บทความ


ไขข้อสงสัย ทำไมต้อง ? น้ำตาลดอกมะพร้าว

ก่อนอื่นต้องขอเกริ่นไว้ก่อนที่จะไปเริ่มกันในบทความนี้ ถึงว่า น้ำตาลดอกมะพร้าว หรือจั่นมะพร้าวจะถูกตัดและมีน้ำหวานไหลออกมา นำน้ำหวานไปเคี่ยวจะได้น้ำตาลคาราเมลที่มีสีคล้ายน้ำตาลแดง ทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการลดความอ้วนหรือคนที่เป็นเบาหวาน เพราะมีค่าดัชนีน้ำตาลที่ต่ำและช่วยให้สุขภาพดีมากกว่าน้ำตาลทราย แต่จะดียังไง ทำไมถึงต้องเลือกใช้ ไปชมกันเลย

 

     ในด้านสุขภาพนั้นยังคงเป็นคำถามกับใครหลายๆคน น้ำตาลดอกมะพร้าวไม่เพิ่มน้ำตาลในเลือดเท่าน้ำตาลชนิดอื่น ๆ ดัชนีน้ำตาลของน้ำตาลจากมะพร้าวจัดทำโดยหน่วยงานมะพร้าวในฟิลิปปินส์ ที่คำนวณได้ คือ Glycemic index จะเป็น 35 จาก 10 ตัวอย่างการทดสอบ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างต่ำ มีการศึกษาที่คล้ายกันโดยมหาวิทยาลัยซิดนีย์วัดดัชนีน้ำตาล ( Glycemic index ) ได้ 54 ซึ่งต่ำกว่าน้ำตาลชนิดอื่น ๆ เล็กน้อย

 

     โดยน้ำตาลดอกมะพร้าวแท้จะได้มาจากช่อดอกอ่อนของมะพร้าว หรือ ภาษาชาวบ้านจะเรียกว่า งวง หรือ จั่น ซึ่งดอกอ่อนที่เอามาทำน้ำตาลได้นั้นจะต้องเป็นดอกที่ยังไม่มีการผสมหรือมีเปลือกแข็งห่อหุ้ม แล้วนำเอาน้ำตาลที่ได้มาแปรรูปให้มีลักษณะเป็นผงเพื่อให้ผู้บริโภครับประทานได้ง่าย สะอาดถูกหลักอนามัยแถมยังไม่มีส่วนผสมของสารเคมี นับได้ว่าเป็นน้ำตาลดอกมะพร้าว “ชาวบ้าน” เป็นการผสมผสานระหว่างอัตลักษณ์ไทยและเทคโนโลยีได้อย่างลงตัว

 

     Mannature เราก็ได้สร้างผลิตภัณฑ์ น้ำหวานดอกมะพร้าว (Coconut Syrup) เป็นน้ำหวานเข้มข้นที่ผลิตจากดอกมะพร้าวธรรมชาติ 100% โดยไม่ใช่วัตถุกันเสีย ไม่เติมสี ไม่แต่งกลิ่น รวมทั้งไม่เจือปนน้ำตาลทรายแดง อุดมด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เหมาะสำหรับการปรุงอาหาร ได้ทั้งอาหารคาว อาหารหวาน ขนม ไอศกรีม และเครื่องดื่ม โดยให้ความหอมหวาน กลมกล่อมจากธรรมชาติ สามารถใช้น้ำหวานดอกมะพร้าวทดแทนการใช้น้ำตาลหรือน้ำผึ้ง ได้เลย

 

     น้ำหวานดอกมะพร้าว จึงได้เป็นตัวเลือกสำหรับใครๆที่ต้องการลดความอ้วนหรือคนที่เป็นเบาหวาน เพราะมีค่าดัชนีน้ำตาลที่ต่ำและช่วยให้สุขภาพดีมากกว่าน้ำตาลทราย และนอกจากนี้ ยังมีน้ำตาลชนิดอื่นๆที่ได้จากธรรมชาติ ดังนี้ 

 

     น้ำผึ้ง ปิดท้ายกันด้วยเครื่องดื่มที่ได้รับฉายา “ยาอายุวัฒนะ” มาแต่โบราณกาล กับ “น้ำผึ้ง” ด้วยสรรพคุณครบครัน ขนขบวนกันมาตั้งแต่วิตามินอี ช่วยบำรุงผิวพรรณสวยงามเต่งตึง และบำรุงเส้นผมให้เงางาม ลดอาการอักเสบและโรคผิวต่างๆ เหมาะกับสาวๆ นอกจากนี้มีสารต้านอนุมูลอิสระดีๆ แถมน้ำผึ้งยังช่วยบรรเทาอาการหวัด ไอ เจ็บคอต่างๆ ได้อีกด้วย แล้วถ้ามองในแง่สารอาหาร น้ำผึ้งก็จัดเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ดี เพราะมีน้ำตาลที่ย่อยง่าย ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว สาวๆ ที่ออกกำลังกาย หรือสาวๆ ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารอย่าลืมหามาทานกันนะครับ

 

     หญ้าหวาน เป็นอีกหนึ่งแหล่งความหวานยอดฮิตของวัยรุ่นในปัจจุบัน เจ้า “หญ้าหวาน” หรือที่เรียกติดปากกันว่า “สตีเวีย” (Stevia) นี้จัดเป็นพืชที่ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลถึง 250-300 เท่า แต่กลับให้พลังงานต่ำกว่าน้ำตาล ทำให้หลายคนหันมาบริโภคเป็นตัวเลือกของสารให้ความหวานมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณช่วยลดน้ำตาลในเลือดเหมือนดอกมะพร้าว แล้วยังช่วยบำรุงตับและสมานแผลภายในร่างกายได้อีกด้วย

