพิษฝุ่น

มลพิษฝุ่นในปัจจุบันทำให้การออกกำลังกาย หรือ จะออกไปยืดเส้นยืดสายกลางแจ้งอาจจะไม่ปลอดภัยเหมือนในอดีตและการที่คุณจะสวมหน้ากากอนามัยเพื่อออกกำลังกายยิ่งเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำเป็นอย่างยิ่งเพราะจะนำพามาสู่ผลเสียต่อร่างกายจึงทำให้การออกกำลังกายใน ฟิตเนส (Fitness) ปลอดภัยจากมลพิษฝุ่นได้

 

ใส่หน้ากากอนามัยออกกำลังกาย

คุณไม่ควรสวมหน้ากากอนามัยในขณะที่คุณอออกกำลังอย่างอย่างเด็ดขาดเพราะจะทำให้ร่างกายต้องหายใจแรง เร็วขึ้นและอากาศเข้ามาตอบสนองต่อร่างกายในขณะออกกำลังกายช้าและไม่ทันกับความต้องการอากาศของร่างกายอาจจะส่งผลให้ระบบหัวใจและหลดเลือดทำงานหนักขึ้นและเป็นอันตรายได้ สำหรับกลุ่มที่เสี่ยงมากๆ คือ ผู้สูงอายุ บุคคลตั้งครรภ์ เด็กและผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคระบบทางเดินหายใจ หอบหืด โรคหัวใจ ภูมิแพ้ จึงยิ่งทำให้ควรงดออกกำลังกายกลางแจ้ง หากอกไปทำธุระก็ควรสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกัน แต่หากเกิดอาการผิดปกติ เช่น หายใจลำบาก แน่นน้าอก คลื่นไส้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

 

ออกกำลังกายในฟิตเนส ปลอดภัยจากมลพิษฝุ่น

การออกกำลังกายใน ฟิตเนส (Fitness) นั้นเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเพราะนอกจากจะทำให้คุณสะดวกสบายแล้วยังทำให้คุณปลอดภัยจากมลพิษฝุ่นอีกด้วย แต่ถ้าจะให้ดีขึ้นไปอีกถ้าใน ฟิตเนส (Fitness) ติด เครื่องฟอกอากาศ (Air Purifier) จะยิ่งทำให้อากาศใน ฟิตเนส (Fitness) นั้นสะอาดและหายใจได้อย่างสะดวกขึ้น เพราะเครื่องฟอกอากาศ (Air Purifier) นั้นจะช่วยฟอกมลพิษฝุ่นภายนอกที่อาจจะเล็ดลอดเข้ามาภายใน ฟิตเนส (Fitness) ได้ทำให้ผู้คนที่มาใช้บริการ ฟิตเนส (Fitness) นั้นหายใจได้สะดวกและสบายใจ การออกกำลังกายในฟิตเนส (Fitness) นั้นมีมากมายตั้งแต่การยืดเหยียดกล้าเนื้อ โยคะ คาร์ดิโอ้ หรือ การวิ่งบนลู่วิ่งไฟฟ้าก็ช่วยให้ร่างกายของคุณได้ออกกำลังกายแล้ว แต่สำหรับใครที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อ ลดสัดส่วน ทำได้ง่ายๆด้วยเครื่องออกกำลังกายที่เน้นการบริหารเฉพาะส่วน เช่น แขน ต้นขา น่องและหน้าท้อง ซึ่งการออกกำลังกายเฉพาะจุดจะช่วยแก้ไขร่างกายของคุณเฉพาะส่วน ที่สำคัญอย่าลืมที่จะเลือกเล่นเครื่องออกกำลังกายที่ไร้แรงกระแทกที่เป็นอันตรายต่อข้อต่อและแผนหลังของคุณด้วย เพราะจะทำให้คุณไม่ต้องกังวลเรื่องบาดเจ็บในการออกกำลังกาย แต่สำหรับใครที่ไม่เน้นการลดสัดส่วนและอยากออกกำลังกายเพื่อสุขภาพส่วนรวม การวิ่งบนลู่วิ่งไฟฟ้าก็ทำให้ช่วยเรียกเหงื่อได้ง่ายๆและไม่ยุ่งยาก หรือ คุณอาจจะจ้างเทรนเนอร์เพื่อให้คุณได้ออกกำลังกายตามสิ่งที่ต้องการ

 

ความเชื่อผิดๆในฟิตเนส

1.ร่างกายไม่ฟิตเมื่อออกกำลังกายและมีเหงื่อออกมาเยอะ

ในความเป็นจริงแล้วเหงื่อนั้นบ่งบอกถึงการระบายความร้อนของร่างกายได้ว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหนในขณะออกกำลังกายหัวใจจะทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดไปทั่วร่างกาย เมื่อร่างกายมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นจะยิ่งออกมาก ความร้อนจากกล้ามเนื้อก็จะมากตามมาด้วยทำให้ต้องระบายความร้อนเพื่อรักษาอุณหภูมิของร่างกายและปกป้องการเกิดความร้อนเป็นพิษ การระบายความร้อนของร่างกายนั้นจะอาศัยการไหลเวียนของเลือด โดยผ่านหลอดเลือดที่อยู่ใกล้ชั้นผิวหนังมากที่สุด ซึ่งผนังหลอดเลือดและรูขุมขนจะขยายตัวแล้วระบายความร้อนออกไป เพราะฉะนั้นหลังจากที่คุณออกกำลังกายเสร็จควรดื่มน้ำและเกลือแร่เพื่อชดเชยน้ำที่เสียไปในขณะออกกำลังกายด้วยค่ะ

 

2.หากหยุดออกกำลังกายกล้ามเนื้อจะกลายเป็นไขมัน

กล้ามเนื้อและไขมันเป็นเนื้อเยื่อคนละชนิดกัน ซึ่งจะไม่สามารถเปลี่ยนไปมาได้ ในความเป็นจริงกล้ามเนื้อจะฝ่อไปหากไม่ได้ใช้งาน หากคุณยังกินตามปกติแต่หยุดออกกำลังกายคุณจะมีไขมันในร่างกายเพิ่มขึ้นและสูญเสียกล้ามเนื้อ

 

3.ออกกำลังกายแล้วจะกินอะไรก็ได้

การรับประทาอาหารที่ไม่เหาะสมกับร่างกายนั้นจะทำให้แย่ต่อสุขภาพ แต่ถ้าคุณออกกำลังกายก็ควรเลือกรับประทานอาหารที่จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพจะทำให้คุณได้พลังงานที่ดีและประโยชน์จากการออกกำลังกายเต็มที่

 

4.ออกกำลังกายช่วยให้แก้ปัญหาสุขภาพได้ทุกอย่าง

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยสร้างความแตกต่างอย่างมากในสุขภาพของคุณ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะช่วยแก้ปัญหาทุกอย่างของสุขภาพคุณได้ บุคคลที่ป่วยมีโรคประจำตัวนั้นควรปรึกษาและขอคำแนะนำจากแพทย์ก่อนจะเริ่มออกกำลังกาย แต่การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอนั้นเพียงแค่ช่วยให้อาการจากโรคเหล่านั้นดีขึ้น แต่ไม่สามารถทำให้หายได้

 

5.ยิ่งออกกำลังกายมากยิ่งดี

การออกกำลังกายที่มากเกินไปอาจจะนำมาสู่อาการบาดเจ็บ ความเจ็บป่วยและภาวะซึมเศร้าจึงจำเป็นอย่างมากที่คุณควรจะออกกำลังกายให้เหมาะสมและสมดุลกับร่างกายเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

 

8.การยกน้ำหนักทำให้คุณล้ำ

การยกน้ำหนักนั้นทำให้มีมวลกล้ามเนื้อที่มากขึ้นและส่งผลให้มีการเผาผลาญที่ดีขึ้น สำหรับใครที่กังวลว่ากรยกน้ำหนักนั้นจะล่ำนั้นหายห่วงไดเลยเพียงแค่คุณต้องหมั่นศึกษา หรือ ถามผู้รู้คุณก็จะได้หุ่นสวยๆอย่างแน่นอน

ทำไม ? ถึงต้อง “ น้ำตาลดอกมะพร้าว ”

หลากคนตั้งข้อสงสัย ถึงเรื่องทำไม น้ำตาลมะพร้าว ถึงดีกว่าชนิดอื่นๆ และยังมีประโยชน์ และหลากหลายคำถาม เกี่ยวกับ น้ำตาลดอกมะพร้าว ซึ่งจริงๆแล้วน้ำตาลที่พบนั้น มีความแตกต่างอย่างไร วันนี้ Mannature มีคำตอบมาให้ ไปชมกันเลยครับ

 

     ต้องขออธิบายถึง น้ำตาลดอกมะพร้าว กันซักเล็กน้อยใน น้ำตาลดอกมะพร้าว นั้นจะมีค่าน้ำตาลที่มีค่าดัชนีที่ต่ำที่สุดและสามารถทานได้ดีกว่าน้ำตาลหลายชนิดในท้องตลาด

 

แล้วค่าดัชนี มันคืออะไร ?

     ค่าดัชนี หรือ ค่า GI glycemic Index คือ ค่าดัชนีน้ำตาลที่เป็นหน่วยวัดผลของคาร์โบไฮเดรตต่อระดับน้ำตาลในเลือด

โดยค่าดัชนีของน้ำตาลแต่ละชนิด มีดังนี้

- น้ำตาลทรายขาว 68 GI

- น้ำผึ้ง 65 GI

- น้ำตาลมะพร้าว 35 GI

 

น้ำตาลดอกมะพร้าว สีไม่เหมือนกัน มันเกิดจากอะไร ?

     เนื่องจากในแต่ละฤดูกาลของธรรมชาติ จึงส่งผลให้ดอกมะพร้าวนั้นต้องปรับตัวตามสภาพธรรมชาติทำให้สีที่ได้นั้นอาจจะไม่เหมือนกัน จึงไม่ได้เกิดจากที่กระบวนการผลิตของอุตสหกรรม ยกตัวอย่างผลไม้ต้นเดียวกันยังให้สีไม่เหมือนกัน ผลไม้ต้นเดียวกันให้ผลไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นถือว่าเป็นเรื่องดีเพราะเป็นไปตามธรรมชาติที่สีไม่เหมือนกัน ไม่ผสมสี ไม่ผสมสารเคมี

 

น้ำตาลมะพร้าวสามารถนำมาเคี่ยวเองได้ไหม

     แน่นอนว่าได้ เพียงแต่กระบวนการในการทำนั้นต้องใช้เวลาที่นานพอสมควร และยิ่งหากไม่มีการเก็บหรือบรรจุเข้าใส่ภาชนะก่อน จึงมีความเสี่ยงที่จะทำให้มีเชื้อแบคทีเรียปะปนผสมอยู่ใน น้ำตาลมะพร้าว ดังนั้น ถ้าเคี้ยวแล้วบริโภคเลยก็ได้ แต่ถ้าเก็บต้องมั่นใจได้ว่ามันมีกระบวนการฆ่าเชื้อและสะอาดเพียงพอแล้ว หรือเลือกใช้ น้ำหวานดอกมะพร้าวออร์แกนิค ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Syrup By ManNature) สะดวกและได้มาตฐานอีกด้วย

     ถ้าหากไปเดินตลาดจะเห็น น้ำตาลมะพร้าวบริสุทธ์ ซึ่งหามองหาของที่เป็นน้ำตาลดอกมะพร้าว 100% อาจเป็นเรื่องยากมากที่จะเจอ ส่วนใหญ่แล้วจะผสมน้ำตาลทรายแดงไปแล้ว 20 % เพราะฉะนั้นจะเรียกว่าน้ำตาลมะพร้าวไม่ได้ แถมยังทำให้ค่าดัชนีเพิ่มขึ้นอีกด้วย เพราะฉะนั้นควรเลือกน้ำตาลมะพร้าวจากธรรมชาติ 100% ไม่มีสารหรือสิ่งอื่นมาเจือปนซึ่งถือว่าเป็นน้ำตาลที่อยู่ในหมวดอาหารคลีน อาหารสุขภาพได้

 

ทำไม น้ำตาลดอกมะพร้าว  ถึงได้ชื่อว่ายืนหนึ่งใน น้ำตาล

     "น้ำตาลมะพร้าว เป็นน้ำตาลที่ยั่งยืนมากที่สุดในโลก!" มีการอ้างถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับการผลิตน้ำผึ้งหรือน้ำเชื่อม เรื่องน้ำที่ใช้เพื่อการเพาะปลูกจะน้อยลงทุกปี แต่ไม่เกิดกับการผลิตน้ำตาลมะพร้าว เพราะเนื่องจากต้นมะพร้าวสามารถให้การผลิตน้ำตาลมะพร้าวแต่ละปีได้เป็นจำนวนมาก แถมมะพร้าวสามารถเจริญเติบโตได้ในทุกสภาพดินแม้กระทั่งชายหาด อย่างไรก็ตาม การผลิตน้ำผึ้งหรือน้ำเชื่อมก็ไม่ได้มีผลกระทบต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมมากนัก

     เมื่อดอกมะพร้าวถูกเจาะเพื่อทำน้ำตาลดอกมะพร้าว (SAP) ก็จะไม่เติบโตกลายเป็นลูกมะพร้าว ซึ่งน้ำตาลดอกมะพร้าวทำให้เกษตรกรจะได้รับเงินมากกว่าการทำน้ำตาลมะพร้าว และบางส่วนของต้นไม้ที่กำลังจะเข้าสู่การผลิตเป็นเนื้อมะพร้าวก็ถูกแทนที่ด้วยน้ำตาลมะพร้าว อันเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมราคาของเนื้อมะพร้าว น้ำกะทิ และน้ำมันมะพร้าวจึงมีราคาสูงขึ้น แต่อย่างไรก็ตามมะพร้าวถือว่าเป็นผลไม้เศรษฐกิจของไทยที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้ดี ทาง Mannature จึงอยากให้ทุกคนสนับสนุนการทำน้ำตาลมะพร้าวรวมถึงสินค้าออร์แกนิคเพื่อสุขภาพต่อไป

 

     น้ำตาลดอกมะพร้าวแท้จะได้มาจากช่อดอกอ่อนของมะพร้าว หรือ ภาษาชาวบ้านจะเรียกว่า งวง หรือ จั่น ซึ่งดอกอ่อนที่เอามาทำน้ำตาลได้นั้นจะต้องเป็นดอกที่ยังไม่มีการผสมหรือมีเปลือกแข็งห่อหุ้ม แล้วนำเอาน้ำตาลที่ได้มาแปรรูปให้มีลักษณะเป็นผงเพื่อให้ผู้บริโภครับประทานได้ง่าย สะอาดถูกหลักอนามัยแถมยังไม่มีส่วนผสมของสารเคมี นับได้ว่าเป็นน้ำตาลดอกมะพร้าว “ชาวบ้าน” เป็นการผสมผสานระหว่างอัตลักษณ์ไทยและเทคโนโลยีได้อย่างลงตัว
 

     สนใจติดต่อสั่งซื้อหรือสาระดีๆเกี่ยวกับน้ำตาลดอกมะพร้าว  คลิกที่นี่เลย

น้ำอัลคาไลน์ แตกต่างจาก น้ำทั่วไปอย่างไร ?

ในปัจจุบันนี้มนุษย์เราหันมาใส่ใจสุขภาพร่างกายกันมากขึ้น  ด้วยในปัจจุบันมีความเสี่ยงมากมายตั้งแต่ออกนอกบ้าน คนส่วนใหญ่จึงหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพ หนึ่งในนั้นก็คือเรื่องของการดื่มน้ำ น้ำเป้นปัจจัยหลักในการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานเลยก็ว่าได้แต่ จะเห็นได้ว่าเราก้าวเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อซักร้านหนึ่ง น้ำดื่ม ไม่ได้มีเพียงแค่1ตัวเลือกอีกต่อไป ทั้ง น้ำแร่ น้ำอัลคาไลน์(น้ำด่าง) น้ำดื่มเปล่า หรือน้ำจากหุบเขาใดก็ตาม ทำให้เรายืนสตั้นซักช่วงครู่ ในการเลือก วันนี้ Mannature จะมาอธิบายความแตกต่างของน้ำต่างๆ ในบทความนี้ ไปชมกันเลย

 

เริ่มกันที่ น้ำดื่มอัลคาไลน์ มีดียังไง กันแบบละเอียดๆไปเลยดีกว่า

     น้ำดื่มอัลคาไลน์ หลักการของมันคือ มีกระบวนการแยกองค์ประกอบทางเคมีด้วยไฟฟ้า หรือ กระบวนการอิเล็กโทรลิซิส โดยจะเป็นการปล่อยกระแสไฟฟ้าโดยตรงเข้าสู่น้ำ ผ่านแผ่นตัวนำไฟฟ้าขั้วลบ ซึ่งจะได้น้ำอัลคาไลน์ที่มีประจุลบ ส่วนแผ่นตัวนำไฟฟ้าขั้วบวกจะได้น้ำอะซิดิกที่มีประจุบวก สิ่งที่ได้มาอีกอย่างคือ “ แร่ธาตุ ” ที่อยู่ในน้ำ
 

     ในระหว่างกระบวนการอิเล็กโทรลิซิส กลุ่มโมเลกุลในน้ำจะลดลงจากปริมาณ 11 ถึง 13 โมเลกุลต่อกลุ่ม ลดเหลือเพียง 6 โมเลกุลต่อกลุ่มน้ำ ทำให้น้ำอัลคาไลน์มีขนาดโมเลกุลเล็กกว่าน้ำธรรมดาทั่วไป จึงทำให้เมื่อเราดื่มน้ำอัลคาไลน์เข้าไปร่างกายจะสามารถดูดซึมน้ำเข้าไปยังเซลล์ได้ดียิ่งขึ้น อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายได้รับความชุ่มชื้น เป็นตัวพาสารอาหารเข้าสู่เซลล์เพื่อเผาผลาญได้เร็วขึ้น และช่วยให้เซลล์ขับของเสียออกมาซึ่งเป็นการช่วยขับของเสียออกจากร่างกายนั่นเอง

 

     น้ำดื่มอัลคาไลน์ หรือ น้ำด่าง (Alkaline Water) เป็นน้ำดื่มที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ทันสมัย สะอาดและเต็มไปคุณภาพ มีค่าความเป็นด่าง ซึ่งมีค่า pH ค่อนไปทางด่างอ่อน ๆ ที่มีค่า pH มากกว่า 7 ขึ้นไป นอกจากนี้ยังมีแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการผสมอยู่มากมาย เช่น แคลเซียม โซเดียม แมกนีเซียม และโพแทสเซียม อีกด้วย แต่ต้องไม่มีแร่ธาตุจำพวกโลหะหนักผสมอยู่

 

ค่า pH มีประโยชน์อย่างไร ?