 

     หล่อฮังก้วย สำหรับเพื่อนๆ ที่คุ้นเคยกับการรับประทานอาหารจีนย่อมต้องคุ้นกับชื่อเครื่องดื่มแสนหวานแถมดีต่อสุขภาพอย่าง “หล่อฮังก้วย” เพราะเป็นพืชจีนโบราณที่สรรพคุณแน่นปึ้ก ทางการแพทย์ตะวันตกก็ค้นพบว่าหล่อฮังก้วยมีสารต้านอนุมูลอิสระดีๆ อย่างไกลโคไซด์และซาโปนิน ช่วยป้องกันการหลั่งฮีสตามีนตัวร้าย นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงหัวใจให้เลือดไหลเวียนดี ดับพิษร้อนในร่างกายได้ด้วย

 

นอกจาก น้ำหวานดอกมะพร้าว ที่เป็นสารให้ความหวานแล้ว ยังมีสารให้ความหวานชนิดอื่น ๆ ที่น่าสนใจเช่นกัน ได้แก่

 

     แอสปาแตม (Aspartame) มีคุณภาพบัติเป็นน้ำตาลที่ได้จากการสังเคราะห์ทางเคมี เป็นน้ำตาลที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นจากกระบวนการทางเคมีโดยตรง ซึ่งองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้ยอมรับสารแอสปาแตม เมื่อปี ค.ศ. 1980 และอนุญาตให้ใช้แอสปาแตมผสมในน้ำอัดลมได้ในปี ค.ศ. 1983 ซึ่งอาจจะมีรสชาติที่คล้ายกับน้ำตาลอยู่บ้าง อาจจะออกไปทางขมนิดๆ ควรทานในปริมาณที่พอดีกับความต้องการของร่างกาย เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ

 

     ซูคราโลส (Sucrarose) ปัจจุบันเป็นที่นิยม เนื่องจากเป็นสารให้ความหวาน ที่ไม่มีแคลอรีแต่มีรสชาติหวานมาก แม้จะเป็นเคมีแต่ไม่มีสารสะสมในร่างกายและองค์การอนามัยโลกยอมรับอย่างเป็นทางการแล้วว่ามีความปลอดภัยเทียบเท่าน้ำตาลจากธรรมชาติ ที่สำคัญมันไม่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดอีกด้วยหรือระดับอินซูลิน ผู้ป่วยเบาหวานใช้ได้ตามปกติเช่นเดียวกับสารให้ความหวานอื่น ๆ แต่ข้อเสียคือหากใครที่มีความไวต่อคลอรีน อาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้

 

     ในการใช้น้ำตาล หรือ น้ำหวานดอกมะพร้าว ก็ควรมีขอบเขตไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกิน และที่สำคัญสามารถนำมาใช้แทนน้ำตาล  เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เป็นภาวะโรคเบาหวานและอยากลดน้ำหนักด้วย อย่างไรก็ตามควรทานในปริมาณที่พอดีและดูแลสุขภาพร่างกายของเราไปด้วย เพื่อสุขภาพที่ดี ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ บทความดีๆ ได้ที่นี่ คลิกเลย

 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง : น้ำหวานดอกมะพร้าวออร์แกนิค ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Syrup By ManNature)

ออกกำลังกายในฟิตเนส ปลอดภัยจากมลพิษฝุ่น

มลพิษฝุ่นในปัจจุบันทำให้การออกกำลังกาย หรือ จะออกไปยืดเส้นยืดสายกลางแจ้งอาจจะไม่ปลอดภัยเหมือนในอดีตและการที่คุณจะสวมหน้ากากอนามัยเพื่อออกกำลังกายยิ่งเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำเป็นอย่างยิ่งเพราะจะนำพามาสู่ผลเสียต่อร่างกายจึงทำให้การออกกำลังกายใน ฟิตเนส (Fitness) ปลอดภัยจากมลพิษฝุ่นได้

 

ใส่หน้ากากอนามัยออกกำลังกาย

คุณไม่ควรสวมหน้ากากอนามัยในขณะที่คุณอออกกำลังอย่างอย่างเด็ดขาดเพราะจะทำให้ร่างกายต้องหายใจแรง เร็วขึ้นและอากาศเข้ามาตอบสนองต่อร่างกายในขณะออกกำลังกายช้าและไม่ทันกับความต้องการอากาศของร่างกายอาจจะส่งผลให้ระบบหัวใจและหลดเลือดทำงานหนักขึ้นและเป็นอันตรายได้ สำหรับกลุ่มที่เสี่ยงมากๆ คือ ผู้สูงอายุ บุคคลตั้งครรภ์ เด็กและผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคระบบทางเดินหายใจ หอบหืด โรคหัวใจ ภูมิแพ้ จึงยิ่งทำให้ควรงดออกกำลังกายกลางแจ้ง หากอกไปทำธุระก็ควรสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกัน แต่หากเกิดอาการผิดปกติ เช่น หายใจลำบาก แน่นน้าอก คลื่นไส้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

 