     เรามักจะได้ยิน น้ำดื่ม ค่า pH ต่างๆ ดีแตกต่างกันไป ดังนั้นเราจะรู้ได้อย่างไรว่า ค่าเท่าไหร่ถึงจะเหมาะกับร่างกาย ได้แบ่งมาดังนี้
 

pH 5.5 เหมาะสำหรับผิวภัณฑ์

ล้างใบหน้า น้ำอะซิดิก จะช่วยกระชับผิว กำจัดคราบมัน และเชื้อโรค โดยปราศจากสารเคมี เก็บน้ำอะซิดิกในขวดสเปรย์ใช้พ่นหน้าระหว่างวัน จะช่วยให้ผิวหน้าชุ่มชื้น กระชับ และยังกำจัดสิ่งสกปรกบนผิวหน้าได้อีกด้วย

ล้างเส้นผม ล้างผมด้วยน้ำอะซิดิก จะช่วยให้ผมเงางาม ลดรังแคบนหนังศีรษะ และยังมีรายงานจากผู้ใช้ว่าช่วยแก้ปัญหาผมร่วงได้อีกด้วย

 

pH 7.5 สำหรับชงนมเด็ก

     หากใช้น้ำอัลคาไลน์ผสมกับนมผง จะยิ่งช่วยเสริมสร้างกระดูกในเด็ก ให้แข็งแรงและสมบูรณ์มากขึ้น สำหรับที่ผู้ต้องการหรือเริ่มที่จะดื่มน้ำอัลคาไลน์ครั้งแรก ควรที่จะเลือกเริ่มที่ค่า pH นี้ก่อน

 

pH 8.5 สำหรับดื่ม

     เป็นค่า pH ที่เหมาะสำหรับการดื่ม ช่วยกำจัดความอ่อนเพลีย เมื่อยล้า เพราะอุดมไปด้วยแร่ธาตุที่มีประโยชน์มากมาย เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม และโพแทสเซียม ที่จะซึมเข้าสู่เซลล์ของร่างกายได้รวดเร็ว ช่วยสร้างสมดุลในร่างกาย กำจัดของเสียประเภทกรดออกจากร่างกายได้


pH 9 หุงข้าว

     แช่ข้าวดิบในน้ำอัลคาไลน์เป็นเวลา 30 - 60 นาทีก่อนหุง เม็ดข้าวสวยจะสุกเร็วขึ้น และสามารถจะใช้น้ำน้อยลงกว่าปกติ ทำให้มีรสชาติอร่อยขึ้นโดยไม่แฉะ

 

pH 9.5 ดื่มหลังออกกำลังกาย

     โมเลกุลของน้ำอัลคาไลน์ที่มีขนาดเล็กนั้นจะสามารถซึมเข้าสู่เซลล์ของร่างกายได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหลังการออกกำลังกาย ซึ่งจะช่วยเติมน้ำที่ขาดหายไปได้อย่างรวดเร็ว

 

     ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยและช่วยให้การดื่มเกิดประโยชน์ต่อสุขภาพ เราขอแนะนำให้ “ น้ำดื่มอัลคาไลน์ (น้ำด่าง) ตราแมนเนเจอร์ (Alkaline Water pH8.5+ By ManNature)” น้ำดื่มอัลคาไลน์เพื่อสุขภาพ มีค่าความเป็นด่างอ่อน ๆ อยู่ที่ pH 8.5 ดื่มเพื่อเพิ่มความสดชื่นและคืนความสมดุลให้กับร่างกาย

“น้ำดื่มอัลคาไลน์” ป้องกันผิวแห้งและผิวขาดน้ำ

ผิวที่เปล่งปลั่งดูสุขภาพดีนั้นย่อมดีกว่าผิวแห้ง ลอกเป็นขุย แตก ดูไม่สดใส แต่ปัญหาผิวที่เกิดขึ้นนั้นมีทั้งผิวแห้งและผิวขาดน้ำ ซึ่งเรามีวิธีป้องกันและรักษาผิวของคุณได้อย่างถูกต้องมาฝากกันค่ะ

 

ผิวแห้ง

ผิวแห้ง คือ สภาพผิวที่ขาดซีบัม (Sebum) หรือ น้ำมันธรรมชาติของผิวเพราะต่อมไขมันผิวหนังผลิตซีบัมออกมาไม่เพียงพอต่อร่างกายจึงทำให้ผิวแห้ง บางครั้งอาจเกิดปัญหากับสุขภาพ เช่น โรคไฮโปไทรอยด์ (Hypothyroidism) หรือ ภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำเพราะคนที่ผิวแห้งมักจะมีรูขุมขนที่เล็ก เนื่องจากไม่มีน้ำมันออกมาหล่อเลี้ยงผิว รูขุมขนจะไม่ขยายกว้างเหมือนคนที่มีลักษณะผิวที่มัน

 

ผิวขาดน้ำ

ผิวขาดน้ำ คือ ภาวะที่ผิวขาดความชุ่มชื้น หรือ น้ำในผิวหนังชั้นบนสุด, ชั้นขี้ไคล (Stratum Corneum) เป็นปัญหาผิวหนังที่สามารถเกิดกับทุกสภาพผิว ได้แก่ ผิวผสม ผิวแห้ง ผิวปกติ หรือ ผิวมันก็สามารถที่จะเจอปัญหาผิวขาดน้ำได้เช่นกัน โดยเฉพาะกับคนที่ผิวมันมากๆ หรือ เป็นสิวนั้น ถ้าหากปล่อยให้ผิวยังขาดน้ำผิวก็จะยิ่งแย่มากกว่าเดิม

 

ผิวขาดน้ำลักษณะอย่างไร

ผิวหนังชั้นบนสุดของร่างกายจะมีเซลล์คีราติโนไซต์ (Keratinocytes) เป็นหลักที่คอยผลิตสารโปรตีนไม่ละลายน้ำ เรียกว่า “เคราติน” ซึ่งจะทำหน้าที่เหมือนเกราะป้องกัน ซึ่งจะกักเก็บน้ำให้กับผิว แต่พอผิวขาดน้ำเซลล์คีราติโนไซต์ (keratinocytes) จะไม่สามารถผลิตเคราตินออกมาปกป้องผิวได้ ผิวของคุณก็จะเสียความชุ่มชื้น สารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองก็จะเข้าสู่ผิวชั้นหนังกำพร้าได้ง่ายและจะส่งผลให้เกิดปัญหาผิวอื่นๆตามมาได้ ดังนี้

1.ผิวระคายเคือง คัน อักเสบ แสบแดง หรือแพ้ง่าย
2.รู้สึกได้ว่าผิวเหนื่อยล้า หย่อนยาน
3.ผิวขรุขระไม่เรียบเนียน
4.มีปัญหาสิวเห่อ
5.ใต้ตาดำคล้ำ
6.ผิวทั้งแห้งทั้งมันในเวลาเดียวกัน
7.มีปัญหาผิวลอกแตก บางรายอาจรุนแรงจนถึงขั้นเลือดออก
8.ผิวมีริ้วรอยร่องตื้น

 

สาเหตุของผิวขาดน้ำ

1.สภาพแวดล้อม

มลภาวะทางอากาศที่คุณต้องพบเจอในชีวิตประจำวันนั้นไม่ว่าจะเป็นภายในและภายนอก ได้แก่ อากาศแห้ง อากาศจากเครื่องปรับอากาศ แสงแดด ควันรถ เป็นสาเหตุที่ดึงความชุ่มชื้นออกจากผิวและทำให้ผิวของคุณขาดผิวได้

2.ไลฟ์สไตล์

การใช้ชีวิตประจำวัน หรือ ไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนนั้นก็ถือว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวของคุณขาดน้ำได้ บางคนเป็นคนที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์ หรือ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ได้แก่ กาแฟ น้ำอัดลม ชาและคนที่นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายก็จะเจอปัญหาผิวขาดน้ำได้เช่นกัน

 

“น้ำดื่มอัลคาไลน์” ป้องกันผิวแห้งและผิวขาดน้ำ

น้ำดื่มอัลคาไลน์ (Alkaline Water) หรือ น้ำด่าง คือ น้ำดื่มสะอาดที่มีค่า pH เป็นด่าง (มากกว่า pH 7) ซึ่งสภาพความเป็นด่างนั้นมีส่วนในการช่วยป้องกันการเกิดโรคต่างๆ อีกทั้งยังช่วยในการดูดซึมเข้าไปจับไขมันส่วนเกิน และพวกโลหะหนักในร่างกายได้ดีขึ้น เพียงแค่ดื่มวันละ 8 แก้วอย่างต่ำก็จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวแทนการเพิ่มน้ำมันให้ผิว

 

ประโยชน์ของน้ำด่างหรือน้ำดื่มอัลคาไลน์(น้ำด่าง) กับค่าต่างๆ

– pH 10 น้ำซุป น้ำดื่มอัลคาไลน์ (Alkaline Water) หรือ น้ำด่างมีโมเลกุลขนาดเล็กลง ทำให้สามารถละลายแร่ธาตุที่มีประโยชน์ที่มีประโยชน์ออกจากอาหารได้ดีขึ้น และยังช่วยกำจัดรสขม รสฝาดลิ้น กลิ่นสาป จึงเหมาะสำหรับการทำน้ำซุปต่างๆ
– pH 9.5 หลังออกกำลังกาย โมเลกุลของน้ำดื่มอัลคาไลน์ (Alkaline Water) หรือ น้ำด่างมีขนาดเล็กจะสามารถซึมเข้าสู่เซลล์ของร่างกายได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหลังการออกกำลังกาย ซึ่งจะช่วยเติมน้ำที่ขาดหายไปได้อย่างรวดเร็ว
– pH 9 หุงข้าว แช่ข้าวดิบในน้ำดื่มอัลคาไลน์ (Alkaline Water) หรือ น้ำด่างเป็นเวลา 30-60 นาทีก่อนหุง เม็ดข้าวสวยจะสุกเร็วขึ้น และสามารถจะใช้น้ำน้อยลงกว่าปรกติ ทำให้มีรสชาติอร่อยขึ้นโดยไม่แฉะ
– pH 8.5 สำหรับดื่ม กำจัดความอ่อนเพลียเมื่อยล้า เพราะแร่ธาตุที่มีประโยชน์มากมาย เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม และโปตัสเซียม จะซึมเข้าสู่เซลล์ของร่างกายได้รวดเร็ว จากนั้นน้ำดื่มอัลคาไลน์ (Alkaline Water) หรือ น้ำด่าง ยังมีค่า ORP ลบสูง (OXIDATION REDUCTION POTENTIAL) ช่วยสร้างสมดุลในร่างกาย กำจัดของเสียประเภทกรดออกจากร่างกาย
– pH 7.5 สำหรับชงนมเด็ก น้ำดื่มอัลคาไลน์ (Alkaline Water) หรือ น้ำด่างผสมกับนมผงจะช่วยเสริมสร้างกระดูกในตัวเด็กผู้เริ่มดื่มน้ำดื่มอัลคาไลน์ (Alkaline Water) หรือ น้ำด่างครั้งแรกให้เริ่มดื่มที่ค่านี้ก่อน
– pH 5.5 สำหรับผิวภายนอก

ด้วยความปรารถนาดีจาก

น้ำดื่มอัลคาไลน์ (น้ำด่าง) ตราแมนเนเจอร์ (Alkaline Water pH8.5+ By ManNature)

ขอขอบคุณข้อมูลจาก sanook

มนุษย์สามารถขาด น้ำ ได้กี่วัน

น้ำ เป็นสิ่งสำคัญของชีวิตรองมาจากอากาศหายใจ รู้หรือไม่ว่า ร่างกายของเรานั้นประกอบไปด้วยน้ำร้อยละ 70 ในเด็กเล็ก มีน้ำเป็นส่วนประกอบร้อยละ 74  เนื่องจากร่างกายจำเป็นต้องมีน้ำหมุนเวียนน้ำในร่างกายตลอดเวลา โดยกินน้ำเข้าประมาณ 2.5 ลิตรต่อวัน น้ำทำให้ข้อเคลื่อนไหวได้สะดวก และกันการกระทบกระแทกของอวัยวะต่างๆ ในทางตรงกันข้าม
 

     Dr.Fereydoom Batmanghelidj ได้กล่าวเอาไว้ในหนังสือ " You Body's Many Cries for Water " ที่พูดถึงภาวะการขาดน้ำ ซึ่งมีส่วนที่จะก่อให้เกิดความดันโลหิตสูง โรคหืด โรคภูมิแพ้ และการขาดน้ำอาจก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะข้างเดียว (Migraine) และยังอ้างอีกว่า การขาดน้ำทำให้ผู้ป่วยที่เป็นลำไส้ใหญ่อักเสบ โรคท้องผูก มีอาการทุเลาขึ้นโดยเพียงให้ดื่มน้ำ

        

ถ้าร่างกายขาดน้ำ หรือ หยุดการดื่มน้ำประมาณ 3 วัน มีโอกาสสูงมากที่จะเสียชีวิต

     ในทางคู่ขนานหากดื่มน้ำไม่เพียงพอต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน สิ่งที่ตามมาคือ จะง่ายต่อการเป็นโรคภัยไข้เจ็บได้ง่าย คนส่วนใหญ่มักดื่มน้ำน้อยเกินไป ขณะเดียวกันที่ร่างกายก็จะต้องพยายามดิ้นรน และปรับตัวกับการขาดน้ำเรื้อรังอยู่ภายในอย่างเงียบๆ ซึ่งทำให้เกิดสภาวะสุขภาพเสื่อมโทรมตามมา นอกจากนี้ น้ำที่ใช้ดื่มกันโดยทั่วไปจะมีสิ่งสกปรกเจือปน ที่พบมาก เช่น ใยหิน (Asbestos) ไข่พยาธิ (เช่น Cryptosporidium และ Giardia) ตะกั่ว ปรอท คลอรีน ความขุ่น และสารเคมีต่างๆ
 

     ด้านอาจารย์จากมหาวิทยาลัยดยุค ดร.คลาวเดอ พีแอนตาโดซี กล่าวว่า คนเราสามารถอยู่นอกบ้านในอุณหภูมิปกติได้ 100 ชม.โดยไม่ต้องดื่มน้ำ ถ้าอากาศเย็นกว่าปกติก็จะมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น แต่ถ้าอากาศร้อนหรือได้รับแสงแดดโดยตรงระยะเวลาการมีชีวิตรอดจะสั้นลง
 

     ร่างกายมนุษย์นั้นมีการสูญเสียน้ำอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการดื่มน้ำเพียงวันละ 1 แก้ว จึงไม่เพียงพอตามความต้องการนี้ อีกทั้งเซลล์ในร่างกายยังใช้น้ำเพื่อรักษาระบบการทำงาน น้ำยังเป็นตัวหล่อลื่นสำหรับข้อต่อต่างๆ, ควบคุมอุณหภูมิในร่างกายเหงื่อและการหายใจ และสุดท้ายช่วยในเรื่องการขับถ่ายของเสียอีกด้วย ร่างกายจะสูญเสียน้ำเมื่อขับเหงื่อ, เข้าห้องน้ำ, และแม้แต่หายใจออก
 

     เนื่องจากปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของเรานั้นคือ อากาศ น้ำ และอาหาร และตามข้อมูลจากสถาบันนิติเวชวิทยา บอกว่าร่างกายจะอยู่ได้ในบรรยากาศที่มีออกซิเจนประมาณ 20.9 เปอร์เซนต์ ถ้าบรรยากาศที่ออกซิเจนน้อยกว่า 5 เปอร์เซนต์ คนจะหมดสติอย่างรวดเร็วและอาจตายได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที ถือว่าอากาศสำคัญต่อการมีชีวิตรอดมากที่สุด
 

     นอกจากนี้ร่างกายยังต้องการอาหารและน้ำเพื่อการดำรงชีวิตอีกด้วย ซึ่งมนุษย์สามารถอยู่ได้นานถึง 3 สัปดาห์ถ้าไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย

 

     คำแนะนำเรื่องการดื่มน้ำ

     สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ บอกว่า ในอาหารมีน้ำอยู่บ้างแล้ว แต่การดื่มน้ำถือเป็นสิ่งสำคัญ และสิ่งจำเป็นที่สุด เครื่องดื่มชนิดต่างๆ เช่น น้ำผลไม้ หรือนม สามารถป้องกันร่างกายขาดน้ำได้ แต่เครื่องดื่มจำพวก แอลกอฮอล์  ควรหลีกเลี่ยง เนื่องจาก แอลกอฮอล์เป็นสาเหตุที่จะทำให้ ร่างกายของเรากระตุ้นการขับถ่ายของเสียออกมากว่าการดื่มน้ำปกติ เสียอีก

 

     ดังนั้นก็ดื่มควรดื่มให้เพียงพอในแต่ละวัน ที่ร่างกายต้องการ เนื่องจากการขาดน้ำ หรือ ดื่มน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวันมันส่งผลเสีย ต่างไม่ว่าจะเป็นภูมิคุ้มกัน และโรคต่างๆที่จะตามมา หมั่นจิบนน้ำ ตลอดทั้งวัน นอกจากจะช่วยให้ร่างกายสดชื่นแล้ว ยังช่วยให้ร่างกายของเรา มีผิวพรรณที่สดใส มีน้ำมีนวล สามารถติดตามข่าวสารดีๆ ของเราได้ที่นี่ คลิกเลย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก hipurify

“กรดไขมัน” คืออะไร

     หลายๆคนคงไม่รู้ว่า “กรดไขมัน” คืออะไร จริงๆแล้วกรดไขมัน (Fatty Acids) คือ โครงสร้างไขมันที่พบได้ในร่างกายหรือในอาหารที่รับประทาน ร่างกายจะทำการสลายไขมันให้กลายเป็นกรดไขมันระหว่างที่ย่อยอาหารเพื่อดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด

     ซึ่งกรดไขมันจะส่งผลต่อการทำงานและเป็นแหล่งเก็บสำรองพลังงานของร่างกายและร่างกายจะดึงกรดไขมันมาใช้ในกรณีที่เผาผลาญกลูโคสมาเป็นพลังงานได้ไม่เพียงพอ คุณควรบริโภคกรดไขมันจากสัตว์ พืช และน้ำมันในปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกาย

 

ประเภทของกรดไขมัน

ประเภทของกรดไขมันนั้นจะแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้

1.ไขมันอิ่มตัว

ไขมันประเภทนี้จะมีลักษณะแข็งตัวเมื่ออยู่ในอุณหภูมิห้อง แหล่งที่จะพบไขมันอิ่มตัวนั้นมักมาจากเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์เนยนม เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เนย ชีส หรือ ของทอด ในน้ำมันพืชบางชนิดก็จะมีกรดไขมันอิ่มตัวเหมือนกัน เช่น น้ำมันมะพร้าว (coconut oil) น้ำมันปาล์ม ผู้ที่รับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวมากจนเกินความเหมาะสมของร่างกายก็จะก่อให้เกิดความเสี่ยงระดับคอเลสเตอรอลสูง, โรคหัวใจและหลอดเลือดสมองจึงควรรับประทานไขมันอิ่มตัวในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดผลดีมากกว่าผลเสีย

 

2.ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว

ไขมันประเภทนี้จะมีลักษณะเป็นของเหลวเมื่ออยู่ในอุณหภูมิห้องและกลายเป็นของแข็งเมื่ออุณหภูมิต่ำ แหล่งที่จะพบไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวมักมาจากน้ำมันพืช เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันงา อะโวคาโด ปลาทูน่า เป็นต้น ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี, ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ไปจนถึงร่างกายจะได้รับกรดไขมันจำเป็นที่ไม่สามารถสร้างเองได้ทำให้มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

 

3.ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน

ไขมันประเภทนี้จะมีลักษณะเป็นของเหลวเมื่ออยู่ในอุณหภูมิห้องและกลายเป็นของแข็งเมื่ออุณหภูมิต่ำ แหล่งที่จะพบไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนมักมาจากน้ำมันพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพดหรือผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ซึ่งไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนนั้นจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีในเลือด, ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ให้สารอาหารที่เสริมสร้างเซลล์ในร่างกายทำให้ร่างกายได้รับกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ เช่น โอเมก้า3 โอเมก้า6 ซึ่งการบริโภคไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและเชิงซ้อนนั้นจะช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์มากกว่าไขมันทรานส์

 

4.ไขมันทรานส์

ไขมันทรานส์นั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ไขมันทรานส์ชนิดธรรมชาติ ซึ่งจะอยู่ในเครื่องในสัตว์หรืออาหารที่ทำมาจากสัตว์และไขมันทรานส์นิดสังเคราะห์ ซึ่งจะมาจากการผ่านกระบวนการอุตสาหกรรมเพราะในปัจจุบันมีผู้คนมากมายที่นิยมใช้ไขมันทรานส์เก็บรักษาอาหารที่ทำให้มีอายุอยู่ได้นานขึ้นและปรุงแต่งรสชาติเนื้อสัมผัสของอาหาร ซึ่งไขมันทรานส์นั้นพบเจอได้ในอาหารหลายอย่าง เช่น มาการีน ของทอด ผลิตภัณฑ์ขนมอบ ผลิตภัณฑ์เนยนม เนื้อสัตว์ เป็นต้น การบริโภคไขมันทรานส์นั้นจะส่งผลเสีย คือ ระดับคอเลสเตอรอลไม่ดีเพิ่มขึ้นและลดระดับคอเลสเตอรอลดีให้น้อยลง เกิดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดมากขึ้น สำหรับใครที่เป็นโรคเบาหวานชนิด2 ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันประเภทนี้

 

กรดไขมันกินอย่างไรให้ดีต่อร่างกาย

วิธีรับประทานกรดไขมันที่ดี ไขมันเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย การเลือกรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันดีจะช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์และช่วยเสริมสร้างสุขภาพให้กับร่างกาย

1.รับประทานถั่ว 

ถั่วเป็นอาหารที่มีไขมันสูง แต่ก็ควรเลือกรับประทานถั่วที่จะให้กรดไขมันที่ดี เช่น อัลมอนด์ วอทนัท ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อหัวใจและช่วยลดไขมันที่ไม่ดีออกไปจากร่างกาย การรับประทานถั่วนั้นสามารถทานแทนอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันดีและเลือกถั่วที่ไม่ผ่านการปรุงด้วยน้ำมัน หรือ เกลือในปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกายเพราะถั่วนั้นให้พลังงานกับร่างกายสูง

2.กินปลาที่มีไขมันดี

คุณควรรับประทานปลาที่มีกรดไขมันโอเมก้า3 ที่อุดมไปด้วยโปรตีน เช่น แซลมอน ทูน่า ซึ่งผู้ที่บริโภคปลาที่มีกรดไขมันที่ดีนั้นจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและโรคมะเร็ง  อีกทั้งยังเสริมสร้างการทำงานของอารมณ์และสุขภาพจิต แต่ก็ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม โดยเฉพาะสตรีที่ตั้งครรภ์เพราะอาจจะทำให้เสี่ยงที่จะได้รับสารปรอทที่ปนเปื้อนมาจากปลาได้

3.เลือกกินให้เหมาะสม 

ในปัจจุบันชีวิตที่เร่งรีบทำให้พฤติกรรมการบริโภคและใช้ชีวิตนั้นแย่ลง ดังนั้น ควรเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลายและครบถ้วน โดยรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ผัก ผลไม้ หรือเนื้อปลา งดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่แต่หันมาออกกำลังกายให้เสมอเสมอ

4.บริโภคน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพ 

น้ำมันที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ คือน้ำมันมะพร้าว (coconut oil) ที่ช่วยให้สารอาหารและป้องกันร่างกายจากโรคภัยไข้เจ็บได้

4.1.น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสำหรับปรุงอาหาร ช่วยบำรุงสมองและระบบประสาท 

4.2.น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสำหรับปรุงอาหาร ให้ความร้อนได้สูง 

4.3.น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสำหรับปรุงอาหาร อาหารสุกกรอบง่าย 

4.4.น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสำหรับปรุงอาหาร ไม่มีกลิ่นหืน 

4.5.น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสำหรับปรุงอาหาร สามารถเก็บไว้ได้นาน 

4.6.น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสำหรับปรุงอาหาร ช่วยทำให้อาหารมีกลิ่นหอมมากขึ้น 

4.7.น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสำหรับปรุงอาหาร มีกรดไขมันอิ่มตัวสูงไม่ก่อให้เกิดสารก่อมะเร็ง 

4.8.น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสำหรับปรุงอาหาร ทำด้วยกรรมวิธีจากธรรมชาติไม่มีสารเคมีเป็นพิษ 

4.9.น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสำหรับปรุงอาหาร ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดอุดตัน 

ด้วยความปรารถนาดีจาก mannature

ขอขอบคุณข้อมูลจาก pobpad

วิธีเพิ่มกล้ามในเวลาสั้นๆ

     การเสริมสร้างกล้ามเนื้อเป็นเรื่องที่ดีต่อร่างกายและช่วยทำให้สุขภาพดียิ่งขึ้น แต่สำหรับบางคนอาจจะอยากทราบวิธีเพิ่มกล้ามในเวลาสั้นๆ แถมยังสุขภาพดีควบคู่ไปด้วย

 

กินอย่างไรให้เพิ่มกล้าม

1.ดื่มน้ำก่อนและหลังออกกำลังกาย

การดื่มน้ำนั้นสำคัญในการที่คุณจะสร้างกล้ามเนื้อ โดยปกติแล้วคุณควรดื่มน้ำ 6-8 แก้วต่อวัน ผู้ที่ออกกำลังกายควรดื่มน้ำก่อนออกกำลังกายประมาณ 350-470 มิลลิลิตร และดื่มน้ำ 200-300 มิลลิลิตร ระหว่างออกกำลังกาย ส่วนผู้ที่ออกกำลังกายมากกว่า 1 ชั่วโมง อาจจะต้องดื่มเกลือแร่สำหรับนักกีฬาเพราะร่างกายสูญเสียเกลือแร่และเสี่ยงที่ต่อการสุขภาพได้

2.ควรรับสารอาหารที่ครบถ้วน สารอาหารที่จำเป็นต่อผู้ที่สร้างเสริมกล้ามเนื้อ ได้แก่ ไขมัน โปรตีน วิตามิน คาร์โบไฮเดรต เกลือแร่

- รับระทานผักผลไม้ทุกวัน

รับประทานผักผลไม้ทุกวัน ผักและผลไม้ถือเป็นแหล่งวิตามินและเกลือแร่ที่สำคัญต่อร่างกายจึงควรรับประทานผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 5 ส่วน

- ไม่อดแป้ง

ควรรับประทานอาหารประเภทแป้งเป็นอาหารหลักในทุกๆมื้อเพราะแป้งให้พลังงานและเป็นแหล่งสารอาหารหลักสำหรับร่างกายและควรมีไฟเบอร์และวิตามินให้เพียงพอควบคู่ไปด้วย ควรเลี่ยงคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่มากเกินความเหมาะสมของร่างกายเพราะจะไปกระตุ้นระดับอินซูลินให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและยับยั้งการผิตโกรทฮอร์โมน (Growth Hormones) ซึ่งจะช่วยในการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อเพราะถ้าหากร่างกายขาดแป้งจะทำให้สร้างกล้ามเนื้อได้ยากและทำให้พลังงานไม่พอ

- รับประทานผลิตภัณฑ์นม

รับประทานผลิตภัณฑ์นมควบคู่ไปด้วยเพราะเป็นแหล่งสารอาหารโปรตีนและแคลเซียมที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกและควรเลือกนมหรือโยเกิร์ตที่มีน้ำตาลน้อย ควรเลือกรับประทานโปรตีนที่ไม่ปรุงรสหวานแต่อุดมไปด้วยแคลเซียม เช่น น้ำนมถั่วเหลือง ชีสถั่วเหลือง

- รับประทานถั่วและแหล่งโปรตีนต่างๆ

ใครที่ต้อการเพิ่มกล้ามเนื้อควรเลือกรับประทานถั่วต่างๆ เช่น ปลา ไข่ เนื้อสัตว์และโปรตีน เนื่องจากอาหารเหล่านี้เป็นแหล่งของโปรตีน ซึ่งช่วยในการเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย เนื้อสัตว์จะให้ธาตุเหล็ก สังกะสี วิตามินบี เนื้อปลาจะให้โปรตีน เกลือแร่ วิตามินหรือสามารถรับประทานน้ำมันปลาที่อุดมไปด้วยกรดโอเมก้า3 ควบคู่ไปด้วยได้

- รับประทานอาหารไขมันต่ำและน้ำตาลน้อย

คุณควรเลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำในปริมาณน้อย เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว (coconut oil) น้ำมันทานตะวัน และเลี่ยงอาหารที่ไขมันสูงหรือมีน้ำตาลมาก เพราะการรับประทานไขมันอิ่มตัวที่มากเกินไปจะยิ่งเพิ่มคอเลสเตอรอลในเลือดให้สูงขึ้น เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ

- รับประทานโปรตีนให้เพียงพอ

การเพิ่มกล้ามเนื้อต้องได้รับโปรตีนในปริมาณที่เพียงพอเพราะโปรตีนจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อ โดยร่างกายต้องการกรดอะมิโนจำเป็นไปช่วยเพิ่มโปรตีนหรือคุณสามารถดื่มไฮเวย์ นมเวย์โปรตีน (HighWay Whey Protein) ซึ่งเป็นเวย์โปรตีนสำเร็จรูปมีโปรตีนคุณภาพสูง ไขมันและน้ำตาลต่ำ คอลลาเจนสูง ข้อต่อยืดหยุ่นดีขึ้น ย่อยง่าย ร่างกายสามารถดูดซึมเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้อย่างรวดเร็วรวมไปถึงช่วยซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่สูญเสียในขณะออกกำลังกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยลดน้ำหนัก ซึ่งส่งผลดีต่อร่างกาย อีกทั้งยังสามารถพกพา ไปเพื่อรับประทานได้สะดวก โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มี เวลาทำอาหารเองและต้องการรับประทานโปรตีนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

 

ออกกำลังกายเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ

เมื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารแล้วควรออกกำลังกายเพิ่มเพิ่มกล้ามเนื้อควบคู่ไปด้วย การออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อ (strength training) คือ การออกกำลังกายเสริมสร้างการทรงตัวที่สำคัญ ซึ่งการออกกำลังเป็นประจำจะกระตุ้นกล้ามเนื้อให้ใช้ออกซิเจนอย่างมีประสิทธิภาพและทำให้หัวใจและปอดแข็งแรง การออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อยังช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้หลังจากที่คุณหยุดออกกำลังกายไปแล้ว โดยการออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อมีหลายชนิด ดังนี้

1.บอดี้เวท (Body Weight)

บอดี้เวท (Body Weight) คือ การออกกำลังกายที่ใช้น้ำหนักของตัวเองเป็นแรงต้าน นับเป็นวิธีเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อที่มีประสิทธิภาพวิธีหนึ่ง โดยท่าบอดี้เวท (Body Weight) มีดังนี้

1.1.วิดพื้น (Push Up)

1.2.ฝึกกล้ามเนื้อหลังแขน (Tricep Dip)

1.3.สควอท (Squat)

1.4.บริหารขา (Lunge)

1.5.บริหารหน้าท้อง (Crunch)

1.6.ฝึกกล้ามเนื้อหลัง (Back Raise) 

1.7.ฟรีเวท (Free Weight)

1.8.เล่นเครื่องเล่นเวท (Weight Machines)

1.9.ยางยืดออกกำลังกาย (Resistance Band) 

1.10.โยคะ (yoga)

     การฝึกร่างกายและเสริมสร้างกล้ามเนื้ออยู่ตลอดนั้น ย่อมส่งผลดีต่อสุขภาพอยู่แล้วเพียงแค่รับประทานอาหารและออกกำลังกายให้ถูกหลักเพียงเท่านี้คุณก็จะมีกล้ามเนื้อสวยๆในระยะเวลาไม่นานได้แล้ว ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับวินัยของคุณด้วย

ด้วยความปรารถนาดีจาก mannature

ขอขอบคุณข้อมูลจาก pobpad

“รอยแตกลาย” รักษาได้ด้วยน้ำมันมะพร้าว

     ความกังวลใจเมื่อผิวแตกลาย หลาย ๆ คนหาทางรักษา บางคนเสียเงินไปหลายหลักเพื่อที่จะทำให้ผิวแตกลายนั้นหายไป แต่จริง ๆ แล้วผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติอย่างน้ำมันมะพร้าวสามารถให้ประโยชน์ในด้านผิวหนังได้อย่างมากมาย

 

สาเหตุของรอยแตกลาย

ผิวแตกลายเกิดจากการที่ร่างกายนั้นขยายขึ้นอย่างรวดเร็วและผิวหนังนั้นไม่สามารถยืดเพื่อรองรับการขยายนั้นและคอลลาเจนเป็นโปรตีนที่ช่วยให้ผิวหนังยืดหยุ่นได้มากขึ้น แต่ถ้าผิวหนังไม่มีคอลลาเจนมากพอก็สามารถเป็นสาเหตุของการเกิดผิวแตกลายได้ ในหญิงตั้งครรภ์ส่วนใหญ่จะเกิดผิวแตกลายเพราะการเติบโตอย่างพุ่งพรวดของเด็กในท้อง สารสเตียรอยด์ก็สำคัญเพราะถ้าได้รับสารนี้มากเกินไปก็ทำให้ร่างกายเกิดผิวแตกลายได้เช่นกัน

 

รักษารอยแตกลาย

การรักษาผิวแตกลายจะเป็นการทำให้ผิวหนังในบริเวณนั้นบางลงด้วยจึงทำให้รอยแตกลายจางลง แต่ไม่สามารถกำจัดรอยแตกลายให้ออกไปได้หมด ซึ่งมีวิธีการรักษาผิวแตกลายได้หลายวิธี ดังนี้

 

1.ครีมบำรุงผิวหรือเจล

ครีมบำรุงผิวหรือเจลควรใช้ในขณะที่รอยแตกลายนั้นเป็นสีม่วงหรือสีแดง ส่วนใหญ่แล้วครีมจะมีส่วนผสมของเรตินอยด์ (Rerinoid) ซึ่งเป็นสารอนุพันธุ์ของวิตามินเอ อย่างเทรทิโนอิน (Tretinoin) กรดวิตามินเอในตัวครีมจะช่วยสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวหนังขึ้นมาทดแทนทำให้รอยแตกลายปรับสภาพคล้ายกับผิวหนังปกติ ผลข้างเคียงในครีมจะทำให้เกิดการระคายเคืองควรระมัดระวังในการใช้และยิ่งในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ควรจะระวังเป็นพิเศษ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้หรือเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีวิตามินเอหรือสำหรับคนท้องโดยเฉพาะ

 

2.บอดี้ออยล์บำรุงผิว (Body Oil)

บอดี้ออยล์จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวได้เป็นอย่างดีแต่ควรใช้บอดี้ออยล์ที่ไม่มีส่วนผสมของ Mineral Oil ที่ผลิตจากน้ำมันปิโตเลียม ซึ่งจะทำให้ผิวอุดตันหรือเกิดสิวบนผิวหนัง ซึ่งในยุคปัจจุบันมีบอดี้ออยล์ที่สกัดมาจากธรรมชาติ เช่น Rosehip Oil จะช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวที่ทำให้รอยแตกลอยจางลงอย่างรวดเร็ว หรือ Sesame Oil ที่ช่วยให้ผิวหนังกระชับและยืดหยุ่น

 

3.เลเซอร์

การรักษารอยแตกลายโดยวิธีเลเซอร์นั้นเป็นการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูง เพราะแพทย์ต้องใช้เครื่องยิงลำแสงไปที่ผิวหนังบริเวณรอยแตกลายเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนหรืออิลาสติน โปรตีนที่ชั้นผิวหนัง ซึ่งจะช่วยลดรอยแตกลายทำให้ผิวที่แตกลายนั้นกลมกลืนไปกับผิวปกติ ถึงแม้จะไม่ทำให้รอยแตกลายหายไปแต่ทำให้จางลง

 

4.การกรอผิว (Microdermabrasion)

การกรอผิวนั้น แพทย์จะใช้เครื่องมือพ่นผลึกแร่ที่ละเอียดมากเพื่อลอกผิวหนังกำพร้าชั้นตื้น กระตุ้นให้เกิดเซลล์ผิวหนังใหม่และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวหนังในบริเวณที่แตกลาย วิธีนี้มีค่าใช้จ่ายสูงและต้องทำซ้ำ ๆ หลายรอบ หลังจากรักษาวิธีนี้ต้องหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดและไม่เหมาะกับบุคคลที่มีสีผิวเข้มเพราะจะทำให้ยิ่งเกิดรอยและสีผิวหนังไม่สมดุล

 

5.การทำศัลยกรรม

การทำศัลยกรรมตกแต่งนั้นแพทย์จะนำเอาไขมันส่วนเกินในบริเวณหน้าท้องพร้อมกับผิวหนังที่มีรอยแตกออกไปเป็นการศัลยกรรมเพื่อความงามและมีค่าใช้จ่ายที่สูงมากหลังจากศัลยกรรมแล้วจะมีรอยแผลเป็น ไม่แนะนำถ้าไม่จำเป็น

 

6.น้ำมันมะพร้าว (Coconut oil)

น้ำมันมะพร้าว (Coconut oil) นอกจากจะนำมาปรุงอาหารและยังสามารถนำมาบำรุงผิวได้ ซึ่งน้ำมันมะพร้าว (Coconut oil) เป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติปลอดภัยต่อทุกเพศทุกวัยที่ใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ น้ำมันมะพร้าว (Coconut oil) มีคุณสมบัติในการช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวและเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิวเพื่อรองรับจากการขยายหน้าท้องอย่างรวดเร็วและมีความปลอดภัยต่อทารกในครรภ์ แถมยังประหยัดต่อเงินในกระเป๋าอีกด้วย

 

ป้องกันรอยแตกลาย

ใครที่ยังไม่มีรอยแตกลายตามผิวหนังก็สามารถป้องกันก่อนที่จะเกิดรอยแตกลายได้เพราะถ้าเกิดขึ้นแล้วยากที่จะหายไป การป้องกันที่ดีที่สุด คือ การดูแลรูปร่างและน้ำหนักตัวควรควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ควรควบคุมอาหารรับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ เน้นอาหารที่ให้สารอาหาร เช่น วิตามิน แร่ธาตุ วิตามินอี วิตามินซี แร่สังกะสี แร่ซิลิคอน แต่ก็ไม่ต้องรับประทานมากจนเกินความเหมาะสมควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ส่วนในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และทาน้ำมันมะพร้าว (Coconut oil) หรือน้ำมันธรรมชาติเพื่อป้องกันการเกิดรอยแตกลายไว้ได้ ถึงแม้ว่ารอยแตกลายจะยังไม่เกิดคุณก็สามารถป้องกันตัวคุณเองต่อการเกิดรอยแตกลายนั้นได้

 

     ผิวหนังของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ในวิธีการรักษารอยแตกลายต่าง ๆ ก็อยู่ที่ความเหมาะสมของแต่ละคน แต่การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติก็ไม่เสียหายและยังให้สารที่ดีแก่ผิวโดยมาจากธรรมชาติ ทำให้ผิวของคุณยืดหยุ่นพร้อมรับมือกับทุกสภาพผิวง่าย ๆ ค่ะ

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

ขอขอบคุณข้อมูลจาก pobpad

5 โรคร้ายจากฝุ่น PM 2.5

     ไม่มีพื้นที่ไหนที่จะมีปริมาณ PM 2.5 วิกฤติเท่าเชียงใหม่และพื้นที่ภาคเหนือของไทย วิกฤติถึงขนาดเป็นพื้นที่อันตราย ซึ่งปัญหามลภาวะมักมาพร้อมกับปัญหาด้านสุขภาพที่จะเกิดขึ้นตามมาอย่างไม่น่าสงสัยและโรคที่มักเกิดในภาวะฝุ่นแบบนี้จะเป็นโรคอะไรบ้างเรามาดูกันค่ะ

 

            1.โรคตาแห้งจากต่อมน้ำตาอักเสบ

          Mask ปิดปากอย่างเดียวคงไม่พอ ขึ้นชื่อว่าฝุ่นที่มีขนาดเล็กจึงเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะมีผลกระทบต่อดวงตา ลองจินตนาการดูว่าแค่ลมพัดฝุ่นเข้าตาเรายังระคายเคืองขนาดนั้น แล้วกับฝุ่นขนาดเล็กอย่าง PM2.5 ที่เกิดเข้าไปอุดตันอยู่ในท่อน้ำตาของเรา คงไม่ต้องบอกว่ามันจะส่งผลกระทบต่อดวงตาของเราแน่นอน ซึ่งนอกจากจะทำให้ต่อมน้ำตาอักเสบแล้วยังส่งให้เกิดอาการตาแห้ง ระคายเคืองอีกด้วย

            2.อาการระคายเคืองในผนังทางเดินหายใจ

          อากาศสัมพันธ์โดยตรงกับระบบทางเดินหายใจ ดังนั้นอากาศที่ปนเปื้อนและเต็มไปด้วยฝุ่นจึงก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจได้แบบไม่ต้องคิด ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คืออาการระคายเคืองในผนังทางเดินหายใจที่เกิดจากการสูดอากาศที่ปนเปื้อนเข้าไปเป็นเวลานาน ๆ จนเกิดอาการแสบคอ แสบจมูก ที่หากปล่อยไว้ก็อาจถึงขั้นเกิดแผลในทางเดินหายใจ

3.ผนังปอดอักเสบ

นอกจากทางเดินหายใจแล้ว อวัยวะอีกอย่างที่สัมพันธ์โดยตรงกับอากาศก็คือ ปอด ที่มีหน้าที่ในการฟอกอากาศเปลี่ยนออกซิเจนให้เข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งเดาได้ไม่ยากว่าหากอากาศปนเปื้อนก็จะกระทบถึงปอดอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งในกรณีของ PM2.5 นั้นสามารถนำไปสู่การเกิดอาการของโรคผนังปอดอักเสบได้

4.โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง

อย่างที่บอกว่ามลพิษทางการอากาศและการปนเปื้อนนั้นหนีไม่พ้นที่จะสร้างปัญหาและโรคที่เกี่ยวกับปอด นอกจากผนังปอดอักเสบแล้ว PM2.5 ยังเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคที่ร้ายแรงขึ้นไปอีกนั้นคือ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเรื้อรังก็คือมันจะเป็นไปเรื่อย ๆ และส่งผลกับการไหลผ่านของอากาศในระบบทางเดินหายใจ ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังจะมีอาการเหนื่อย ไอ และมีเสมหะ และเกิดโรคในกลุ่มอาการเดียวกันร่วมด้วยนั้นคือ โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง ซึ่งพบได้ในกลุ่มคนสูบบุหรี่