ออกกำลังกายในฟิตเนส ปลอดภัยจากมลพิษฝุ่น

การออกกำลังกายใน ฟิตเนส (Fitness) นั้นเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเพราะนอกจากจะทำให้คุณสะดวกสบายแล้วยังทำให้คุณปลอดภัยจากมลพิษฝุ่นอีกด้วย แต่ถ้าจะให้ดีขึ้นไปอีกถ้าใน ฟิตเนส (Fitness) ติด เครื่องฟอกอากาศ (Air Purifier) จะยิ่งทำให้อากาศใน ฟิตเนส (Fitness) นั้นสะอาดและหายใจได้อย่างสะดวกขึ้น เพราะเครื่องฟอกอากาศ (Air Purifier) นั้นจะช่วยฟอกมลพิษฝุ่นภายนอกที่อาจจะเล็ดลอดเข้ามาภายใน ฟิตเนส (Fitness) ได้ทำให้ผู้คนที่มาใช้บริการ ฟิตเนส (Fitness) นั้นหายใจได้สะดวกและสบายใจ การออกกำลังกายในฟิตเนส (Fitness) นั้นมีมากมายตั้งแต่การยืดเหยียดกล้าเนื้อ โยคะ คาร์ดิโอ้ หรือ การวิ่งบนลู่วิ่งไฟฟ้าก็ช่วยให้ร่างกายของคุณได้ออกกำลังกายแล้ว แต่สำหรับใครที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อ ลดสัดส่วน ทำได้ง่ายๆด้วยเครื่องออกกำลังกายที่เน้นการบริหารเฉพาะส่วน เช่น แขน ต้นขา น่องและหน้าท้อง ซึ่งการออกกำลังกายเฉพาะจุดจะช่วยแก้ไขร่างกายของคุณเฉพาะส่วน ที่สำคัญอย่าลืมที่จะเลือกเล่นเครื่องออกกำลังกายที่ไร้แรงกระแทกที่เป็นอันตรายต่อข้อต่อและแผนหลังของคุณด้วย เพราะจะทำให้คุณไม่ต้องกังวลเรื่องบาดเจ็บในการออกกำลังกาย แต่สำหรับใครที่ไม่เน้นการลดสัดส่วนและอยากออกกำลังกายเพื่อสุขภาพส่วนรวม การวิ่งบนลู่วิ่งไฟฟ้าก็ทำให้ช่วยเรียกเหงื่อได้ง่ายๆและไม่ยุ่งยาก หรือ คุณอาจจะจ้างเทรนเนอร์เพื่อให้คุณได้ออกกำลังกายตามสิ่งที่ต้องการ

 

ความเชื่อผิดๆในฟิตเนส

1.ร่างกายไม่ฟิตเมื่อออกกำลังกายและมีเหงื่อออกมาเยอะ

ในความเป็นจริงแล้วเหงื่อนั้นบ่งบอกถึงการระบายความร้อนของร่างกายได้ว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหนในขณะออกกำลังกายหัวใจจะทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดไปทั่วร่างกาย เมื่อร่างกายมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นจะยิ่งออกมาก ความร้อนจากกล้ามเนื้อก็จะมากตามมาด้วยทำให้ต้องระบายความร้อนเพื่อรักษาอุณหภูมิของร่างกายและปกป้องการเกิดความร้อนเป็นพิษ การระบายความร้อนของร่างกายนั้นจะอาศัยการไหลเวียนของเลือด โดยผ่านหลอดเลือดที่อยู่ใกล้ชั้นผิวหนังมากที่สุด ซึ่งผนังหลอดเลือดและรูขุมขนจะขยายตัวแล้วระบายความร้อนออกไป เพราะฉะนั้นหลังจากที่คุณออกกำลังกายเสร็จควรดื่มน้ำและเกลือแร่เพื่อชดเชยน้ำที่เสียไปในขณะออกกำลังกายด้วยค่ะ

 

2.หากหยุดออกกำลังกายกล้ามเนื้อจะกลายเป็นไขมัน

กล้ามเนื้อและไขมันเป็นเนื้อเยื่อคนละชนิดกัน ซึ่งจะไม่สามารถเปลี่ยนไปมาได้ ในความเป็นจริงกล้ามเนื้อจะฝ่อไปหากไม่ได้ใช้งาน หากคุณยังกินตามปกติแต่หยุดออกกำลังกายคุณจะมีไขมันในร่างกายเพิ่มขึ้นและสูญเสียกล้ามเนื้อ

 

3.ออกกำลังกายแล้วจะกินอะไรก็ได้

การรับประทาอาหารที่ไม่เหาะสมกับร่างกายนั้นจะทำให้แย่ต่อสุขภาพ แต่ถ้าคุณออกกำลังกายก็ควรเลือกรับประทานอาหารที่จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพจะทำให้คุณได้พลังงานที่ดีและประโยชน์จากการออกกำลังกายเต็มที่

 

4.ออกกำลังกายช่วยให้แก้ปัญหาสุขภาพได้ทุกอย่าง

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยสร้างความแตกต่างอย่างมากในสุขภาพของคุณ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะช่วยแก้ปัญหาทุกอย่างของสุขภาพคุณได้ บุคคลที่ป่วยมีโรคประจำตัวนั้นควรปรึกษาและขอคำแนะนำจากแพทย์ก่อนจะเริ่มออกกำลังกาย แต่การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอนั้นเพียงแค่ช่วยให้อาการจากโรคเหล่านั้นดีขึ้น แต่ไม่สามารถทำให้หายได้

 

5.ยิ่งออกกำลังกายมากยิ่งดี

การออกกำลังกายที่มากเกินไปอาจจะนำมาสู่อาการบาดเจ็บ ความเจ็บป่วยและภาวะซึมเศร้าจึงจำเป็นอย่างมากที่คุณควรจะออกกำลังกายให้เหมาะสมและสมดุลกับร่างกายเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

 

8.การยกน้ำหนักทำให้คุณล้ำ

การยกน้ำหนักนั้นทำให้มีมวลกล้ามเนื้อที่มากขึ้นและส่งผลให้มีการเผาผลาญที่ดีขึ้น สำหรับใครที่กังวลว่ากรยกน้ำหนักนั้นจะล่ำนั้นหายห่วงไดเลยเพียงแค่คุณต้องหมั่นศึกษา หรือ ถามผู้รู้คุณก็จะได้หุ่นสวยๆอย่างแน่นอน