5.โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ

เป็นหนึ่งในโรคที่มีอันตรายถึงชีวิต PM2.5 เป็นหนึ่งในสาเหตุของการเกิดโรคนี้จากการที่ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตและระบบทางเดินหายใจมีความผิดปกติหรือบกพร่อง ซึ่งจะส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจจากระบบไหลเวียนโลหิตที่ไปเลี้ยงหัวใจทำงานผิดปกติ ซึ่งผู้ป่วยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะมักไม่ทราบว่าตนเองมีปัญหา และหากปล่อยไว้นาน ๆ จะเกิดอาการ ใจสั่น เจ็บหน้าอก หายใจหอบ เหงื่อออกมาก วิงเวียน หน้ามืด คล้ายจะเป็นลม และเสี่ยงที่จะนำไปสู่การเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวหรือหลอดเลือดสมองอุดตัน ซึ่งมีอันตรายถึงชีวิต

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก เครื่องฟอกอากาศ ตราแมนเนเจอร์ (Air Purifier by ManNature)

  ขอขอบคุณข้อมูลจาก undubzapp

น้ำอัลคาไลน์ น้ำดื่มในอุดมคติ

น้ำดื่มในอุดมคติควรมีลักษณะดังนี้

1.น้ำแร่ (Mineral Water) คือ น้ำที่มีเกลือแร่จำเป็นละลายอยู่

2.น้ำที่มีฤทธิ์เป็นด่าง (Alkaline Water)

3.น้ำที่มีโครงสร้างขนาดเล็ก (Micro Cluster หรือ Small Cluster)

4.น้ำที่ไม่มีสิ่งปนเปื้อนซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น เชื้อจุลินทรีย์ สารเคมีและโลหะหนัก ฯลฯ

5.น่้ำที่มีค่า Oxidation Reduction Potential (ORP) เป็นประจุลบ

6.มีปริมาณออกซิเจนสูงอย่างเหมาะสม

 

ระบบโลหิตของมนุษย์ต้องการฤทธิ์ด่าง

            ตามปกติเลือดของมนุษย์มีค่า pH7.4 (ระหว่าง 7.35-7.45) คือ มีความเป็นด่างอ่อน ๆ ถ้า pH ในเลือดเป็น 6.8 (กรด) จะหมดสติและถึงตายได้ ถ้า pH ของเลือดต่ำลงมาน้อยกว่า 7.3 (ซึ่งตามหลัก pH 7.3 นี้ยังมีค่าเป็นด่าง) คนไข้จะเริ่มมีอาการซึ่งเรียกว่าสภาวะกรดเป็นพิษในเลือด (Acidosis) และต่ำกว่า 7.0 (ซึ่งตามหลัก pH 7.0 นี้ถือว่าเป็นกลาง) คนไข้จะตายได้ถ้าไม่รีบแก้ไขทันท่วงที

 

ระบบการสร้างสภาวะกันชน (Buffer) ภายในร่างกาย

            ร่างกายของมนุษย์จะเป็นกรดง่ายมาก เพราะอาหารส่วนใหญ่ที่กินจะก่อให้เกิดฤทธิ์เป็นกรด โดยเฉพาะอาหารพวกเนื้อสัตว์ เมื่อมีการเผาผลาญอาหาร Metabolism ก็จะเกิดของเสียที่มีฤทธิ์เป็นกรด (Acidic Waste) กับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) แก๊ส(Co2) นี้จะละลายในเลือดเพื่อกลับมายังปอดแล้วถูกขับออกมาเป็นลมหายใจออก

            การละลายของแก๊ส(Co2) นี้ทำให้กรดคาร์บอนิค (Carbonic Acid) แต่ร่างกายไม่ต้องการความเป็นกรด ดังนั้น เลือดต้องสร้างความเป็นด่างเพื่อให้ไปสมดุลกับกรด เราเรียกการสร้างสภาวะกันชน(Buffer) น้ำดื่มในอุดมคติจึงต้องมีฤทธิ์ด่างอ่อน ๆ  ถ้าร่างกายหาฤทธิ์ด่างไม่ได้จากน้ำดื่ม ถึงจะใช้วิธีดึงธาตุแคลเซียม(Calcium) และแมกนีเซียม(Magnesium) ออกมาจากกระดูกและกล้ามเนื้อ เพื่อใก้ฤทธิ์ด่างขึ้นมาเพื่อจะชดเชยหรือชนกับกรด ทำให้ร่างกายคงอยู่ได้โดยมี pH 7.4 กลับมาอย่างเดิม แต่ผลเสียตามมาก็คือ กระดูกจะสูญเสียธาตุแคลเซียมเกิดโรคกระดูกพรุน(Osteoporosis) ฟันโยกและผุง่าย ถ้าดึงออกจากหัวใจอย่างต่อเนื่องย่อมก่อให้เกิดปัญหาโรคหัวใจและถึงขั้นเสียชีวิตได้

ด้วยความปรารถนาดีจาก น้ำดื่มอัลคาไลน์ (น้ำด่าง) ตราแมนเนเจอร์ (Alkaline Water pH8.5+ By ManNature)

โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ลดความเสี่ยงได้ด้วย “น้ำตาลในน้ำผลไม้”

      ปัจจุบันมีโรคภัยมากมาย แต่อีกหนึ่งโรคที่คุกคามสุขภาพผู้คน คือ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ได้แก่ เบาหวาน หัวใจ ความดัน ฯลฯ เพราะไลฟ์สไตล์ของคนในปัจจุบันที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ ความเครียดและความวิตกกังวลจากการทำงาน พักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่ออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เป็นสาเหตุที่กระตุ้นการเกิดอนุมูลอิสระ (Free Radical) ที่จะค่อย ๆ สะสมทำให้เซลล์ภายในร่างกายเสื่อมลง ตาย หรือ อาจจะไปถึงขั้นสูญพันธุ์ ส่งผลให้ป่วย ดูแก่ชราก่อนวัยอันควรและเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs การป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) นอกจากต้องปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ที่เสี่ยงแล้ว ยังสามารถป้องกันได้ง่าย ๆ ด้วยการรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-Oxidant) ในปริมาณที่มากพอต่อร่างกายในแต่ละวัน ตามข้อแนะนำตามธงโภชนาการ ควรรับประทานผลไม้วันละ 3 – 5 ส่วน ซึ่งผลไม้และน้ำผลไม้เป็นแหล่งที่มีวิตามินและแร่ธาตุเยอะที่สุด รวมถึงไฟโตนิวเทรียนท์ (Phytonutrient) ต่าง ๆ ที่ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์และช่วยลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ด้วยพฤติกรรมของผู้คนสมัยนี้จึงทำให้ได้รับในปริมาณที่ไม่เพียงพอ การดื่ม “น้ำผลไม้” ที่มี ไฟโตนิวเทรียนท์ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ ได้ง่ายและสะดวกที่สุด เหมาะกับผู้คนที่ไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอ รวมทั้งผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องการเคี้ยว หรือ การย่อยและการดูดซึม

 

     ในน้ำผลไม้ (Phytonutrient) ช่วยป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งมีฤทธิ์ทางชีวภาพพบได้ในผักผลไม้ สิ่งที่พบหลัก ๆ ในผักผลไม้ คือ โพลีฟีนอล (Polyphenol), ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid), แอนโทไซยานิน (Anthocyanin), แคโรทีนอยด์ (Carotenoid) ฯลฯ ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย

 

โพลีฟีนอล (Polyphenol)

     มีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ จากโครงสร้างที่มีหมู่ไฮดรอกซิล (Hydroxyl group) หรือ –OH ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำจัดอนุมูลอิสระเพราะเป็นตัวสำคัญในการกำจัดอนุมูลอิสระให้กับร่างกาย ช่วยส่งเสริมระบบการทำงานของร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะระบบประสาทและสมอง รวมทั้งระบบหัวใจและหลอดเลือด โพลีฟีนอล (Polyphenol) มักพบใน น้ำสัปปะรด น้ำมะพร้าว น้ำฝรั่ง น้ำแอปเปิ้ล น้ำกีวี่

 

ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid)

     มีคุณสมบัติช่วยยังยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัส ช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันรักษาระดับน้ำตาลในเลือดและลดภาวะการอักเสบเรื้อรังจึงลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งได้ ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) มักพบใน น้ำส้ม

 

แอนโทไซยานิน (Anthocyanin)

     แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) มักพบในผลไม้สีม่วงแดง เช่น องุ่นแดง ทับทิม ลดความเสี่ยงของหลอดเลือดอุดตันและโรคหัวใจ ชะลอการเสื่อมของสมอง ช่วยป้องกันเส้นเลือดฝอยจากการถูกอนุมูลอิสระทำลาย แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) มักพบใน น้ำองุ่น น้ำพรุน น้ำทับทิม น้ำแครนเบอร์รี น้ำเชอรี น้ำมังคุด

แคโรทีนอยด์ (Carotenoid)

     มักพบในผลไม้สีส้ม เหลือง แดง เช่น แครอท มะละกอ มะม่วง มะเขือเทศ ช่วยส่งเสริมสุขภาพสายตา ลดความเสี่ยงเรื่องจอประสาทตาเสื่อม รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพของระบบไหลเวียนเลือดในดวงตา สามารถเพิ่มความชัดในการมองเห็น (Visual acuity) และความไวของการปรับแสง (Contrast sensitivity)

 

     นี้คือประโยชน์ของไฟโตนิวเทรียนท์ในน้ำผลไม้ ซึ่งไฟโตนิวเทรียนท์เหล่านี้มีหลายชนิดมีฤทธิ์ต่อต้านหรือป้องกันโรคบางชนิดโดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งร่างกายคนเราต้องการผักและผลไม้ที่มีสาร Phytonutrient ที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระทุกวัน

 

น้ำตาลในน้ำผลไม้

     น้ำตาลส่วนใหญ่ที่อยู่ในน้ำผลไม้ คือ “น้ำตาลฟรุคโตส” และพบน้ำตาลกลูโคสและซูโครส (น้ำตาลทราย) อยู่เล็กน้อย โดยการได้รับน้ำตาลฟลุคโตสจะทำให้ระดับน้ำตาล หรือ กลูโคสในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ เพราะต้องผ่านการบวนการเปลี่ยนที่ตับก่อน น้ำตาลฟลุคโตสไม่ต้องผ่านการควบคุมโดยฮอร์โมนอินซูลินเหมือนน้ำตาลกลูโคส จึงอาจะเหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ร่างกายต้องการสังเคราะห์อินซูลินได้น้อยลงและควรเลือกดื่มน้ำผลไม้คั้นสด หรือ น้ำผลไม้ 100% ที่ไม่มีการเติมน้ำตาลทรายเพิ่ม (Added Sugar)

 

ผลไม้สด หรือ น้ำผลไม้คั้นสด

     โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) หลีกเลี่ยงได้โดยการรับประทานผลไม้วันละ 3 – 5 ส่วน หรือถ้าหากไม่สามารถรับประทานผลไม้สดได้ให้เลือกดื่มน้ำผลไม้คั้นสดไม่มีส่วนผสมของน้ำตาลทรายหรือน้ำเชื่อม แต่ถ้าหากรับประทานผลไม้เป็นชิ้น ๆ ได้ก็จะทำให้เราได้รับใยอาหารที่ช่วยระบบขับถ่ายของเราให้ทำงานดีขึ้นอีกด้วย แค่นี้ร่างกายก็ได้รับประโยชน์จากไฟโตนิวเทรียนท์เพื่อต่อต้านอนุมูลอิสระในทุก ๆ วันแล้วค่ะ

น้ำหวานดอกมะพร้าวออร์แกนิค ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Syrup By ManNature)

ขอขอบคุณข้อมูลจาก sanook

น้ำมัน บริโภคอย่างเหมาะสม

     น้ำมันบริโภคอย่างเหมาะสมได้ง่าย ๆ ถ้ารู้ว่าควรบริโภคน้ำมันประเภทไหนและอาหารแต่ละชนิดควรนำน้ำมันแบบไหนมาเป็นส่วนประกอบ ถ้ารู้ถึงปัจจัยหลาย ๆ อย่างของน้ำมันก็ไม่ส่งผลเสียต่อร่างกายแล้วค่ะ

 

น้ำมัน คืออะไร?

     ในน้ำมันจะมีไขมันเป็นส่วนประกอบ ซึ่งไขมันนั้นเป็นสารอาหารหลัก 5 หมู่มีประโยชน์ในการให้พลังงานและสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกายเป็นส่วนประกอบสำคัญของเซลล์ในร่างกาย ช่วยในการดูดซึมวิตามินที่ละลายได้ในไขมัน ช่วยห่อหุ้มอวัยวะและกระดูก ช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื้นและเป็นสารจำเป็นในการสังเคราะห์สารสำคัญให้กับร่างกาย เช่น คอเลสเตอรอล (cholesterol) ซึ่งเป็นสารที่สำคัญในกระบวนการสังเคราะห์โปรวิตามินดี ฮอร์โมนเพศและน้ำดี ร่างกายไม่สามารถที่จะสร้างไขมันบางชนิดขึ้นได้เอง เช่น กรดไขมันที่จำเป็น (essential fatty acids) ได้แก่ กรดไขมันโมเมก้า3 และกรดไขมันโอเมก้า6 จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับเข้ามาในร่างกายทางอาหารการกิน

 

ไขมันในอาหาร

     ไขมันที่มักพบในอาหาร คือ กรดไขมัน (fatty acid) ซึ่งแบ่งออกมาได้ 2 ประเภท คือ

1.กรดไขมันอิ่มตัว มาจาก น้ำมันมะพร้าว(coconut oil)  น้ำมันปาล์ม น้ำมันหมู

2.กรดไขมันไม่อิ่มตัว มาจาก น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง

กรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย คือ กรดไขมันไม่อิ่มตัวและไขมันอีกหนึ่งประเภท คือ ไขมันทรานส์ (trans fat) ซึ่งเป็นกรดไขมันที่เกิดกระบวนการแปรรูป โดยการเติมไฮโดรเจนลงไปในน้ำมันพืชที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สามารถเก็บรักษาน้ำมันเอาไว้ไม่ให้เหม็นหืนและสามารถทนความร้อนได้สูง ไขมันทรานส์สามารถพบได้อย่างมากในชีวิตประจำวัน เช่น เนยขาว ครีมเทียม มาร์การีนหรือเนยเทียม วิปปิ้งครีมอาหารเบเกอรี่และอาหารฟาสต์ฟู้ดต่าง ๆ เพราะไขมันทรานส์มีผลเสียต่อร่างกายเป็นอย่างมาก เนื่องจากไขมันทรานส์เป็นไขมันที่เกิดมาจากการแปรรูปซึ่งจะแตกต่างกับไขมันที่มาจากธรรมชาติทำให้ย่อยสลายได้ยากในร่างกายและขับออกจากร่างกายได้ง่าย ทำให้ตับทำหน้าที่ย่อยสลายไขมันต้องใช้วิธีที่ไม่เหมือนกับการย่อยสลายไขมันทั่วไป ซึ่งจะทำให้ตับนั้นทำหน้าผิดปกติ และยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ไขมันทรานส์จะทำให้ระดับคอเลสเตอรอล ชนิด LDL (low density lipoprotein) ในเลือดเพิ่มสูงขึ้นและทำให้ระดับคอเลสเตอรอล HDL (high density lipoprotein) ในเลือดให้ต่ำลงและยังเพิ่มสภาวะการอักเสบและการทำงานที่ผิดปกติของเซลล์ผนังหลอดเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคไขมันทรานส์สูงมีความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้น

 

สิ่งที่ควรระวัง

     ก่อนที่เราจะบริโภคทั้งน้ำมันที่ได้จากพืชหรือสัตว์ ไม่ว่าจะน้ำมันประเภทไหนหากบริโภคมากเกินไปก็ไม่ดีต่อร่างกายและส่งผลต่อน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นด้วย การนำน้ำมันที่ใช้แล้วกลับมาทอดซ้ำจะส่งผลเสียให้กับร่างกายเป็นอย่างมาก น้ำมันที่ทอดซ้ำจะมีสารโพลาร์ (polar compounds) ที่เกิดจากการแตกตัวของน้ำมันและสารโพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน (polycyclic aromatic hydrocarbons : PAHs) สารที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของน้ำมันทอดอาหารจะเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งตับและปอด ส่วนไอระเหยที่มาจากน้ำมันทอดซ้ำ หากสูดดมเป็นเวลานานอาจมีอันตรายต่อสุขภาพ ควรหลีกเลี่ยงที่จะรับประทานอาหารที่มาจากน้ำมันที่ทอดซ้ำและควรเลือกประเภทอาหารให้เหมาะกับน้ำมันที่ใช้ วิธีดูว่าใช้น้ำมันถูกกับประเภทอาหารที่จะทำหรือไม่ ให้ดูจากที่จุดเกิดควันของน้ำมัน (smoke point) อุณหภูมิที่น้ำมันเกิดการแตกตัวหรือสลายตัวจะทำให้เกิดควันหรือมีกลิ่นไหม้

 

ประเภทอาหารที่เหมาะกับน้ำมัน

1.สลัด

ประเภทอาหารชนิดสลัดควรใช้น้ำมันมะกอกหรือน้ำมันมะพร้าว (coconut oil extra virgin) ที่สามารถรับประทานได้โดยไม่ต้องผ่านความร้อน เพราะการผ่านความร้อนบางทีจะทำให้สูญเสียคุณค่าทางอาหารและอาจจะทำให้ไขมันในน้ำมันนั้นกลายเป็นไขมันทรานส์ที่จะก่อให้ร่างกายของเราเกิดโรคได้

 

2.ผัด

ประเภทผัดผักหรือผัดกับเนื้อสัตว์ ควรใช้น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด เพราะน้ำมันพวกนี้ไม่เหมาะกับการนำไปใส่ในสลัดหรือนำไปทอดอาหารนาน ๆ เนื่องจากไม่สามารถกินได้โดยไม่ผ่านความร้อนและไม่สามารถทนความร้อนได้นาน

 

3.ทอด

การทอดอาหารต้องใช้เวลานานในการทำจึงต้องใช้น้ำมันประเภทที่ทนความร้อนได้สูง เช่น น้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม แต่ไม่ควรนำมาทอดซ้ำ ๆ เกิน 3 ครั้ง เพราะจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคที่จะเกิดขึ้นต่อร่างกาย

 

     อย่างไรก็ตามร่างกายต้องการไขมันทั้ง 2 ชนิด (กรดไขมันอิ่มตัว, กรดไขมันไม่อิ่มตัว) ดังนั้นเราควรบริโภคไขมันทั้ง 2 ชนิดนี้แต่พอสมควร ไม่มากไปและไม่น้อยไป ที่สำคัญอย่าลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและพักผ่อนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายด้วยนะคะ

ด้วยความปรารถนาดีจาก mannature

ขอขอบคุณข้อมูลจาก sanook

“น้ำมันมะพร้าว” ควบคุมเบาหวาน

     ในผู้ป่วยโรคเบาหวานจะต้องฉีดอินซูลินอย่างต่อเนื่อง แต่น้ำมันมะพร้าวควบคุมเบาหวานได้ในระดับหนึ่ง ผู้ป่วยโรคเบาหวานในร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดที่ได้จากการแปลงจากอาหารที่รับประทานไปใช้พลังงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเพราะขาดฮอร์โมนอินซูลิน จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง

 

สัญญาณของโรคเบาหวาน

     โรคเบาหวานไม่ใช่ว่าตรวจเลือดอย่างเดียวถึงจะรู้ แต่ก่อนที่จะเกิดโรคเบาหวานจะมีอาการ เช่น เหนื่อย เพลีย เป็นแผลเรื้อรัง ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืน เมื่อสังเกตอาการได้ด้วยตัวเองต้องรีบพบแพทย์โดยเร็ว

 

อาการของโรคเบาหวาน

     อาการของโรคเบาหวานนั้น สามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวของคุณเองเพื่อที่จะได้รับการรักษาได้อย่างรวดเร็วและทันเวลา

 

- ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ

  อาการอย่างแรกของผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวานมักจะเป็นนั้น คือ การปวดปัสสาวะบ่อยโดยเฉพาะเวลากลางคืน ให้ลงสังเกตโดยการทิ้งปัสสาวะเอาไว้ว่ามีมดมาตอมหรือไม่

 

- กระหายน้ำบ่อย

  ผู้ป่วยโรคเบาหวานมักจะกระหายน้ำบ่อย ๆ เพราะร่างกายต้องการน้ำมากกว่าคนปกติและมักจะดื่มน้ำครั้งละมาก ๆ

 

- เหนื่อยและอ่อนเพลียง่ายกว่าปกติ

  ผู้ป่วยโรคเบาหวานมักมีอาการเหนื่อยและอ่อนเพลียได้ง่าย อาจจะมีอาการเบื่ออาหารเข้าร่วมด้วยและยังมีอาการข้างเคียงอื่น ๆ ได้อีก เช่น ตาพร่ามัว ชาตามเท้าและมือ

 

- แผลหายช้า

  ผู้ป่วยโรคเบาหวานมักจะแผลหายช้ากว่าคนปกติทั่วไปและอาจจะลุกลามจากแผลเล็ก ๆ กลายเป็นแผลใหญ่ ๆ ได้อีกด้วย

 

สาเหตุของโรคเบาหวาน

     สาเหตุหลัก ๆ ของผู้ป่วยโรคเบาหวาน คือ การรับประทานน้ำตาลในปริมาณที่มากเกินพอดีส่งผลให้อินซูลินเกิดความผิดปกติและทำให้เป็นโรคเบาหวานในที่สุด

 

- กรรมพันธุ์

  ถ้ามีคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวานก็อาจจะทำให้เราเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานไปด้วย แต่ถ้าหากดูแลตัวเองดี ๆ และควบคุมอาหารโดยการไม่กินอาหารหรือขนมที่มีรสชาติหวานมากเกินความพอดีก็จะทำให้เราปลอดภัยจากโรคเบาหวานได้มากขึ้น

 

- ความอ้วน

  โรคอ้วนนั้นเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานค่อนข้างสูง เนื่องจากไขมันส่วนเกินจะทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน ทำให้การจัดการน้ำตาลและไขมันต่ำลง ทำให้เป็นเบาหวานได้ในที่สุด

 

- ความผิดปกติของตับอ่อน

  ตับอ่อนมีหน้าที่ในการผลิตอินซูลิน ถ้าหากตับอ่อนเสื่อมสภาพลงหรือเกิดอาการผิดปกติก็จะส่งผลให้เกดิโรคเบาหวานได้อีกด้วย

 

- อาหารที่รับประทาน

  พฤติกรรมการรับประทานอาหารนั้นสำคัญ ถ้ารับประทานอาหารที่มีแต่ไขมันและแป้ง รวมไปถึงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลในปริมาณที่มาก ถ้าร่างกายขจัดให้หมดไปไม่ทันก็อาจจะก่อให้เกิดโรคเบาหวานได้

 

- ออกกำลังกายน้อย

  ปัจจุบันผู้คนออกกำลังกายน้อย จนร่างกายไม่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะกำจัดน้ำตาลทำให้ร่างกายสะสมน้ำตาลไว้ในเลือด

 

น้ำมันมะพร้าวควบคุมเบาหวาน

 

- น้ำมันมะพร้าวเป็นอาหารให้แก่เซลล์

  น้ำมันมะพร้าวช่วยให้เซลล์ทำงานดีขึ้นและนำน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดในระดับคงที่ น้ำตาลกลูโคสและกรดไขมันโมเลกุลสายยาวส่งผลกระทบต่อร่างกายคล้ายกัน คือ ไม่สามารถเข้าไปในเซลล์ได้ด้วยตัวเองเพราะมีโมเลกุลใหญ่ จำเป็นต้องพึ่งอินซูลินเป็นตัวกลางในการที่จะเข้าไปในเซลล์ แต่น้ำมันมะพร้าวประกอบด้วยโมเลกุลขนาดกลางที่มีขนาดเล็กกว่ามาก จึงทำให้เข้าไปในเซลล์ได้โดยไม่ต้องพึ่งอินซูลินและน้ำมันมะพร้าวยังเป็นอาหารให้กับเซลล์ได้ ทำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีอาการมือชาเท้าชาเพราะเซลล์ไม่ได้รับสารอาหารนั้นจะกลับมาหายจากอาการดังกล่าวเพราะน้ำมันมะพร้าวช่วยในการเป็นอาหารให้กับเซลล์ได้แทนอินซูลินโดยไม่มีผลข้างเคียงหรืออันตรายใด ๆ

 

- น้ำมันมะพร้าวเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างและตอบสนองต่ออินซูลิน

  น้ำมันมะพร้าวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสร้างอินซูลินในตับอ่อน ทำให้ร่างกายมีอินซูลินเพียงพอและเซลล์ตอบสนองได้ดีโดยไม่ต้องพึ่งอินซูลิน

1.ช่วยกระตุ้นกระบวนการเมแทบอลิซึม

น้ำมันมะพร้าวนั้นจะกระตุ้นการทำงานของต่อมไทรอยด์ จึงช่วยเพิ่มเมแทบอลิซึม ส่งผลให้มีการผลิตอินซูลินและการดูดซึมน้ำตาลเข้าไปในเซลล์เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นน้ำมันมะพร้าวจึงช่วยลดการฉีดอินซูลินรักษาโรคเบาหวานได้

 

2.ช่วยให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินได้

น้ำมันมะพร้าวสามารถทดแทนอาหารของเซลล์ได้โดยไม่ต้องพึ่งอินซูลิน น้ำมันมะพร้าวช่วยลดความเครียดของตับอ่อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานจนอาจกลับมาสร้างอินซูลินได้อีกครั้ง

 

3.เพิ่มการตอบสนองต่ออินซูลิน

เซลล์ที่ไม่ตอบสนองต่ออินซูลินน้ำมันมะพร้าวจะช่วยแก้อาการโดยการทำให้เซลล์รับน้ำตาลเข้าไปในเซลล์มากขึ้นทำให้ไม่จำเป็นที่ตับอ่อนต้องผลิตอินซูลินมากเกินไป

 

- น้ำมันมะพร้าวช่วยปรับระดับของน้ำตาลในกระแสเลือด

  น้ำมันมะพร้าวช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดโดยลดน้ำตาลที่เข้าไปในกระแสเลือด ผู้ป่วยบางคนสามารถควบคุมและลดประมาณน้ำตาลในเลือด โดยการเติมน้ำมันมะพร้าวในอาหาร

 

- ช่วยใช้น้ำตาลในเลือดอย่างมีประสิทธิภาพและช่วยสร้างความทนทานต่อการมีน้ำตาลสูงเกินไป

  น้ำมันมะพร้าวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของอินซูลิน ทำให้เซลล์ใช้ประโยชน์ของน้ำตาลอย่างมีประสิทธิภาพและน้ำมันมะพร้าวยังช่วยสร้างความทนทานต่อการมีน้ำตาลสูง

 

- น้ำมันมะพร้าวช่วยลดค่าจีไอ

  อาหารบางชนิดทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดหรือค่าจีไอขึ้นสูงกว่าอาหารอื่น ๆ การเติมน้ำมันมะพร้าวลงไปในอาหารประเภทแป้งสามารถทำให้ค่าจีไอต่ำลงมาได้ซึ่งจะช่วยทำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดดีขึ้น

 

     การใช้น้ำมันมะพร้าวในการช่วยรักษาโรคเบาหวานนั้นเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวันค่อย ๆ ใช้จะทำให้โรคเบาหวานนั้นจะเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ

ด้วยความปรารถนาดีจาก mannature

ขอขอบคุณข้อมูลจาก tropicanaoil

“เมลาโทนิน” ในอาหารเสริม

อาหารเสริมที่มีเมลาโทนินมีส่วนช่วยในการนอนหลับ การทานอาหารเสริมที่มีส่วนประกอบเป็นเมลาโทนินนั้นจะช่วยให้คุณนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอและนอนหลับได้อย่างมีคุณภาพ แต่ถ้ารับประทานมากเกินไป เมลาโทนินในอาหารเสริมก็สามารถที่จะสร้างความเสี่ยงและมีผลข้างเคียงอย่างไร

 

เมลาโทนินคืออะไร

     เมลาโทนิน (Melatonin) เป็นฮอร์โมนที่อยู่ในร่างกายของเราอยู่แล้วตามธรรมชาติ สร้างจากต่อมไพเนียลในสมองซึ่งจะส่งผลต่อสภาพทางชีวภาพและการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ มีหน้าที่ในการควบคุมวงจรการหลับ - ตื่น (Sleep wake cycle) โดยสารนี้จะหลั่งออกมามากในตอนกลางคืนและจะลดลงในตอนกลางวัน ความมืดจะทำให้ร่างกายหลั่งสารเมลาโทนิน ซึ่งเป็นสัญญาณให้ร่างกายเตรียมตัวนอนหลับ ส่วนแสงสว่างนั้นจะลดการผลิตของสารเมลาโทนินและเป็นสัญญาณให้ร่างกายเตรียมตัวตื่นนอน ผู้คนที่มีปัญหาในการนอนหลับอาจจะเกิดเพราะมีระดับสารเมลาโทนินในร่างกายน้อย การเพิ่มปริมาณของสารเมลาโทนินด้วยการกินอาหารเสริมจะช่วยในการนอนหลับได้ นอกจากช่วยเรื่องการนอนหลับแล้วยังช่วยป้องกันสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยควบคุมความดันโลหิต อุณหภูมิร่างกายและระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลและมีส่วนช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เมลาโทนินยังสามารถฉีดเข้ากล้ามเนื้อเพื่อรักษามะเร็งได้

 

การใช้เมลาโทนินในภาวะอื่น ๆ

- เนื้องอก

  การใช้เมลาโทนินในปริมาณมากเป็นการเสริมการรักษามะเร็ง ช่วยลดผลข้างเคียงจากเคมีบำบัดและการฉายแสง รวมถึงป้องกันและรักษามะเร็งได้หลายชนิด

 

- แดดเผา

   การทาเมลาโทนินก่อนออกแดดอาจช่วยป้องกันการถูกแดดเผาได้

 

- อาการปวดกราม (Temporomandibular disorder)

  รับประทานเมลาโทนินก่อนเข้านอนนาน 4 สัปดาห์ จะช่วยลดอาการเจ็บปวดได้ 44% และเพิ่มความสามารถในการอดทนต่อความเจ็บปวดนี้ขึ้นประมาณ 39%

 

- ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ (Thrombocytopenia)

   การรับประทานเมลาโทนินสามารถเพิ่มจำนวนเกล็ดเลือดที่ต่ำจากโรคมะเร็ง การรักษามะเร็ง

 

- ความดันโลหิตสูง

   การรับประทานเมลาโทนินที่มีการปลดปล่อยยาคงที่ (Controlled – release) ก่อนเข้านอนจะทำให้ลดระดับความดันโลหิตในผู้มีความดันโลหิตสูงได้

 

ผลข้างเคียงของเมลาโทนิน

     เมลาโทนินจัดว่ามีความปลอดภัยสำหรับผู้ใหญ่ ส่วนมากเมื่อนำเข้าร่างกายหรือทาผิวหนังในระยะเวลาอันสั้น สำหรับผู้ใดที่ใช้ในระยะเวลายาว ผู้ใช้บางคนสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยในเวลา 2 ปี เมลาโทนินอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ อย่างเช่น ปวดศีรษะ ซึมเศร้าในระยะสั้น ง่วงนอนกลางวัน วิงเวียน ดังนั้นหลังใช้ยาเมลาโทนินไม่ควรขับรถหรือทำงาน สำหรับการฉีดเมลาโทนินเข้าร่างกายโดยตรง เมลาโทนินค่อนข้าวจะปลอดภัยหากอยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ

 

ข้อควรระวัง

- สตรีมีครรภ์และแม่ที่ต้องให้นมบุตร

  เมลาโทนินไม่ปลอดภัยเมื่อบริโภคหรือฉีดเข้าร่างกายขณะตั้งครรภ์ เพราะเมลาโทนินจะเข้ามาทำให้ตกไข่และทำให้ตั้งครรภ์ยากขึ้น

 

- เด็ก

  เมลาโทนินปลอดภัยเมื่อบริโภคหรือฉีดในปริมาณที่เหมาะสมพอดี แต่ถ้ามากเกินไปอาจจะทำให้ส่งผล

กับฮอร์โมนตัวอื่น

 

- ภาวะเลือดออกผิดปกติ

  เมลาโทนินอาจทำให้เกิดอาการเลือดออกในผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติ

 

- ภาวะซึมเศร้า

  เมลาโทนินอาจทำให้อาการของโรคซึมเศร้าทรุดลงได้

 

- เบาหวาน

  เมลาโทนินจะเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดของผู่ป่วยโรคเบาหวาน

 

- ความดันโลหิตสูง

  เมลาโทนินสามารถเพิ่มความดันโลหิตของผู้ที่กำลังใช้ยาควบคุมความดัน

 

- ภาวะชักเกร็งผิดปกติ

  การใช้เมลาโทนินอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการชัก

 

- ผู้ที่รับการปลูกถ่ายอวัยวะ

  เมลาโทนินสามารถเพิ่มการทำงานของภูมิคุ้มกันและอาจะส่งผลเสียต่อการบำบัดในการกดภูมิคุ้มกันที่ต้องให้ผู้ป่วยกำลังปลูกถ่ายอวัยวะต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

 

วิธีกินอาหารเสริมเมลาโทนิน

อาหารเสริมเมลาโทนินควรกินในประมาณ 1 – 10 มิลลิกรัมต่อวัน อาหารเมลาโทนินแต่ละผลิตภัณฑ์ไม่เหมือนกัน ดังนั้นก่อนรับประทานควรอ่านฉลากอย่างละเอียด นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ไม่แนะนำให้เด็กและวัยรุ่นกินอาหารเสริมเมลาโทนิน

เพิ่มเมลาโทนินด้วยวิธีธรรมชาติ

- ก่อนเข้านอนควรหลีกเลี่ยงการดูโทรทัศน์ การใช้คอมพิวเตอร์ หรือ โทรศัพท์

- ปิดไฟในเวลานอน เนื่องจากการมีแสงไฟมากเกินไปสามารถลดการทำงานของสารเมลาโทนินในสมอง ซึ่งจะส่งผลต่อการหลับนอน

ด้วยความปรารถนาดีจาก mannature

ขอขอบคุณข้อมูลจาก sanook

น้ำมันจากธรรมชาติ

ในปัจจุบันผู้คนหันมารักสุขภาพกันมากและมักจะหลีกเลี่ยง “ไขมัน” น้ำมันจากธรรมชาติจึงถูกใช้ในชีวิตประจำวันของผู้คนเป็นอย่างมากในตอนนี้ เพราะเชื่อกันว่าน้ำมันที่มาจากธรรมชาตินั้นเป็นไขมันที่ดีต่อสุขภาพและช่วยลดน้ำหนักได้

 

ประเภทของน้ำมัน

 

1.น้ำมันจากพืช

     น้ำมันจากธรรมชาติมีคุณสมบัติที่ไม่เหมือนน้ำมันที่มาจากสัตว์ น้ำมันจากพืชส่วนใหญ่จะอุดมไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งมีองค์ประกอบทางเคมีที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าน้ำมันที่มาจากสัตว์ ไขมันไม่อิ่มตัวนี้จะไม่ค่อยเป็นไข แม้จะอยู่ในที่เย็นหรือนำไปแช่เย็นในตู้แช่แข็ง

 

2.น้ำมันจากสัตว์

     ในน้ำมันหมูจะอุดมไปด้วยกรดไขมันอิ่มตัว ซึ่งเป็นไขได้ง่ายเมื่ออากาศเย็นและยังมีกลิ่นเหม็นหืนได้ง่ายเมื่อทิ้งไว้ที่อุณหภูมิปกติ ไขมันจากสัตว์นอกจากจะมีไขมันอิ่มตัวแล้วยังมีคอเลสเตอรอล

 

ชนิดของน้ำมัน

 

1.น้ำมันมะกอก

     น้ำมันมะกอกเป็นน้ำมันที่มีกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวมากที่สุด ซึ่งจะช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีในร่างกาย น้ำมันมะกอกนิยมใช้ทำอาหารมี 3 ประเภท ได้แก่

- Extra virgin olive oil (ใช้ทำน้ำสลัด หรือ ซอสต่าง ๆ ที่ไม่ต้องผ่านความร้อน)

- Pure olive oil (ใช้ผัดอาหารแบบง่าย ๆ เช่น ผัดผัก ข้าวผัด ไม่เหมาะกับการใช้ทอดอาหารนาน ๆ)

- Light olive oil (นำมาใช้ทอดอาหารไม่เหมาะกับการนำมาทานสด ๆ ผสมสลัด หรือ ทำเป็นซอส)

 

2.น้ำมันถั่วเหลือง

     น้ำมันถั่วเหลืองมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวในระดับปานกลาง ไม่เป็นไขเมื่ออยู่ในอุณหภูมิต่ำ น้ำมันถั่วเหลืองเมื่อผ่านความร้อนอุณหภูมิสูงจะทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระได้ง่ายจึงใช้ปรุงอาหารที่ใช้ความร้อนปานกลาง นิยมนำมาทำน้ำสลัด ผัด หรือ มาการีน

 

3.น้ำมันเมล็ดทานตะวัน

     น้ำมันเมล็ดทานตะวัน คือ การนำเมล็ดทานตะวันมาบีบอัดให้เหลือแต่น้ำมัน น้ำมันเมล็ดทานตะวันมีเนื้อบางเบาและไร้กลิ่น แต่ผู้คนไม่นิยมใช้แม้จะมีประโยชน์อย่างมากมายเพราะมีราคาที่ค่อนข้างสูงจึงเหมาะกับผู้คนที่ต้องการรักสุขภาพ นิยมนำมาทำอาหารเพื่อสุขภาพ หรือ อาหารคลีน เช่น น้ำสลัด

 

4.น้ำมันรำข้าว

     น้ำมันรำข้าวเป็นน้ำมันจากธรรมชาติที่มาจากรำข้าว มีสารโอริซานอลเป็นสารที่มีแต่ในรำข้าว สารโอริซานอลจะช่วยต้านอนุมูลอิสระและช่วยป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นได้สูง จึงไม่ต้องใส่สารกันหืนในน้ำมันรำข้าว ส่วนคุณภาพทางโภชนาการของน้ำมันรำข้าวจะไม่แตกต่างกับน้ำมันถั่วเหลืองจึงทำให้ผู้คนนิยมนำมาใช้ทำอาหารเพื่อสุขภาพ

 

5.น้ำมันปาล์ม

     น้ำมันปาล์มเป็นน้ำมันพืชที่นิยมเป็นอย่างมาก ในการนำมาใช้ประกอบอาหารเช่นการทอดใช้น้ำมันเยอะ ๆ เนื่องจากมีกรดไขมันที่มีความอิ่มตัวมากกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่น ๆ จึงทำให้น้ำมันปาล์มมีกลิ่นหืนและไม่มีควันเมื่อทอดอาหารที่อุณหภูมิสูง รวมไปถึงราคานั้นไม่แพงและถูกกว่าน้ำมันจากธรรมชาติชนิดอื่น ๆ นิยมใช้ในการทำอาหาร แต่อุดมไปด้วยกรดไขมันอิ่มตัวสูงและมีกรดไลโนอีกต่ำกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่น ๆ ถ้ารับประทานเยอะ ๆ จะทำให้ไม่ดีต่อสุขภาพ ผู้คนนิยมนำไปทำเมนูทอด เช่น หมูทอด ไก่ทอด ปลาทอด

 

6.น้ำมันงา

     น้ำมันงาเป็นน้ำมันที่บริสุทธิ์ไม่ผ่านการฟอกสีและการต้มกลั่น ขบวนการผลิตน้ำมันงา คือ นำเมล็ดงามาบีบคั้นที่อุณหภูมิต่ำกว่า 45 องศาเซลเซียส จึงคงคุณค่าสารอาหารไว้ครบ เหมาะกับการปรุงอาหารที่ไม่ต้องใช้ความร้อนสูง หรือ ใส่ในอาหารปรุงสำเร็จรูปแล้วและสามารถนำไปใช้ปรุงอาหารที่ต้องผ่านความร้อน นิยมนำมาใช้ ผัด การจี่ หรือ หมัก ซึ่งจะช่วยให้อาหารมีกลิ่นหอมและเก็บไว้นานได้ไม่เหม็นหืน

 