ทำไม ? ถึงต้อง “ น้ำตาลดอกมะพร้าว ”

หลากคนตั้งข้อสงสัย ถึงเรื่องทำไม น้ำตาลมะพร้าว ถึงดีกว่าชนิดอื่นๆ และยังมีประโยชน์ และหลากหลายคำถาม เกี่ยวกับ น้ำตาลดอกมะพร้าว ซึ่งจริงๆแล้วน้ำตาลที่พบนั้น มีความแตกต่างอย่างไร วันนี้ Mannature มีคำตอบมาให้ ไปชมกันเลยครับ

 

     ต้องขออธิบายถึง น้ำตาลดอกมะพร้าว กันซักเล็กน้อยใน น้ำตาลดอกมะพร้าว นั้นจะมีค่าน้ำตาลที่มีค่าดัชนีที่ต่ำที่สุดและสามารถทานได้ดีกว่าน้ำตาลหลายชนิดในท้องตลาด

 

แล้วค่าดัชนี มันคืออะไร ?

     ค่าดัชนี หรือ ค่า GI glycemic Index คือ ค่าดัชนีน้ำตาลที่เป็นหน่วยวัดผลของคาร์โบไฮเดรตต่อระดับน้ำตาลในเลือด

โดยค่าดัชนีของน้ำตาลแต่ละชนิด มีดังนี้

- น้ำตาลทรายขาว 68 GI

- น้ำผึ้ง 65 GI

- น้ำตาลมะพร้าว 35 GI

 

น้ำตาลดอกมะพร้าว สีไม่เหมือนกัน มันเกิดจากอะไร ?

     เนื่องจากในแต่ละฤดูกาลของธรรมชาติ จึงส่งผลให้ดอกมะพร้าวนั้นต้องปรับตัวตามสภาพธรรมชาติทำให้สีที่ได้นั้นอาจจะไม่เหมือนกัน จึงไม่ได้เกิดจากที่กระบวนการผลิตของอุตสหกรรม ยกตัวอย่างผลไม้ต้นเดียวกันยังให้สีไม่เหมือนกัน ผลไม้ต้นเดียวกันให้ผลไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นถือว่าเป็นเรื่องดีเพราะเป็นไปตามธรรมชาติที่สีไม่เหมือนกัน ไม่ผสมสี ไม่ผสมสารเคมี

 

น้ำตาลมะพร้าวสามารถนำมาเคี่ยวเองได้ไหม

     แน่นอนว่าได้ เพียงแต่กระบวนการในการทำนั้นต้องใช้เวลาที่นานพอสมควร และยิ่งหากไม่มีการเก็บหรือบรรจุเข้าใส่ภาชนะก่อน จึงมีความเสี่ยงที่จะทำให้มีเชื้อแบคทีเรียปะปนผสมอยู่ใน น้ำตาลมะพร้าว ดังนั้น ถ้าเคี้ยวแล้วบริโภคเลยก็ได้ แต่ถ้าเก็บต้องมั่นใจได้ว่ามันมีกระบวนการฆ่าเชื้อและสะอาดเพียงพอแล้ว หรือเลือกใช้ น้ำหวานดอกมะพร้าวออร์แกนิค ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Syrup By ManNature) สะดวกและได้มาตฐานอีกด้วย

     ถ้าหากไปเดินตลาดจะเห็น น้ำตาลมะพร้าวบริสุทธ์ ซึ่งหามองหาของที่เป็นน้ำตาลดอกมะพร้าว 100% อาจเป็นเรื่องยากมากที่จะเจอ ส่วนใหญ่แล้วจะผสมน้ำตาลทรายแดงไปแล้ว 20 % เพราะฉะนั้นจะเรียกว่าน้ำตาลมะพร้าวไม่ได้ แถมยังทำให้ค่าดัชนีเพิ่มขึ้นอีกด้วย เพราะฉะนั้นควรเลือกน้ำตาลมะพร้าวจากธรรมชาติ 100% ไม่มีสารหรือสิ่งอื่นมาเจือปนซึ่งถือว่าเป็นน้ำตาลที่อยู่ในหมวดอาหารคลีน อาหารสุขภาพได้

 

ทำไม น้ำตาลดอกมะพร้าว  ถึงได้ชื่อว่ายืนหนึ่งใน น้ำตาล

     "น้ำตาลมะพร้าว เป็นน้ำตาลที่ยั่งยืนมากที่สุดในโลก!" มีการอ้างถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับการผลิตน้ำผึ้งหรือน้ำเชื่อม เรื่องน้ำที่ใช้เพื่อการเพาะปลูกจะน้อยลงทุกปี แต่ไม่เกิดกับการผลิตน้ำตาลมะพร้าว เพราะเนื่องจากต้นมะพร้าวสามารถให้การผลิตน้ำตาลมะพร้าวแต่ละปีได้เป็นจำนวนมาก แถมมะพร้าวสามารถเจริญเติบโตได้ในทุกสภาพดินแม้กระทั่งชายหาด อย่างไรก็ตาม การผลิตน้ำผึ้งหรือน้ำเชื่อมก็ไม่ได้มีผลกระทบต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมมากนัก

     เมื่อดอกมะพร้าวถูกเจาะเพื่อทำน้ำตาลดอกมะพร้าว (SAP) ก็จะไม่เติบโตกลายเป็นลูกมะพร้าว ซึ่งน้ำตาลดอกมะพร้าวทำให้เกษตรกรจะได้รับเงินมากกว่าการทำน้ำตาลมะพร้าว และบางส่วนของต้นไม้ที่กำลังจะเข้าสู่การผลิตเป็นเนื้อมะพร้าวก็ถูกแทนที่ด้วยน้ำตาลมะพร้าว อันเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมราคาของเนื้อมะพร้าว น้ำกะทิ และน้ำมันมะพร้าวจึงมีราคาสูงขึ้น แต่อย่างไรก็ตามมะพร้าวถือว่าเป็นผลไม้เศรษฐกิจของไทยที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้ดี ทาง Mannature จึงอยากให้ทุกคนสนับสนุนการทำน้ำตาลมะพร้าวรวมถึงสินค้าออร์แกนิคเพื่อสุขภาพต่อไป

 

     น้ำตาลดอกมะพร้าวแท้จะได้มาจากช่อดอกอ่อนของมะพร้าว หรือ ภาษาชาวบ้านจะเรียกว่า งวง หรือ จั่น ซึ่งดอกอ่อนที่เอามาทำน้ำตาลได้นั้นจะต้องเป็นดอกที่ยังไม่มีการผสมหรือมีเปลือกแข็งห่อหุ้ม แล้วนำเอาน้ำตาลที่ได้มาแปรรูปให้มีลักษณะเป็นผงเพื่อให้ผู้บริโภครับประทานได้ง่าย สะอาดถูกหลักอนามัยแถมยังไม่มีส่วนผสมของสารเคมี นับได้ว่าเป็นน้ำตาลดอกมะพร้าว “ชาวบ้าน” เป็นการผสมผสานระหว่างอัตลักษณ์ไทยและเทคโนโลยีได้อย่างลงตัว
 

     สนใจติดต่อสั่งซื้อหรือสาระดีๆเกี่ยวกับน้ำตาลดอกมะพร้าว  คลิกที่นี่เลย

น้ำอัลคาไลน์ แตกต่างจาก น้ำทั่วไปอย่างไร ?

ในปัจจุบันนี้มนุษย์เราหันมาใส่ใจสุขภาพร่างกายกันมากขึ้น  ด้วยในปัจจุบันมีความเสี่ยงมากมายตั้งแต่ออกนอกบ้าน คนส่วนใหญ่จึงหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพ หนึ่งในนั้นก็คือเรื่องของการดื่มน้ำ น้ำเป้นปัจจัยหลักในการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานเลยก็ว่าได้แต่ จะเห็นได้ว่าเราก้าวเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อซักร้านหนึ่ง น้ำดื่ม ไม่ได้มีเพียงแค่1ตัวเลือกอีกต่อไป ทั้ง น้ำแร่ น้ำอัลคาไลน์(น้ำด่าง) น้ำดื่มเปล่า หรือน้ำจากหุบเขาใดก็ตาม ทำให้เรายืนสตั้นซักช่วงครู่ ในการเลือก วันนี้ Mannature จะมาอธิบายความแตกต่างของน้ำต่างๆ ในบทความนี้ ไปชมกันเลย

 

เริ่มกันที่ น้ำดื่มอัลคาไลน์ มีดียังไง กันแบบละเอียดๆไปเลยดีกว่า

     น้ำดื่มอัลคาไลน์ หลักการของมันคือ มีกระบวนการแยกองค์ประกอบทางเคมีด้วยไฟฟ้า หรือ กระบวนการอิเล็กโทรลิซิส โดยจะเป็นการปล่อยกระแสไฟฟ้าโดยตรงเข้าสู่น้ำ ผ่านแผ่นตัวนำไฟฟ้าขั้วลบ ซึ่งจะได้น้ำอัลคาไลน์ที่มีประจุลบ ส่วนแผ่นตัวนำไฟฟ้าขั้วบวกจะได้น้ำอะซิดิกที่มีประจุบวก สิ่งที่ได้มาอีกอย่างคือ “ แร่ธาตุ ” ที่อยู่ในน้ำ
 

     ในระหว่างกระบวนการอิเล็กโทรลิซิส กลุ่มโมเลกุลในน้ำจะลดลงจากปริมาณ 11 ถึง 13 โมเลกุลต่อกลุ่ม ลดเหลือเพียง 6 โมเลกุลต่อกลุ่มน้ำ ทำให้น้ำอัลคาไลน์มีขนาดโมเลกุลเล็กกว่าน้ำธรรมดาทั่วไป จึงทำให้เมื่อเราดื่มน้ำอัลคาไลน์เข้าไปร่างกายจะสามารถดูดซึมน้ำเข้าไปยังเซลล์ได้ดียิ่งขึ้น อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายได้รับความชุ่มชื้น เป็นตัวพาสารอาหารเข้าสู่เซลล์เพื่อเผาผลาญได้เร็วขึ้น และช่วยให้เซลล์ขับของเสียออกมาซึ่งเป็นการช่วยขับของเสียออกจากร่างกายนั่นเอง

 

     น้ำดื่มอัลคาไลน์ หรือ น้ำด่าง (Alkaline Water) เป็นน้ำดื่มที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ทันสมัย สะอาดและเต็มไปคุณภาพ มีค่าความเป็นด่าง ซึ่งมีค่า pH ค่อนไปทางด่างอ่อน ๆ ที่มีค่า pH มากกว่า 7 ขึ้นไป นอกจากนี้ยังมีแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการผสมอยู่มากมาย เช่น แคลเซียม โซเดียม แมกนีเซียม และโพแทสเซียม อีกด้วย แต่ต้องไม่มีแร่ธาตุจำพวกโลหะหนักผสมอยู่

 

ค่า pH มีประโยชน์อย่างไร ?