7.น้ำมันคาโนลา

     น้ำมันคาโนลาเป็นน้ำมันนำเข้าสกัดจากเมล็ดของต้นคาโนลา ซึ่งต้นคาโนลาเป็นต้นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแคนาดา น้ำมันดอกคาโนลาเป็นน้ำมันอีกชนิดที่ทำมาเพื่อเหมาะกับคนที่รักสุขภาพ นิยมมาใช้ทำเค้ก ขนมปัง ลูกอม มาการีน

 

8.น้ำมันมะพร้าว

     น้ำมันมะพร้าวมีกรดไขมันอิ่มตัวสายกลาง หรือ เป็นน้ำมันที่มีขนาดโมเลกุลปานกลาง การกินน้ำมันมะพร้าวนั้นจะช่วยลดไขมันไม่ดีที่มีอยู่ในร่างกายและเป็นการเพิ่มไขมันดี สาเหตุจากการที่ขนาดโมเลกุลของน้ำมันมะพร้าวนั้นมีขนาดกลางสามารถย่อยได้อย่างรวดเร็ว สามารถเผาผลาญแคลอรีที่รับประทานเข้าไปจึงกลายเป็นการลดการสะสมไขมันภายในร่างกาย

 

9.น้ำมันหมู

     น้ำมันหมูเป็นที่มีกรดไขมันอิ่มตัวและไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวสูง ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลไม่ดี (LDL) และเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลดี (HDL) ทนความร้อนและไม่เปลี่ยนเป็นไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดโรคมะเร็งและโรคหัวใจ ผู้คนนิยมนำมาใช้เมนูผัดและเมนูทอด

 

น้ำมันจากธรรมชาติมักจะให้ผลดีต่อร่างกายเหมาะกับผู้คนที่รักสุขภาพและดูแลร่างกายอยู่อย่างสม่ำเสมอ ทำให้อาหารการกินของเราดีขึ้นถ้าเลือกน้ำมันดี ๆ จะทำให้ไขมันไม่ดีในร่างกายของเรานั้นสลายหายไปได้ค่ะ

ด้วยความปรารถนาดีจาก mannature

ขอขอบคุณข้อมูลจาก wongnai

กีฬาเล่นได้ทุกวันแม้หน้าฝน

     สำหรับใครหลาย ๆ คนที่ชื่นชอบการออกกำลังกายแต่มีอุปสรรคในการออกกำลังกาย คือ ฝน ทำให้เราไม่สามารถออกไปเล่นกิจกรรมกลางแจ้งได้ ฝนตกอาจจะทำให้ไม่สบายและเกิดอุบัติเหตุตอนเล่นกีฬาได้อีกด้วย วันนี้เรามีกีฬาที่สามารถเล่นได้ในฤดูฝน เราไปดูกันว่ามีกีฬาอะไรบ้าง

 

1.แบดมินตัน

     แบดมินตันเป็นกีฬาที่ต้องใช้สมรรถภาพร่างกายที่ดี ทั้งด้านความแข็งแรง ความอดทน การทำงานสัมพันธ์กันของประสาทกับระบบกล้ามเนื้อ พลังความยืดหยุ่นของอวัยวะต่าง ๆ ความคล่องตัว ฯลฯ ด้วยองค์ประกอบหลายอย่างนี้จึงจำเป็นว่าคนที่จะสามารถเล่นแบดมินตันได้ต้องมีร่างกายที่แข็งแรง อวัยวะทุกส่วนได้รับการพัฒนาอยู่เสมอโดยเฉพาะข้อมูล ขา แขน และสายตา กีฬาประเภทนี้ต้องอาศัยความฉลาดและไหวพริบสูงจึงสนุกมากเมื่อได้เล่นกับคู่แข่งที่มีชั้นเชิงพอ ๆ กัน แค่เลือกคอร์ตในร่มก็สนุกกับการแข่งขันชิงไหวพริบกับเพื่อนในแก๊งได้แล้ว

 

2.เต้นซุมบ้า

     การออกกำลังกายเต้นซุมบ้า คือ การออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่ผสมผสานท่าเต้นสไตล์ลาตินอเมริกา เวลาเต้นจึงเหมือนกับการที่เราได้ระบำหน้าท้อง แอโรบิก และฮิปฮ็อปไปด้วยกัน แถมเสียงเพลงลาตินที่เร้าอารมณ์ยังทำให้เราอยากเต้นซุมบ้าเป็นการออกกำลังกายที่สนุกสนานและถ้าได้เต้นซุมบ้าไปกับเพื่อน ๆ ยิ่งทำให้เพลิดเพลินไปด้วย ทำให้เราออกกำลังกายได้นานขึ้นแบบไม่รู้สึกเบื่อหน่ายและยังสามารถเผาผลาญไขมันได้ดี

 

3.ชกมวย

     ชกมวย คือ กิจกรรมที่มาพร้อมกับความมันส์ สนุกสนาน และเผาผลาญได้ในเวลาเดียวกัน เพราะเป็นกีฬาที่เรียกเหงื่อได้อย่างมากเพราะใช้ร่างกายเกือบทุกส่วนทั้งแขน ขา ลำตัว จึงช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้ดี ส่วนเรื่องสถานที่ส่วนใหญ่ค่ายมวยจะอยู่ในร่ม เรื่องฝนจึงไม่เป็นปัญหากับกีฬาประเภทนี้ เอาความอึดอัดและความเครียดจากที่ทำงานไประบายอารมณ์โดยการชก เตะ ต่อย ให้หายเครียดกับงานกันดีกว่า

 

4.ปีนหน้าผาจำลอง

     ปีนหน้าผาจำลอง คือ การท้าทายความแข็งแรงและจิตใจเพราะต้องจับ เกาะ ยึดเหนี่ยวและโหนตัวไปบนหน้าผาที่ทั้งสูงและเสียว  นอกจากจะได้เหงื่อแล้วได้ความตื่นเต้นและไหวพริบมากขึ้น คนที่ชอบความท้าทายเลือกหน้าผาจำลองในยิมหรือศูนย์กิจกรรมไปประลองกับแก๊งเพื่อนดูก็ได้ รับลองว่าทั้งสนุกและท้าทายอย่างมาก

 

5.ฟุตซอลในร่ม

     การเล่นฟุตซอลในร่มถ้าเราลองเปลี่ยนมาเล่นในร่มก็สนุกไม่แพ้กัน แถมยังไม่เปียกฝนเมื่อฝนตกอีกด้วย ไปเสียเหงื่อกับแก๊งเพื่อนได้อย่างไม่ต้องกังวลอะไรกันดีกว่า

 

     การออกกำลังกายนั้นดีต่อสุขภาพ ไม่จำเป็นว่าเราต้องออกกำลังกายกลางแจ้งเพียงอย่างเดียว ในสถานการณ์หน้าฝนแบบนี้กีฬาในร่มก็สร้างประโยชน์ได้ไม่แพ้กัน

ด้วยความปรารถนาดีจาก mannature

ขอขอบคุณข้อมูลจาก generail

ไข้เลือดออก โรคที่ควรระวังในหน้าฝน

ช่วงหน้าฝนในประเทศไทยกำลังใกล้เข้ามา แต่ไม่ได้มาแค่ฝนแต่ยังพาโรคไข้เลือดออกมาระบาดหนักในตอนนี้อีกด้วย ซึ่งอธิบดีกรมควบคุมโรคได้ออกมาเตือนว่า ขณะนี้มีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกสูงกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันแล้ว 30 รายและมีผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันประมาณ 23,000 ราย กรุงเทพฯจัดอยู่ในพื้นที่น่าเป็นห่วง

 

สาเหตุ

 

1.เชื้อไวรัสเดงกีที่ทำให้เกิดไข้เลือดออกมี 4 สายพันธุ์ ซึ่งในประเทศไทยถือว่าโรคไข้เลือดออกเป็นโรคประจำถิ่น มีครบทุกสายพันธุ์ หากติดเชื้อสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งจะทำให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานสำหรับสายพันธุ์นั้นได้ตลอดชีวิต แต่ป้องกันสายพันธุ์อื่นได้ไม่เกิน 1 ปี ดังนั้นคนคนหนึ่งยังสามารถติดเชื้อสายพันธุ์ที่เหลือได้และการติดเชื้อครั้งที่ 2 นี้ มักจะเกิดอาการรุนแรงกว่าการติดเชื้อครั้งแรก

 

2.สำหรับคนที่เคยเป็นโรคไข้เลือกออกมาก่อนนั้นก็สามารถเป็นซ้ำได้ หากไม่ได้ป้องกันยุงลายกัดหรือไม่ได้กำจัดลูกน้ำและทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายที่เป็นภาชนะใส่น้ำหรือภาชนะที่มีน้ำขัง

 

3.โรคนี้จะชุกชุมในฤดูฝน ในกรุงเทพฯและเมืองใหญ่ ๆ อาจพบโรคนี้ได้ตลอดปี การที่มีโรคนี้ชุกชุมในฤดูฝนเพราะมีจำนวนยุงเพิ่มมากขึ้นและการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและความชื้นจะมีผลต่อจำนวนครั้งของการกัด

 

4.โรคไข้เลือกออกเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อเดงกีมีการระบาดอยู่แล้ว 4 สายพันธุ์ดั้งเดิม ซึ่งการระบาดของสายพันธุ์ไหนจะมากกว่ากันอยู่ที่พื้นที่ บางครั้งอาจเกิดความเข้าใจกันไปว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งแท้จริงเป็นสายพันธุ์ที่มีอยู่แล้วในไทย

 

5.โรคนี้เกิดได้ทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความหลากหลายของอุณหภูมิการเก็บกักน้ำใช้ในภาวะแล้ง หากไม่ถูกวิธีปิดฝาไม่สนิทอาจกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายได้ ไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อเดงกี มียุงลายบ้านและยุงลายสวนเป็นพาหะนำโรค คนเป็นโรคไข้เลือดออกก็เป็นตัวกลางการแพร่เชื้อ

 

แหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย

 

1.ยุงลายเป็นตัวการสำคัญในการนำโรคไข้เลือดออกในประเทศไทย ยุงลายชอบอาศัยอยู่ตามบ้านเรือน บริเวณรอบ ๆ บ้าน หรือ ภายในบ้าน แหล่งเพาะพันธุ์ ได้แก่ ภาชนะที่มีน้ำขังค่อนข้างสะอาด เช่น ตุ่มน้ำ ยางรถยนต์เก่า ๆ กระป๋อง ฯลฯ ช่วงเวลาที่ยุงชอบออกหากินที่สุด คือ ช่วงเช้าเวลาประมาณ 9.00 – 11.00 และช่วงบ่ายเวลาประมาณ 14.00 – 16.00

 

2.นิสัยของยุงแตกต่างจากแมลงชนิดอื่น ๆ ส่วนใหญ่แล้วยุงตัวผู้จะออกจากลูกน้ำก่อน หลังจากยุงตัวเมียออกจากลูกน้ำไม่นานก็จะผสมพันธุ์กันได้ นับว่าเป็นสัตว์ที่ผสมพันธุ์ได้ในเวลาอันรวดเร็ว

 

3.ยุงตัวเมียเท่านั้นที่จะดูดกินเลือด ตัวเมียจะบินได้ไกลและมีชีวิตยาวนานกว่าตัวผู้ ความสามารถและลักษณะของยุงนั้นไม่เหมือนกัน บางชนิดบินได้ไกล บางชนิดกินเลือดสัตว์ บางชนิดกินเลือดคน บางชนิดออกหากินกลางวัน บางชนิดออกหากินกลางคืน

 

4.วงจรชีวิตของยุงจะมีระยะเวลา 1-2 เดือน แต่บางทีสภาพภูมิอากาศไม่อำนวย ชีวิตของยุงก็อาจจะสั้นเข้ามาอีกตามสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป

 

อาการ

 

1.โรคนี้จะเกิดในเด็กและผู้ใหญ่ไม่ต่างกัน อาการก็คือ มีไข้สูงมาก กินยาแล้วไข้ไม่ลด อาจมีจุดเลือดออกเล็ก ๆ สีแดงที่ผิวหนังกระจายตามตัว เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน แต่ในผู้ใหญ่มักจะมีอาการปวดศีรษะ ปวดกระบอกตามมาก มักเป็นรุนแรงกว่าเด็กและจะมาพบแพทย์ช้าเพราะไม่คิดว่าตนเองจะเป็นโรคไข้เลือดออก มักจะไปซื้อยาทานเองเมื่อรู้ว่าตนเองเป็นไข้หรือไม่สบายตัว ทำให้อาการหนัก รวมทั้งมักใช้ยาที่มีฤทธิ์แรงทั้งแก้ปวดและลดไข้ ทำให้ระคายเคืองและมีเลือดออกมาในกระเพาะอาหาร

 

2.ตามปกติทั่วไปหลังจากมีอาการไข้แล้วไข้เริ่มลดลงแสดงว่าอาการดีขึ้น แต่ในโรคไข้เลือดออกในระยะที่ไข้ลดลงจะเป็นช่วงที่มีอันตรายมาก สังเกตว่าหากระยะที่ไข้ลดลงแต่ผู้ป่วยยังมีอาการซึม อ่อนเพลีย มีอาการปวดท้อง แม้จะรู้สึกตัวดี พูดคุยได้ กินอาหารได้ จะต้องรีบพาไปพบแพทย์ เพราะหากไม่รีบไปพบแพทย์ภายใน 10-12 ชั่วโมง อาจเกิดอาการช็อค มีอาการตับวาย ไตวายแทรกซ้อน จนเสียชีวิตได้

 

3.ระยะไข้ ทุกรายจะมีไข้สูงเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ส่วนใหญ่ไข้จะขึ้นสูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส ไข้อาจสูงถึง 40-41 องศาเซลเซียส ซึ่งบางรายอาจมีชักเกิดขึ้นโดยเฉพาะในเด็กที่เคยมีประวัติชักมาก่อน หรือ ในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน ผู้ป่วยมักจะมีหน้าแดง อาจตรวจพบคอแดงได้ แต่ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะไม่มีอาการน้ำมูกไหล หรือ อาการไอ ซึ่งช่วยในการวินิจฉัยแยกโรคจากหัดในระยะแรกและโรคระบบทางเดินหายใจได้ เด็กโตอาจบ่นว่าปวดศีรษะ ปวดรอบกระบอกตา ในระยะไข้นี้ อาการทางระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อย คือ เบื่ออาหาร บางรายอาจมีอาการปวดท้องร่วมด้วย ซึ่งในระยะแรกจะปวดโดยทั่ว ๆ ไปและอาจพบมีผื่นแดงซึ่งมีลักษณะคล้ายผื่นหัดเยอรมันได้

 

4.อาการเลือดออกที่พบบ่อยที่สุด คือ ที่ผิวหนัง โดยจะตรวจพบว่า เส้นเลือดเปราะ แตกง่าย การทำทดสอบให้ผลบวกได้ตั้งแต่ 2-3 วัน แรกของโรค ร่วมกับมีจุดเลือกออกเล็ก ๆ กระจายอยู่ตามแขน ขา ลำตัว อาจมีเลือดกำเดาหรือเลือดออกตามไรฟัน ในรายที่รุนแรงอาจมีอาเจียนและถ่ายอุจจาระเป็นเลือดซึ่งเป็นจะเป็นสีดำ อาการเลือดออกในทางเดินอาหาร

 

5.ระยะวิกฤต/ช็อก เป็นระยะที่มีการรั่วของพลาสมาซึ่งจะพบทุกรายในผู้ป่วยไข้เลือดออกเดงกี โดยระยะรั่วจะมีประมาณ 24-48 ชั่วโมง ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยไข้เลือดออกเดงกีจะมีอาการรุนแรง มีภาวการณ์ไหลเวียนโลหิตล้มเหลวเกิดขึ้น เนื่องจากมีการรั่วของพลาสมาออกไปยังช่องปอดหรือช่องท้องมาก ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับที่มีไข้ลดลงอย่างรวดเร็ว

 

6.ในรายที่ไม่รุนแรง เมื่อไข้ลดลง ผู้ป่วยอาจจะมีมือเท้าเย็นเล็กน้อยร่วมกับมีการเปลี่ยนแปลงของชีพจรและความดันโลหิต ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงในระบบไหลเวียนของโลหิต เนื่องจากมีการรั่วของพลาสมาออกไป แต่รั่วไม่มากจึงไม่ทำให้เกิดภาวะช็อก ผู้ป่วยเหล่านี้เมื่อให้การรักษาในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ก็จะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

7.ระยะฟื้นตัว ระยะฟื้นตัวของผู้ป่วยค่อนข้างเร็ว ในผู้ป่วยที่ไม่ช็อก เมื่อไข้ลดส่วนใหญ่ก็จะดีขึ้น ส่วนผู้ป่วยช็อกถึงแม้จะมีความรุนแรง ถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกต้องก่อนจะเข้าสู่ระยะรุนแรง จะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

 

อาการไข้เลือดออกในช่วงแรกไข้สูงคล้ายไข้หวัดใหญ่ การรักษาใช้การเช็ดตัวหากจำเป็นต้องให้ใช้ยาลดไข้ ควรใช้ยาพาราเซตามอล ห้ามใช้แอสไพริน หากพบจุดเลือดออกเล็ก ๆ กระจายตามลำตัวควรพบแพทย์ สำหรับโรคไข้เลือดออกการป้องกันที่ดีที่สุด คือ หลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกยุงกัดและกำจัดแหล่งน้ำขังในบ้านซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายให้หมดไป

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

ขอขอบคุณข้อมูลจาก bangkokhospital

“เซเลอรี่” ดื่มอย่างไรให้ได้ประโยชน์

เซเลอรี่ หรือ ขึ้นฉ่ายฝรั่ง เป็นเทรนด์เพื่อสุขภาพที่กำลังเป็นที่นิยมในต่างประเทศ โดยมีคำเคลมขึ้นมาว่า “เพียงคุณดื่มน้ำขึ้นฉ่ายฝรั่ง วันละ 16 ออนซ์เท่านั้น มันจะเปลี่ยนชีวิตคุณไปเลย”

 

เทรนด์นี้เกิดขึ้นมาจาก Anthony William ผู้เขียนหนังสือขายดีชื่อว่า Medical Medium โดยนักโภชนาการคนนี้ได้พยายามแนะนำคนรอบข้างดื่มน้ำขึ้นฉ่ายฝรั่งสกัดวันละแก้ว เพื่อบำบัดรักษาความเจ็บป่วยเรื้อรังต่าง ๆ มาเป็นเวลานานกว่า 10  ปี เสียงจากผู้ที่ลองดื่มน้ำขึ้นฉ่ายฝรั่งสกัดเป็นประจำนั้นต่างบอกกันว่าสุขภาพดีขึ้น บางคนป่วยเป็นภูมิแพ้ก็บรรเทาลง บางคนดื่มแล้วหน้าใสไกลสิว เพราะร่างกายภายในดี หลาย ๆ คนรู้สึกได้ว่าอาการเจ็บป่วยทุเลาลงอย่างรวดเร็ว ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น มีพลัง กระปรี้กระเปร่าไปทั้งวันและสรรพคุณอื่น ๆ อีกมากมาย

 

เซเลอรี่

 

เซเลอรี่เป็นผักที่มีลำต้นและใบคล้ายผักชี แต่มีขนาดใหญ่กว่าขึ้นฉ่ายในท้องตลาดมีอยู่ 2 พันธุ์ คือ ขึ้นฉ่ายจีนและขึ้นฉ่ายฝรั่ง ขึ้นฉ่ายจีนมีก้านใบเรียวเล็ก ใบสีเขียวเข้มและกลิ่นฉุนกว่า ใช้ประกอบอาหารประเภทยำ ผัด แกงจืด ส่วนขึ้นฉ่ายฝรั่งหรือเซเลอรี่ มีก้านใบอวบหนาสีอ่อนกว่าพันธุ์จีน เนื้อกรอบ นิยมใส่ในสลัด ซุป ขึ้นฉ่ายฝรั่งเป็นอาหารที่ให้พลังงานต่ำ เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก เพราะก้านใบหนานั้นมีน้ำและเส้นใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก เส้นใยเหล่านี้ช่วยเพิ่มปริมาณกากอาหารในลำไส้ ทำให้อิ่มได้นาน ขึ้นฉ่ายฝรั่งมีแร่ธาตุสำคัญหลายชนิด เช่น แคลเซียมสูงเหมาะสำหรับสตรีมีครรภ์และเด็กที่เป็นโรคกระดูกอ่อน มีโซเดียมต่ำเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคไต มีโพแทสเซียมซึ่งมีฤทธิ์ขับปัสสาวะอ่อน ๆ ช่วยลดอาการบวมน้ำและปรับระดับความดันโลหิตช่วยเร่งกระบวนการกำจัดของเสียออกจากร่างกาย รวมถึงกำจัดกรดยูริกที่สะสมตามข้อ อันเป็นสาเหตุของโรคเกาต์ด้วย

 

สรรพคุณของเซเลอรี่

 

1.เซเลอรี่มีวิตามินซีช่วยป้องกันโรคหวัด โรคภูมิแพ้ ช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใสและช่วยเสริมสร้างให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงยิ่งขึ้น

 

2.เซเลอรี่มีสารเบต้าแคโรทีนซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและโรคมะเร็งรังไข่ สารเบต้าแคโรทีนนั้นเมื่อย่อยสลายแล้วจะได้เป็นวิตามินเอ ซึ่งจะช่วยในการมองเห็นทำให้ดวงตามีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

3.เซเลอรี่มีแคลเซียมช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง แก้ปวดเมื่อยตามร่างกายและข้อกระดูก บำรุงเส้นเอ็น ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้อีกด้วย

 

4.เซเลอรี่มีโพแทสเซียมสูงจึงช่วยลดอาการบวมน้ำและลดอาการท้องอืดได้ ก้านและใบมีฤทธิ์ขับปัสสาวะอ่อน ๆ ช่วยเร่งกระบวนการกำจัดของเสียออกจากร่างกาย

 

5.เซเลอรี่มีสารเอพิจีนิน ซึ่งมีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายลดความกังวลและยังช่วยให้หลับสนิท

 

6.เซเลอรี่มีสารฟีนอลิก สารฟลาโวนอยด์และสารไฟโตสเตอรอล มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยป้องกันมะเร็ง ชะลอการแก่ก่อนวัย สารฟลาโวนอยส์สามารถยับยั้งและป้องกันการเกิดมะเร็งได้และช่วยเสริมสร้างการทำงานของหลอดเลือด ช่วยควบคุมความดันโลหิต

 

7.เซเลอรี่ช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด กำจัดคอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) จึงช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย

 

8.เซเลอรี่มีสารไฟโตนิวเทรียนท์จึงช่วยเสริมสร้างระบบย่อยอาหารล้างสารพิษที่ตกค้างในเลือดและสิ่งสกปรกที่ตกค้างในร่างกาย

หากจะเริ่มดื่มน้ำผักเพื่อสุขภาพก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดี ถึงแม้ว่าจะไม่มีการวิจัยจากแพทย์ที่ชัดเจนว่าช่วยรักษาโรคได้อย่างมากมายได้จริงหรือไม่ แต่สรรพคุณของขึ้นฉ่ายฝรั่งที่เห็นผลได้อย่างแน่ชัดก็คือ ในขึ้นฉ่ายมีไฟเบอร์สูง หากรับประทานหรือดื่มไปแล้วรับรองว่าช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นอย่างแน่นอน

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

ขอบคุณข้อมูลจาก Today Line

ประโยชน์ของไข่

ประโยชน์ของการพอกหน้าด้วยไข่ขาวช่วยอะไร ประโยชน์ของการพอกหน้าด้วยไข่ขาวนั้นแบ่งออกเป็น สองข้อหลักดังนี้

 

1.บำรุงผิว ในไข่ล้วนมีสารอาหารที่ดีต่อผิว ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน โพแทสเซียม ไรโบฟลาวิน แมกนิเซียม ซึ่งสารอาหารเหล่านี้ส่งผลดีต่อผิวหลายประการ ทั้งช่วยให้ ผิวดูเต่งตึง ช่วยลดเลือนริ้วรอย รูขุมขนกระขับ ช่วยลดความมันบนใบหน้า ช่วยให้ผิวหน้านุ่มเนียนชุ่มฉ่ำ

 

2.ลอกสิว เป็นประโยชน์ที่อาจจะนำมาใช้กันเป็นเหตุผลหลักมากกว่าบำรุงผิวเสียอีก เมื่อไข่ขาวแห้งจะจับตัวเป็นแผ่น ซึ่งเมื่อลอกออกจำทำให้ สิวเสี้ยน และเซลล์ผิวหนังเก่า หลุดออกมาด้วย นอกจากจะลอกสิวได้ผลแล้ว ยังช่วยบำรุงผิวหลังจากการลอกด้วยคุณค่าที่กล่าวไปแล้วในข้อ 1 อีกด้วย

 

ข้อควรระวังในการพอกหน้าด้วยไข่ขาว

สิ่งที่ควรระวังคือไข่ บางครั้งไข่ดิบอาจจะมีเชื้อโรคหรือแบคทีเรียได้ ดังนั้นไม่ควรพอกหน้าด้วยไข่ขาวหากผิวหน้าคุณมีสิวอักเสบหรือแผลเปิดอยู่ และควรระวังไม่ให้เข้าตา คุณอาจจะมองหาไข่ไก่เกรดคุณภาพแบบที่กินดิบได้ หรือจะใช้มาส์กไข่ขาวแบบที่เป็นหลอดเครื่องสำอางแล้วเพื่อความปลอดภัยก็ได้

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

ขอบคุณข้อมูลจาก iimpak

“ภาวะวูบหมดสติ” สัญญาณอันตราย

ภาวะวูบหมดสติ (Syncope) เป็นอาการสูญเสียความรู้สึกตัว และการทรงตัวชั่วคราว โดยทั่วไปเกิดจากเลือดไปเลี้ยงสมองลดลง

 

สาเหตุของภาวะวูบหมดสติ

- เกิดจากการกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติผิดปกติ (Vasovagal Syncope)

- เกิดจากภาวะโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ

- เกิดจากภาวะร่างกายขาดน้ำ หรือเสียน้ำมาก และจากยาบางชนิด

- เกิดจากการกระตุ้นของระบบประสาทอัตโนมัติผิดปกติชั่วคราว อาจถูกกระตุ้นในสถานการณ์ต่างๆ ได้ เช่น การขับปัสสาวะ การขับถ่ายอุจจาระ การกลืนอาหาร การไอ จาม การถูกเจาะเลือด และการฉีดยา เป็นต้น

 

ขั้นตอนการรับมือกับภาวะวูบหมดสติ

- เมื่อพบผู้ป่วยช่วยเหลือด้วยการพานั่ง หรือนอนราบ ในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก

- รีบขอความช่วยเหลือหรือโทรแจ้งเพื่อนำตัวส่งโรงพยาบาล เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย หาสาเหตุ และการรักษาให้ตรงกับสาเหตุที่ก่อโรค โดยแพทย์จะตรวจประเมินร่างกายเบื้องต้น ตรวจพิเศษทางระบบหัวใจหลอดเลือด และตรวจพิเศษทางระบบประสาทอัตโนมัติ

 

วิธีป้องกันภาวะวูบหมดสติ

- รับประทานอาหารให้ถูกสัดส่วน

- ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

- พักผ่อนอย่างเพียงพอ

- และดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอต่อวัน

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

4 วิธีง่ายๆ เพิ่ม “ภูมิคุ้มกันโรค”

หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงมากๆ อาหารที่มีไขมันสูง จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานด้อยประสิทธิภาพลง และยังทำงานได้เชื่องช้าลงกว่าปกติด้วย เพราะฉะนั้นควรทานอาหารไขมัน (คอเลสเตอรอล) ต่ำ จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงแนะนำให้ลดการทานไขมันทรานส์ ที่พบในน้ำมันสัตว์ที่ใช้ซ้ำๆ เนยเทียม มาการีน และเพิ่มไขมันดีอย่าง น้ำมันมะกอก ปลาแซลมอน อะโวคาโด ฯลฯ ให้กับร่างกายแทน

 

1.ทานโปรตีนให้มากๆ

โปรตีนช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกาย ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ แล้วยังมีกรดอะมิโนที่ช่วยเพิ่มการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในการต่อต้านเชื้อโรคต่างๆ ไม่ให้เข้ามาทำร้ายร่างกาย ซึ่งผู้หญิงควรทานโปรตีนราว 50 กรัมต่อวัน (หากกำลังตั้งครรภ์ควรทานโปรตีนราว 60-75 กรัมต่อวัน) ผู้ชายสามารถทานได้มากกว่านี้อีกเล็กน้อย แต่อย่าลืมเลือกโปรตีนไขมันต่ำ เช่น ไก่ ปลา ไข่ ถั่ว เนื้อวัวที่เป็นส่วนมีไขมันน้อย และผลิตภัณฑ์ที่มาจากถั่วเหลือง เป็นต้น

 

2.ทานอาหารให้ได้ 3 สีใน 1 มื้อ

การทานอาหารให้หลากหลาย ช่วยให้เราได้สารอาหารที่หลากหลายและครบถ้วน ดังนั้นการเลือกทานผักที่มีสีเขียว แดง เหลือง ขาว โดยเฉพาะผักสีส้ม เหลือง แดง ที่มีแคโรทีนอยด์อยู่มาก จะช่วยให้เซลล์ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อต้านเชื้อโรคได้ดียิ่งขึ้น หากไม่สามารถทานอาหารที่มีสีมากมายใน 1 มื้อได้ ให้เลือกทานเป็นมื้อๆ ไปก็ได้

 

3.กินแบคทีเรียที่ดี

ดร. Gregor Reid นักวิทยาศาสตร์ประจำสถาบันวิจัยสุขภาพ Lawson ในลอนดอน และแคนาดา กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีแบคทีเรียที่ดีต่อสุขภาพอย่าง พรีไบโอติกส์ ช่วยป้องกัน และลดปัญหาที่อาจเกิดในการทำงานของระบบทางเดินอาหาร ระบบปัสสาวะและอวัยวะสืบพันธุ์ และโรคต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากระบบทางเดินหายใจได้ พรีไบโอติกส์สามารถหาได้ใน โยเกิร์ต นมเปรี้ยว กิมจิ เป็นต้น

 

4.นอนอย่างมีคุณภาพ

การพักผ่อนอย่างเพียงพอ (ใช้เวลานอนราวๆ 7-9 ชั่วโมงต่อคืน) จะทำให้เซลล์ภูมิคุ้มกันโรคที่แข็งแรงและพร้อมทำงานมากกว่าคนที่พักผ่อนน้อย หากอยากจะนอนให้ได้เร็วๆ และหลับสนิทตลอดคืน อย่าลืมหรี่ไฟในห้องลงเล็กน้อย (หรืออาจปิดไฟนอนเลยก็ได้) เปิดแอร์หรือพัดลมไม่ให้ร้อนเกินไป และให้ห้องอยู่ในความเงียบสงบตลอดทั้งคืนด้วย

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

ประโยชน์ของ “ช็อคโกแลต”

ช็อกโกแลต ถือเป็นอาหารทานเล่นที่ได้รับความนิยมอันดับต้น ๆ เนื่องจากความสะดวกสะบายในการพกพาและรสชาติที่อร่อยถูกใจคนส่วนมาก  แต่บางคนก็คิดว่า ช็อกโกแลต หวานๆแบบนี้ ไม่ดีต่อสุขภาพแน่ๆ ไหนจะกลัวอ้วน หรือกินแล้วสิวขึ้นอีกด้วย แต่คุณอาจจะคิด

 

  • 'ช็อคโกแลต' ที่ส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกายควรมีปริมาณโกโก้ 70% ขึ้นไป เพราะหากทาน 'ช็อกโกแลต' ที่มีรสหวานมากก็อาจเป็นตัวทำร้ายสุขภาพของเราเสียเอง เพราะฉะนั้นควรทานในปริมาณที่เหมาะสม

ประโยชน์ของช็อคโกแลต

  • ดีต่อผิวพรรณ สารฟลาโวนอยด์ในช็อคโกแลตสามารถช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด 
  • ช่วยในการลดน้ำหนัก การทานดาร์กช็อคโกแลตชิ้นเล็ก ๆ  ก่อนมื้ออาหาร 20 นาที จะช่วยลดปริมาณการทานของมื้อนั้น ๆ และของว่างระหว่างมื้ออาหารได้ 
  • อุดมไปด้วยแร่ธาตุ อาทิเช่น ธาตุเหล็ก , โพแทสเซียม , สังกะสี , ซีลีเนียม 
  • ช่วยลดคอเลสเตอรอล โกโก้ช่วยลดระดับของคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี และช่วยเพิ่มระดับของคอเลสเตอรอลดี ทำให้ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ช่วยลดความเครียด ภายในช็อคโกแลตนั้นมีสารฟีนิลเอทิลเอมีน (PEA) ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่งสารเอ็นโดฟีนออกมา 
  • ระบบหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ช็อคโกแลตช่วยฟื้นฟูความยืดหยุ่นของหลอดเลือดแดงและป้องกันเซลล์เม็ดเลือดขาวเกาะผนังหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยในผู้ป่วยหลอดเลือดแดงอุดตัน 
  • ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง ผลวิจัยจากประเทศฟินแลนด์ พบว่าการบริโภคช็อคโกแลตสามารถลดความเสี่ยงและความทุกข์ทรมานจากโรคหลอดเลือดสมอง 
  • ป้องกันโรคเบาหวาน ตัวโกโก้ภายในดาร์กช็อกโกแลตสามารถช่วยปรับปรุงความไวต่ออินซูลินในร่างกายให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม
  • ป้องกันการเกิดมะเร็ง เพราะพิสูจน์แล้วว่า สารที่พบในช็อกโกแลต เป็นสารชนิดเดียวกันกับ สารที่พบใน ผัก ผลไม้ และไวน์แดง
  • ดีต่อสมอง สารฟลาโวนอยด์ภายในช็อคโกแลตช่วยลดการสูญเสียความจำในผู้สูงอายุ แถมยังช่วยรักษาอาการบาดเจ็บหรือกระทบกระเทือนทางสมองด้วย 

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

ใส่ใจออร์แกนิค บอกลาสารเคมี

ปัจจุบันสินค้าออร์แกนิคเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก เพราะการบริโภคสินค้าออร์แกนิคนั้นช่วยเรื่องสุขภาพและไม่มีสารเคมีตกค้างสู่ร่างกาย เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย

  1. GOODBYE CHEMICALS, HELLO NATURAL : ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการสินค้าที่สดใหม่ มาจากธรรมชาติที่ไม่ปรุงแต่ง เพราะในปัจจุบันผู้บริโภคไม่กลัวที่จะต้องจ่ายเงินให้กับผลิตภัณฑ์คุณภาพดี ๆ อีกต่อไป เนื่องจากผู้บริโภคยุคใหม่จะพิจารณาซื้อสินค้าจากคุณภาพที่สามารถตอบโจทย์และให้ประโยชน์ต่อร่างกายได้มากที่สุด รวมถึงกระบวนการผลิตที่ต้องน่าเชื่อถือ ซึ่งในอนาคตผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มคงจะต้องนำส่วนผสมจากพืชพรรณธรรมชาติมาใช้แล้ว
  2. Localisation : สินค้าจากท้องถิ่นทำมห้ดูมีเรื่องราว มีความสดใหม่จากธรรมชาติ คุณภาพ ความสะอาด และความเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ส่งจากผู้ผลิตถึงผู้บริโภคโดยตรง โดยใช้กำลังการผลิตในครัวเรือน ผลิตในปริมาณไม่มาก อยู่ไม่ไกลจากพื้นที่นัก และมีเรื่องราวที่น่าสนใจ และสร้างสรรค์ เช่น เนยอินเดีย, ช็อกโกแลตแมกซิกัน, งาดำตาฮิติ เป็นต้น
  3. Transparency : สินค้าต้องมีความโปร่งใส ระบุข้อมูลครบถ้วนอย่างตรงไปตรงมา และจริงใจกับผู้บริโภค ปัจจุบันการจริงใจกับผู้บริโภคนั้นกลายมาเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากผู้บริโภคต้องการข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ชัดเจนในทุกแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นส่วนผสม สารประกอบที่สำคัญ แหล่งผลิต กระบวนการเพาะปลูก ราคาที่ชัดเจน การรับประกันสุขภาพ ไปจนถึงผลกระทบที่จะเกิดกับสิ่งแวดล้อมและโลก ที่สำคัญที่สุดคือกระบวนการที่ได้มาตรฐานและความสะอาดจะกลายเป็นปัจจัยที่ทุกประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญ
  4. Blurred line between food and drugs : ทานอาหารให้เป็นยา ในโลกยุคใหม่ มีนวัตกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่ให้คุณค่าทางโภชนาการและใส่ส่วนผสมที่บำรุงร่างกาย ตลอดจนรักษาโรคบางชนิดไว้ด้วย รวมถึงกลุ่มอาหารเสริมสุขภาพ และเสริมความงามที่ได้รับความนิยมต่อเนื่อง
  5. Sweeter Balance : ความสมดุลความหวานกับสุขภาพ ใช้สารให้ความหวานจากธรรมชาติแทนน้ำตาล เช่น หญ้าหวาน เป็นต้น ผู้บริโภคยังคงต้องการอาหารที่มีรสชาติอร่อย แต่ปัจจุบันมีสารให้ความหวานจากธรรมชาติหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นหญ้าหวาน เด็กซ์โตรส หรืออื่น ๆ เนื่องจากความใส่ใจของผู้บริโภคในด้านความสมดุลระหว่างรสชาติหวานหอมอร่อยและสุขภาพ ทำให้เกิดการขับเคลื่อนนวัตกรรมใหม่ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล เพื่อช่วยลดความแปรปรวนของระดับน้ำตาลในร่างกาย ระดับพลังงานให้สมดุลมากยิ่งขึ้น รวมถึงผู้ป่วยโรคเบาหวานก็สามารถทานได้
  6. Seed of Change : ผู้บริโภคให้ความสนใจในเมล็ดพันธุ์ต่างๆ และนำมาต่อยอดมากขึ้น อย่างเมล็ดเจียและควินัวนั้น กลายเป็นใบเบิกทางให้แก่เมล็ดพันธุ์อื่น ๆ นำมาซึ่งรสชาติ สัมผัส ของธรรมชาติที่หลายหลาย แถมให้ประโยชน์ต่อร่างกายและมีโปรตีนสูง จนปัจจุบันทำให้บริษัทต่าง ๆ นำมาต่อยอดในรูปแบบต่าง ๆ เช่นการสกัดเป็นน้ำมัน เป็นผง ตลอดจนนำมาแปรรูปเพื่อแทนที่อาหารแบบเดิม เช่น แป้งเด็กจากธัญพืช เส้นสปาเกตตี้จากถั่ว พาสต้าจากควินัว เป็นต้น
  7. Body in Tune : เลือกอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและให้พลังงานเต็มที่แทนอาหารไขมันต่ำ ในปัจจุบันผู้บริโภคจะหันมาเลือกสรรอาหารและเครื่องดื่มที่ให้คุณค่าทางโภชนาการและให้พลังงานอย่างเต็มที่แทนอาหารไขมันต่ำ รวมถึงผู้บริโภคยังต้องการอาหารที่ออกแบบมาเพื่อช่วยดูแลสุขภาพของผู้บริโภคแต่ละคน อย่างอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน อาหารสำหรับผู้ที่มีปัญหากระดูกข้อต่อ เป็นต้น
  8. Smart Packaging : บรรจุภัณฑ์ที่สวยงามบอกคุณสมบัติและข้อมูลครบถ้วน บรรจุภัณฑ์กลายเป็นสิ่งที่ถูกให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบให้สวยงามดึงดูดใจผู้บริโภค สื่อสารคุณสมบัติของอาหาร สะดวกและคุ้มค่าในการจัดส่งแล้ว ในปัจจุบันการพัฒนา Smart Packaging ซึ่งเป็นการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่สามารถบอกช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับรับประทาน หรือวันหมดอายุได้โดยการเปลี่ยนสี เปลี่ยนรูป เป็นต้น

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

7ผลไม้ คนลดน้ำหนักไม่ควรพลาด

     การลดน้ำหนักนอกจากการออกกำลังกายเราต้องควบคุมอาหารการรับประทาน เพราะเป็นอีกสิ่งที่ส่งผลต่อสุขภาพและหุ่นดี ๆ การควบคุมอาหารนอกจากอาหารที่ให้แคลอรีต่ำแล้ว ยังมีผลไม้ที่ให้แคลอรีต่ำเหมาะกับคนที่กำลังควบคุมอาหาร ว่าแล้วไปดูกันเลยดีกว่าค่ะว่ามีผลไม้ชนิดไหนบ้าง

 