     เรามักจะได้ยิน น้ำดื่ม ค่า pH ต่างๆ ดีแตกต่างกันไป ดังนั้นเราจะรู้ได้อย่างไรว่า ค่าเท่าไหร่ถึงจะเหมาะกับร่างกาย ได้แบ่งมาดังนี้
 

pH 5.5 เหมาะสำหรับผิวภัณฑ์

ล้างใบหน้า น้ำอะซิดิก จะช่วยกระชับผิว กำจัดคราบมัน และเชื้อโรค โดยปราศจากสารเคมี เก็บน้ำอะซิดิกในขวดสเปรย์ใช้พ่นหน้าระหว่างวัน จะช่วยให้ผิวหน้าชุ่มชื้น กระชับ และยังกำจัดสิ่งสกปรกบนผิวหน้าได้อีกด้วย

ล้างเส้นผม ล้างผมด้วยน้ำอะซิดิก จะช่วยให้ผมเงางาม ลดรังแคบนหนังศีรษะ และยังมีรายงานจากผู้ใช้ว่าช่วยแก้ปัญหาผมร่วงได้อีกด้วย

 

pH 7.5 สำหรับชงนมเด็ก

     หากใช้น้ำอัลคาไลน์ผสมกับนมผง จะยิ่งช่วยเสริมสร้างกระดูกในเด็ก ให้แข็งแรงและสมบูรณ์มากขึ้น สำหรับที่ผู้ต้องการหรือเริ่มที่จะดื่มน้ำอัลคาไลน์ครั้งแรก ควรที่จะเลือกเริ่มที่ค่า pH นี้ก่อน

 

pH 8.5 สำหรับดื่ม

     เป็นค่า pH ที่เหมาะสำหรับการดื่ม ช่วยกำจัดความอ่อนเพลีย เมื่อยล้า เพราะอุดมไปด้วยแร่ธาตุที่มีประโยชน์มากมาย เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม และโพแทสเซียม ที่จะซึมเข้าสู่เซลล์ของร่างกายได้รวดเร็ว ช่วยสร้างสมดุลในร่างกาย กำจัดของเสียประเภทกรดออกจากร่างกายได้


pH 9 หุงข้าว

     แช่ข้าวดิบในน้ำอัลคาไลน์เป็นเวลา 30 - 60 นาทีก่อนหุง เม็ดข้าวสวยจะสุกเร็วขึ้น และสามารถจะใช้น้ำน้อยลงกว่าปกติ ทำให้มีรสชาติอร่อยขึ้นโดยไม่แฉะ

 

pH 9.5 ดื่มหลังออกกำลังกาย

     โมเลกุลของน้ำอัลคาไลน์ที่มีขนาดเล็กนั้นจะสามารถซึมเข้าสู่เซลล์ของร่างกายได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหลังการออกกำลังกาย ซึ่งจะช่วยเติมน้ำที่ขาดหายไปได้อย่างรวดเร็ว

 

     ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยและช่วยให้การดื่มเกิดประโยชน์ต่อสุขภาพ เราขอแนะนำให้ “ น้ำดื่มอัลคาไลน์ (น้ำด่าง) ตราแมนเนเจอร์ (Alkaline Water pH8.5+ By ManNature)” น้ำดื่มอัลคาไลน์เพื่อสุขภาพ มีค่าความเป็นด่างอ่อน ๆ อยู่ที่ pH 8.5 ดื่มเพื่อเพิ่มความสดชื่นและคืนความสมดุลให้กับร่างกาย

“น้ำดื่มอัลคาไลน์” ป้องกันผิวแห้งและผิวขาดน้ำ

ผิวที่เปล่งปลั่งดูสุขภาพดีนั้นย่อมดีกว่าผิวแห้ง ลอกเป็นขุย แตก ดูไม่สดใส แต่ปัญหาผิวที่เกิดขึ้นนั้นมีทั้งผิวแห้งและผิวขาดน้ำ ซึ่งเรามีวิธีป้องกันและรักษาผิวของคุณได้อย่างถูกต้องมาฝากกันค่ะ

 

ผิวแห้ง

ผิวแห้ง คือ สภาพผิวที่ขาดซีบัม (Sebum) หรือ น้ำมันธรรมชาติของผิวเพราะต่อมไขมันผิวหนังผลิตซีบัมออกมาไม่เพียงพอต่อร่างกายจึงทำให้ผิวแห้ง บางครั้งอาจเกิดปัญหากับสุขภาพ เช่น โรคไฮโปไทรอยด์ (Hypothyroidism) หรือ ภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำเพราะคนที่ผิวแห้งมักจะมีรูขุมขนที่เล็ก เนื่องจากไม่มีน้ำมันออกมาหล่อเลี้ยงผิว รูขุมขนจะไม่ขยายกว้างเหมือนคนที่มีลักษณะผิวที่มัน

 

ผิวขาดน้ำ

ผิวขาดน้ำ คือ ภาวะที่ผิวขาดความชุ่มชื้น หรือ น้ำในผิวหนังชั้นบนสุด, ชั้นขี้ไคล (Stratum Corneum) เป็นปัญหาผิวหนังที่สามารถเกิดกับทุกสภาพผิว ได้แก่ ผิวผสม ผิวแห้ง ผิวปกติ หรือ ผิวมันก็สามารถที่จะเจอปัญหาผิวขาดน้ำได้เช่นกัน โดยเฉพาะกับคนที่ผิวมันมากๆ หรือ เป็นสิวนั้น ถ้าหากปล่อยให้ผิวยังขาดน้ำผิวก็จะยิ่งแย่มากกว่าเดิม

 

ผิวขาดน้ำลักษณะอย่างไร

ผิวหนังชั้นบนสุดของร่างกายจะมีเซลล์คีราติโนไซต์ (Keratinocytes) เป็นหลักที่คอยผลิตสารโปรตีนไม่ละลายน้ำ เรียกว่า “เคราติน” ซึ่งจะทำหน้าที่เหมือนเกราะป้องกัน ซึ่งจะกักเก็บน้ำให้กับผิว แต่พอผิวขาดน้ำเซลล์คีราติโนไซต์ (keratinocytes) จะไม่สามารถผลิตเคราตินออกมาปกป้องผิวได้ ผิวของคุณก็จะเสียความชุ่มชื้น สารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองก็จะเข้าสู่ผิวชั้นหนังกำพร้าได้ง่ายและจะส่งผลให้เกิดปัญหาผิวอื่นๆตามมาได้ ดังนี้

1.ผิวระคายเคือง คัน อักเสบ แสบแดง หรือแพ้ง่าย
2.รู้สึกได้ว่าผิวเหนื่อยล้า หย่อนยาน
3.ผิวขรุขระไม่เรียบเนียน
4.มีปัญหาสิวเห่อ
5.ใต้ตาดำคล้ำ
6.ผิวทั้งแห้งทั้งมันในเวลาเดียวกัน
7.มีปัญหาผิวลอกแตก บางรายอาจรุนแรงจนถึงขั้นเลือดออก
8.ผิวมีริ้วรอยร่องตื้น

 

สาเหตุของผิวขาดน้ำ

1.สภาพแวดล้อม

มลภาวะทางอากาศที่คุณต้องพบเจอในชีวิตประจำวันนั้นไม่ว่าจะเป็นภายในและภายนอก ได้แก่ อากาศแห้ง อากาศจากเครื่องปรับอากาศ แสงแดด ควันรถ เป็นสาเหตุที่ดึงความชุ่มชื้นออกจากผิวและทำให้ผิวของคุณขาดผิวได้

2.ไลฟ์สไตล์

การใช้ชีวิตประจำวัน หรือ ไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนนั้นก็ถือว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวของคุณขาดน้ำได้ บางคนเป็นคนที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์ หรือ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ได้แก่ กาแฟ น้ำอัดลม ชาและคนที่นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายก็จะเจอปัญหาผิวขาดน้ำได้เช่นกัน

 

“น้ำดื่มอัลคาไลน์” ป้องกันผิวแห้งและผิวขาดน้ำ

น้ำดื่มอัลคาไลน์ (Alkaline Water) หรือ น้ำด่าง คือ น้ำดื่มสะอาดที่มีค่า pH เป็นด่าง (มากกว่า pH 7) ซึ่งสภาพความเป็นด่างนั้นมีส่วนในการช่วยป้องกันการเกิดโรคต่างๆ อีกทั้งยังช่วยในการดูดซึมเข้าไปจับไขมันส่วนเกิน และพวกโลหะหนักในร่างกายได้ดีขึ้น เพียงแค่ดื่มวันละ 8 แก้วอย่างต่ำก็จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวแทนการเพิ่มน้ำมันให้ผิว

 

ประโยชน์ของน้ำด่างหรือน้ำดื่มอัลคาไลน์(น้ำด่าง) กับค่าต่างๆ

– pH 10 น้ำซุป น้ำดื่มอัลคาไลน์ (Alkaline Water) หรือ น้ำด่างมีโมเลกุลขนาดเล็กลง ทำให้สามารถละลายแร่ธาตุที่มีประโยชน์ที่มีประโยชน์ออกจากอาหารได้ดีขึ้น และยังช่วยกำจัดรสขม รสฝาดลิ้น กลิ่นสาป จึงเหมาะสำหรับการทำน้ำซุปต่างๆ
– pH 9.5 หลังออกกำลังกาย โมเลกุลของน้ำดื่มอัลคาไลน์ (Alkaline Water) หรือ น้ำด่างมีขนาดเล็กจะสามารถซึมเข้าสู่เซลล์ของร่างกายได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหลังการออกกำลังกาย ซึ่งจะช่วยเติมน้ำที่ขาดหายไปได้อย่างรวดเร็ว
– pH 9 หุงข้าว แช่ข้าวดิบในน้ำดื่มอัลคาไลน์ (Alkaline Water) หรือ น้ำด่างเป็นเวลา 30-60 นาทีก่อนหุง เม็ดข้าวสวยจะสุกเร็วขึ้น และสามารถจะใช้น้ำน้อยลงกว่าปรกติ ทำให้มีรสชาติอร่อยขึ้นโดยไม่แฉะ
– pH 8.5 สำหรับดื่ม กำจัดความอ่อนเพลียเมื่อยล้า เพราะแร่ธาตุที่มีประโยชน์มากมาย เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม และโปตัสเซียม จะซึมเข้าสู่เซลล์ของร่างกายได้รวดเร็ว จากนั้นน้ำดื่มอัลคาไลน์ (Alkaline Water) หรือ น้ำด่าง ยังมีค่า ORP ลบสูง (OXIDATION REDUCTION POTENTIAL) ช่วยสร้างสมดุลในร่างกาย กำจัดของเสียประเภทกรดออกจากร่างกาย
– pH 7.5 สำหรับชงนมเด็ก น้ำดื่มอัลคาไลน์ (Alkaline Water) หรือ น้ำด่างผสมกับนมผงจะช่วยเสริมสร้างกระดูกในตัวเด็กผู้เริ่มดื่มน้ำดื่มอัลคาไลน์ (Alkaline Water) หรือ น้ำด่างครั้งแรกให้เริ่มดื่มที่ค่านี้ก่อน
– pH 5.5 สำหรับผิวภายนอก