1.มะละกอ

     มะละกอสามารถนำมารับประทานแบบยังไม่สุกหรือสุกก็ได้มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย ทั้งเรื่องผิวสวย สุขภาพดี แคลอรีต่ำและเรื่องการขับถ่าย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลสุขภาพและหุ่นให้ดูดี

2.ฝรั่ง

     ฝรั่งเป็นผลไม้ที่แคลอรีต่ำ แถมอุดมไปด้วยวิตามินซี ช่วยสร้างคอลลาเจนทำให้ผิวนุ่มลื่น เต่งตึง ไม่หย่อนคล้อย แถมยังมีกากใยสูงแก้ปัญหาเรื่องท้องผูกและเมื่อรับประทานจะอิ่มนานช่วยกำจัดท้องร้องอาการหิวที่มาคอยกวนใจ

3.แตงโม

     แตงโมเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลต่ำ แคลอรีน้อย และยังมีกรดอะมิโนที่ช่วยในการเผาผลาญแคลอรี แถมยังมีน้ำเยอะช่วยให้ผิวเราดูเปล่งปลั่งมากขึ้น แตงโมยังช่วยในการควบคุมน้ำหนักไม่ให้น้ำหนักเกินป้องกันการสะสมของไขมันที่เป็นอันตรายกับร่างกายอีกด้วย

4.สัปปะรด

     สัปปะรดมีกรดที่จะช่วยในการย่อยอาหาร ลดอาหารท้องอืดท้องเฟ้อและมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระช่วยในเรื่องชะลอการเกิดริ้วรอยและความแก่ชรา ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใสอยู่เสมอ

5.ชมพู่

     ชมพู่เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและช่วยลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นผลไม้ที่มีแคลอรีต่ำและทำให้อิ่มง่าย นอกจากนี้ชมพู่ยังมีคุณค่าทางสารอาหารมากมาย ชมพู่มีประโยชน์ต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นวิตามินซีที่มีหน้าที่ช่วยปกป้องร่างกายจากสารอนุมูลอิสระ ใยอาหารในชมพู่ก็ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

6.แก้วมังกร

     แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่รับประทานได้โดยไม่ต้องห่วงเรื่องไขมันและความหวานที่กลายไปเป็นไขมันสะสมในภายหลัง แถมยังอิ่มท้องจนทดแทนอาหารในแต่ละมื้อได้ คุณค่าทางสารอาหารของแก้วมังกรนั้นมีทั้ง แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินบี3 แต่วิตามินซีจะมีมากที่สุดในแก้วมังกร ซึ่งจะช่วยในการบำรุงผิวพรรณ กระดูก ฟันที่แข็งแรงและสายตาควบคู่ไปกับการลดน้ำหนักอีกด้วย

7.แอปเปิ้ล

     แอปเปิ้ลมีสารอาหารคาร์โบไฮเดรตและวิตามินซีเป็นหลัก แอปเปิ้ลจะให้พลังงานค่อนข้างต่ำเพราะแหล่งพลังงานของแอปเปิ้ล คือ น้ำตาลฟรักโทสซึ่งเป็นน้ำตาลที่เปลี่ยนรูปเป็นพลังงานอย่างช้า ๆ ในร่างกายช่วยให้ไม่รู้สึกหิวและอิ่มนาน เปลือกและเนื้อของแอปเปิ้ลมีใยอาหารช่วยเพิ่มกากในทางเดินอาหารทำให้อวัยวะในทางเดินอาหารมีการทำงานปกติและเพิ่มประสิทธิภาพในการขับถ่าย

 

     ผลไม้ข้างต้นเป็นผลไม้ที่แนะนำสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนักหรือควบคุมอาหาร ถ้าหิวระหว่างวัน หรือ ท้องว่างสามารถเลือกรับประทานผลไม้ที่น้ำตาลน้อยและแคลอรีน้อยแต่ให้คุณค่าทางสารอาหารอย่างเต็มเปี่ยมกันดีกว่านะคะ

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

ขอบคุณข้อมูลจาก sistacafe

การจัดส่งสินค้า ที่ไม่ล่าช้า

การจัดส่งสินค้าที่ดีมีหลาย ๆ องค์ประกอบที่มีส่วนเกี่ยวข้อง สินค้าจากเราจนถึงลูกค้าต้องถูกต้องครบถ้วนทุกขั้นตอน การจัดส่งของจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อทั้งฝั่งร้านค้าต้องดูแลแต่ละขั้นตอนให้ครบและฝั่งลูกค้าที่ต้องให้ความร่วมมือให้ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อไม่เป็นการล่าช้าทั้ง 2 ฝ่าย เราไปดูขั้นตอนในแต่ละฝั่งกันดีกว่าค่ะว่าต้องทำขั้นตอนไหนบ้าง

 

     ฝั่งร้านค้า

1.มีสินค้าพร้อมส่งเสมอ

     หมั่นตรวจสอบสินค้าในสต็อกว่ายังมีคุณภาพดีไม่หมดอายุ หรือ แตกหัก และทำการนับสต็อกอยู่อย่างสม่ำเสมอ จากนั้นควรอัพเดตจำนวนสต็อกในระบบหลังร้านให้มีตรงกับสต็อกสินค้าที่มีอยู่จริง ไม่ควรใส่สต็อกที่จำนวนสินค้าที่เกินจริง เพราะหากเป็นช่วงที่มีการซื้อสินค้ามากขึ้นสินค้าอาจจะไม่พอกับความต้องการของลูกค้า และอาจจะทำให้จัดส่งได้ไม่ทันภายในเวลาที่ร้านกำหนดและหากส่งสินค้าไม่ทัน อาจทำให้ลูกค้าขอเงินคืน และให้คะแนนความพึงพอใจต่ำ ซึ่งกระทบกับคุณภาพร้านค้า

 

2.ตรวจเช็คสินค้าก่อนแพ็ค

     เพื่อลดความเสี่ยงในการส่งสินค้าผิดพลาดและลดจำนวนการขอเงินคืนของลูกค้า ร้านค้าต้องทำการตรวจสอบความถูกต้องของสินค้าตั้งแต่หยิบสินค้าออกจากสต็อก เมื่อนำสินค้าลงกล่องแล้วก็ควรทำการตรวจเช็คสินค้าว่าถูกต้องครบถ้วนตามรายการที่ลูกค้าสั่งซื้อหรือไม่

 

3.พิมพ์ที่อยู่ถูกต้อง

    สินค้าสูญหายระหว่างจัดส่ง สินค้าส่งไม่ถึงลูกค้า สินค้าถูกตีกลับ มักเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเขียนชื่อ-ที่อยู่ผู้รับไม่ถูกต้อง ซึ่งปัญหาเหล่านี้อาจนำไปสู่การขอเงินคืนจากลูกค้าและคะแนนความพึงพอใจที่ลดลง ทำให้ร้านค้าสูญเสียรายได้

 

4.จัดส่งภายในเวลา

     ระยะเวลาในการจัดส่งมีส่วนสำคัญที่สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า ลูกค้าสั่งสินค้าแล้วควรจัดส่งให้เร็วที่สุดและควรแจ้งเลขพัสดุให้กับลูกค้าเสมอ เพื่อดึงความน่าไว้ใจเอาไว้ว่าร้านค้าได้ส่งสินค้าให้ลูกค้าแล้ว

 

     ฝั่งลูกค้า

1.ชื่อ, ที่อยู่และเบอร์โทรต้องถูกต้อง ครบถ้วน

     ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรเป็นสิ่งสำคัญที่ลูกค้าควรมีให้กับร้านค้า เพื่อสินค้าที่ส่งจะไม่เจอกับปัญหาการโดนตีกลับ ซึ่งจะทำให้เสียเวลา เสียเงินเพิ่ม ถ้าลูกค้าให้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วยก็จะทำให้ลูกค้าได้สินค้าที่ถูกต้องและรวดเร็ว

 

 

 

 

2.ขอเลขพัสดุจากร้านค้า

     เมื่อถึงกำหนดเวลาที่ร้านค้าตกลงว่าจะส่งสินค้าแล้ว เราควรขอเลขพัสดุจากร้านค้าเพื่อเป็นการการันตีว่าสินค้าที่เราสั่งนั้นกำลังถูกส่งมาและสามารถนำเลขพัสดุนั้นไปเช็คได้ว่าสินค้าที่เราสั่งนั้นถึงที่ไหนแล้ว

 

     อย่าไรก็ตามถ้าทั้งฝั่งร้านค้าและฝั่งลูกค้าทำตามขั้นตอนข้างต้นก็จะทำให้ทั้งทางร้านค้าและลูกค้านั้นไม่พบเจอกับปัญหาที่มาจากการสั่งออนไลน์ค่ะ

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

ขอบคุณข้อมูลจาก weloveshopping

ประโยชน์ดีๆจากชาเขียว

     ชาเขียวสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บทั้งด้านร่างกายและจิตใจและชาเขียวเป็นเครื่องดื่มที่ไม่ได้หาดื่มยาก สามารถดื่มได้ในชีวิตประจำวันเพราะเสริมสร้างประโยชน์ดีๆมากมาย ประโยชน์ของชาเขียวจะมีอะไรบ้างไปดูกันเลยค่ะ

 

     1. ชาเขียวเพิ่มการทำงานของสมอง

     ชาเขียวมีส่วนเพิ่มขนาดความจำภายในสมอง, เพิ่มการสื่อสารที่ส่งผ่านภายในสมองและป้องกันโรคภาวะสมองเสื่อมเพราะสารสกัดจากชาเขียวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมต่อของสมอง โดยเฉพาะสมองด้านข้างและสมองส่วนหน้า

     2. รักษาและป้องกันโรคเบาหวาน

     ชาเขียวมีสรรพคุณช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เสถียรในผู้ป่วยโรคเบาหวาน การดื่มชาเขียวสามารถช่วยกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนอินซูลินในตับอ่อนและช่วยดูดซึมกลูโคสในผู้ป่วยเบาหวานและช่วยลดน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้นอย่างฉับพลัน

     3. รักษาสุขภาพช่องปาก

     ชาเขียวสามารถช่วยให้สุขภาพปากดีขึ้นและลดความเสี่ยงที่เกิดฟันผุ ชาเขียวอุดมไปด้วยสารโพลีฟีนอล (Polyphenols) แคทีซิน (Catechins) ซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเกิดฟันผุ กลิ่นปาก และโรคเหงือก

     4. ควบคุมน้ำหนัก

     การดื่มชาเขียววันละแก้วสามารถช่วยลดไขมันในร่างกายได้โดยเฉพาะไขมันส่วนท้อง รวมถึงช่วยควบคุมน้ำหนักอีกด้วย ชาเขียวยังมีสารแคทีซิน (Catechins) ที่ช่วยสร้างความร้อนในร่างกาย ส่งผลให้เผาผลาญแคลอรีได้มากขึ้น

     5. ป้องกันผมร่วง

     การดื่มชาเขียวช่วยระงับปัญหาผมร่วง เนื่องจากชาเขียวอุดมไปด้วยสารแคทีซิน (Catechins) ที่ช่วยป้องกันการเกิดผมร่วงและมีสาร EGCG (Epigallocatechin gallate) ซึ่งมีบทบาทในการช่วยกระตุ้นการงอกของผมจึงช่วยให้ผมไม่ร่วงเท่าคนที่ไม่ดื่มชาเขียว

     6. ชะลอความแก่

     ชาเขียวมีสารโพลีฟีนอล (Polyphenols) และสาร OPC (Oligomeric proanthocynidins) ซึ่งจะช่วยปกป้องผิวคุณจากอนุมูลอิสระ โดยสารชนิดนี้จะช่วยต่อสู่กับปัญหาผิวต่าง ๆ ที่มาเยือนเมื่อเข้าสู่วัยชรา ไม่ว่าจะริ้วรอย จุดด่างดำ ฯลฯ การดื่มชาเขียวสามารถช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งผิวหนัง

     7. ป้องกันการเกิดมะเร็ง

     ชาเขียวมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพมากกว่าวิตามินซีและวิตามินอี สารต่อต้านอนุมูลอิสระในชาเขียวสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร ฯลฯ

     8. ช่วยให้กระดูกแข็งแรง

     ชาเขียวอุดมไปด้วยธาตุฟลูออไรด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก อีกทั้งยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระและสารต่อต้านการอักเสบที่ช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก การดื่มชาเขียวเป็นประจำสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุนได้อีกด้วย

 

     อย่างไรก็ตามชาเขียวเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการสุขภาพที่ดีและหาทานได้อย่างง่าย รู้อย่างนี้แล้วจะรอช้าอะไร ไปหาชาเขียวซักแก้วมาดื่มระหว่างวันกันเถอะ

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

ขอบคุณข้อมูลจาก akerufeed

โรคเกาต์

     โรคเกาต์ เป็นโรคที่รู้จักกันอยู่ดีในกลุ่มผู้สูงอายุที่มักจะปวดตามไขข้อ หลาย ๆ คนคงเข้าใจกันว่าโรคนี้เกิดจากการรับประทานเนื้อสัตว์ปีหรือเครื่องในมากจนเกินไป หรือ โรคนี้ติดมาทางพันธุกรรม เรามาทำความรู้จักโรคนี้ให้ละเอียดกันดีกว่าค่ะ

 

     โรคเกาต์ คือ

     โรคเกาต์ เกิดจากความผิดปกติ ในขบวนการเมตะบอลิสซึมของกรดยูริกในร่างกายเป็นผลให้กรดยูริกในเลือดมีค่าสูงมากกว่าปกติ แล้วเกิดเป็นตะกอนเป็นผลึกเกลือยูเรต ( mono sodium urate ) สะสมในเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย มีลักษณะเป็นก้อนปูดออกมาบริเวณผิวหนังรอบ ๆ ข้อเรียกว่า ปุ่มโทฟัส ซึ่งภาวะกรดยูริกสูงเป็นผลพวงมาจากการขาดยีน (Gene) ที่ทำหน้าที่สลายกรดยูริกหรือร่างกายมีการขับกรดยูริกออกมาน้อย ซึ่งกรดยูริกเหล่านี้จะเข้าสู่ร่างกายของเราได้จากการสลายโปรตีน หรือ ทานอาหารที่มีพิวรีนสูงจำพวกเครื่องในสัตว์ สัตว์ปีก และอาหารทะเล ดังนั้นจึงเป็นที่มาของความคิดที่มาของความคิดที่ว่าโรคเกาต์มาจากอาหารประเภทนี้

 

การรักษาโรคเกาต์

1. การใช้ยา

     ใช้ยาลดกรดยูริก ทำให้ผลึกเกลือยูเรตที่สะสมตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกายละลายออกมา เพื่อรักษาระดับกรดยูริกในเลือดให้ต่ำ

2. การไม่ใช้ยา

  • ลดน้ำหนักถ้ามีน้ำหนักตัวที่เยอะเกินไป
  • ดื่มน้ำให้มากเพื่อช่วยการขับกรดยูริกออกทางไต
  • งดการดื่มสุราและแอลกอฮอล์ทุกชนิด
  • ลดการทานอาหารประเภทเครื่องในสัตว์ สัตว์ปีก อาหารทะเล

 

อาหารที่ควรเลี่ยง

1. อาหารที่มีพิวรีนสูง

  • สัตว์ปีก เช่น ไก่ เป็ด ห่าน
  • เครื่องในสัตว์ เช่น ตับอ่อน หัวใจไก่ ตับไก่ กึ่นไก่ เซ่งจี๊หมู ตับหมู
  • ปลา เช่น ปลาซาดีน ปลาดุก ปลาอินทรีย์ ปลาไส้ตัน กุ้ง หอย ไข่ปลา
  • ซุปก้อน เช่น น้ำซุปกระดูก กะปิ
  • ผัก เช่น เห็ด กระถิน ชะอม ยอดฟักแม้ว ยอดตำลึง แตงกว่า
  • ธัญพืช เช่น ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วดำ
  • ข้าว เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท

2. อาหารที่มีพิวรีนกลาง

  • อาหารทะเล เช่น ปลาหมึก ปู ปลาทูน่า ปลาแซลมอน
  • สัตว์เนื้อแดง เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว ( ที่มีไขมันน้อย )
  • ผัก เช่น สะตอ ผักโขม ใบขี้เหล็ก หน่อไม้ หน่อไม้ฝรั่ง ดอกกะหล่ำ
  • ธัญพืชต่าง ๆ เช่น ถั่วลิสง ข้าวโอ๊ต
  • เหล้าและเบียร์ เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์

3. อาหารที่มีพิวรีนต่ำ

  • ไข่ เช่น ไข่เป็ด ไข่นกกระทา ไข่ไก่
  • นม เนย เนยเทียม
  • น้ำตาล ไขมันจากพืชและสัตว์
  • ขนมปัง ขนมเค้ก น้ำหวาน
  • ผัก ผลไม้ ถั่วงอก คะน้า มันฝรั่ง
  • ธัญพืชต่าง ๆ เช่น ข้าวฟ่าง ลูกเดือย อัลมอนด์ แมคคาเดเมีย เกาลัด

 

     อยากไรก็ตามโรคเกาต์สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การรักษาที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้อาการที่มีอยู่รุนแรงมากกว่าเดิม เพราะฉะนั้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการปฏิบัติตัวและรับยาที่ถูกต้อง รวมถึงการให้ความร่วมมือในการรักษาและติดตามนัดอย่างสม่ำเสมอ โรคนี้ก็จะดีขึ้น

 

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

 

ขอบคุณข้อมูลจาก medium

มื้อเช้า มื้อที่จำเป็นในชีวิต

     มื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด เพราะช่วยเติมพลังงานในร่างกายที่ต้องใช้งานตลอดทั้งวัน  ซึ่งเราสามารถรับประทานอาหารมื้อเช้าได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกลัวอ้วน

     มื้อเช้าไม่ใช่มื้อแรกจากการตื่นนอน แต่มื้อเช้าคือมื้อที่ต้องกินตอนเช้า ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดก็คือ 07.00 – 09.00น. ส่วนมื้อเที่ยง 12.30 – 13.00น. และมื้อเย็น 18.00 – 19.00น. ซึ่งด้วยช่วงเวลาแบบนี้ทำให้หลายคนยอมพลาดมื้อเช้าเพื่อที่จะได้นอนต่อหรือแร่งรีบจนไม่ได้รับประทานอาหารมื้อสำคัญไป เพราะฉะนั้นต้องไม่ลืมเติมพลังงานให้กับร่างกายด้วยอาหารเช้าดี ๆ ที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการเพราะอาหารเช้าส่งผลถึงสมองโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความจำและกระตุ้นสมองให้พร้อมที่จะเรียนรู้ มีสมาธิจดจ่อและจดจำได้ดี การไม่รับประทานอาหารมื้อเช้าเป็นประจำนั้นร่างกายปรับตัวได้ว่าไม่ต้องการอาหาร แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่กระทบกับร่างกาย ร่างจะจะค่อย ๆสะสมและแสดงผลออกมาทีเดียว ผลลัพธ์ที่ไม่ได้รับประทานอาหารเช้าจะเกิดอะไรขึ้น ดังนี้

  • ร่างกายไม่แข็งแรง

     มื้อเช้าเป็นมื้อสำคัญที่ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานอย่างเพียงพอและเหมาะสม การไม่รับประทานอาหารเช้าจะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ส่งผลให้ร่างกายไม่แข็งแรงตามไปด้วย โดยเฉพาะระบบเผาผลาญ การกินอาหารเช้าทุกวันจะกระตุ้นระบบเผาผลาญของร่างกาย ทำให้เผาผลาญดีขึ้นและไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องระบบขับถ่าย

  • อ่อนเพลียระหว่างวัน

     สำหรับคนที่ไม่รับประทานอาหารเช้าแล้วจะอ่อนเพลีย หิวง่าย ง่วงไปตลอดวัน อาหารเช้าช่วยให้พลังงานได้ดีหลังจากตื่นนอน ถ้าพรากอาหารมื้อเช้าไปก็เท่ากับว่ากินอีกทีมื้อเที่ยง ทิ้งช่วงเวลาให้ท้องว่างหลายชั่วโมงกว่าจะได้เติมเต็มพลังงานให้กับร่างกายอย่างเหมาะสม เพราะฉะนั้นหลังจากรับประทานอาหารมื้อเที่ยงไปแล้วคุณจะรู้สึกอ่อนเพลียและง่วงตลอดเวลาก็เพราะว่าร่างกายไม่ได้รับสารอาหารและพลังงานที่เพียงพอ

  • โรคร้ายมาเยือน

     อดอาหารไม่ได้ทำให้ผอมได้ ยิ่งอด ยิ่งอ้วน เ