ด้วยความปรารถนาดีจาก

น้ำดื่มอัลคาไลน์ (น้ำด่าง) ตราแมนเนเจอร์ (Alkaline Water pH8.5+ By ManNature)

ขอขอบคุณข้อมูลจาก sanook

มนุษย์สามารถขาด น้ำ ได้กี่วัน

น้ำ เป็นสิ่งสำคัญของชีวิตรองมาจากอากาศหายใจ รู้หรือไม่ว่า ร่างกายของเรานั้นประกอบไปด้วยน้ำร้อยละ 70 ในเด็กเล็ก มีน้ำเป็นส่วนประกอบร้อยละ 74  เนื่องจากร่างกายจำเป็นต้องมีน้ำหมุนเวียนน้ำในร่างกายตลอดเวลา โดยกินน้ำเข้าประมาณ 2.5 ลิตรต่อวัน น้ำทำให้ข้อเคลื่อนไหวได้สะดวก และกันการกระทบกระแทกของอวัยวะต่างๆ ในทางตรงกันข้าม
 

     Dr.Fereydoom Batmanghelidj ได้กล่าวเอาไว้ในหนังสือ " You Body's Many Cries for Water " ที่พูดถึงภาวะการขาดน้ำ ซึ่งมีส่วนที่จะก่อให้เกิดความดันโลหิตสูง โรคหืด โรคภูมิแพ้ และการขาดน้ำอาจก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะข้างเดียว (Migraine) และยังอ้างอีกว่า การขาดน้ำทำให้ผู้ป่วยที่เป็นลำไส้ใหญ่อักเสบ โรคท้องผูก มีอาการทุเลาขึ้นโดยเพียงให้ดื่มน้ำ

        

ถ้าร่างกายขาดน้ำ หรือ หยุดการดื่มน้ำประมาณ 3 วัน มีโอกาสสูงมากที่จะเสียชีวิต

     ในทางคู่ขนานหากดื่มน้ำไม่เพียงพอต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน สิ่งที่ตามมาคือ จะง่ายต่อการเป็นโรคภัยไข้เจ็บได้ง่าย คนส่วนใหญ่มักดื่มน้ำน้อยเกินไป ขณะเดียวกันที่ร่างกายก็จะต้องพยายามดิ้นรน และปรับตัวกับการขาดน้ำเรื้อรังอยู่ภายในอย่างเงียบๆ ซึ่งทำให้เกิดสภาวะสุขภาพเสื่อมโทรมตามมา นอกจากนี้ น้ำที่ใช้ดื่มกันโดยทั่วไปจะมีสิ่งสกปรกเจือปน ที่พบมาก เช่น ใยหิน (Asbestos) ไข่พยาธิ (เช่น Cryptosporidium และ Giardia) ตะกั่ว ปรอท คลอรีน ความขุ่น และสารเคมีต่างๆ
 

     ด้านอาจารย์จากมหาวิทยาลัยดยุค ดร.คลาวเดอ พีแอนตาโดซี กล่าวว่า คนเราสามารถอยู่นอกบ้านในอุณหภูมิปกติได้ 100 ชม.โดยไม่ต้องดื่มน้ำ ถ้าอากาศเย็นกว่าปกติก็จะมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น แต่ถ้าอากาศร้อนหรือได้รับแสงแดดโดยตรงระยะเวลาการมีชีวิตรอดจะสั้นลง
 

     ร่างกายมนุษย์นั้นมีการสูญเสียน้ำอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการดื่มน้ำเพียงวันละ 1 แก้ว จึงไม่เพียงพอตามความต้องการนี้ อีกทั้งเซลล์ในร่างกายยังใช้น้ำเพื่อรักษาระบบการทำงาน น้ำยังเป็นตัวหล่อลื่นสำหรับข้อต่อต่างๆ, ควบคุมอุณหภูมิในร่างกายเหงื่อและการหายใจ และสุดท้ายช่วยในเรื่องการขับถ่ายของเสียอีกด้วย ร่างกายจะสูญเสียน้ำเมื่อขับเหงื่อ, เข้าห้องน้ำ, และแม้แต่หายใจออก
 

     เนื่องจากปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของเรานั้นคือ อากาศ น้ำ และอาหาร และตามข้อมูลจากสถาบันนิติเวชวิทยา บอกว่าร่างกายจะอยู่ได้ในบรรยากาศที่มีออกซิเจนประมาณ 20.9 เปอร์เซนต์ ถ้าบรรยากาศที่ออกซิเจนน้อยกว่า 5 เปอร์เซนต์ คนจะหมดสติอย่างรวดเร็วและอาจตายได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที ถือว่าอากาศสำคัญต่อการมีชีวิตรอดมากที่สุด
 

     นอกจากนี้ร่างกายยังต้องการอาหารและน้ำเพื่อการดำรงชีวิตอีกด้วย ซึ่งมนุษย์สามารถอยู่ได้นานถึง 3 สัปดาห์ถ้าไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย

 

     คำแนะนำเรื่องการดื่มน้ำ

     สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ บอกว่า ในอาหารมีน้ำอยู่บ้างแล้ว แต่การดื่มน้ำถือเป็นสิ่งสำคัญ และสิ่งจำเป็นที่สุด เครื่องดื่มชนิดต่างๆ เช่น น้ำผลไม้ หรือนม สามารถป้องกันร่างกายขาดน้ำได้ แต่เครื่องดื่มจำพวก แอลกอฮอล์  ควรหลีกเลี่ยง เนื่องจาก แอลกอฮอล์เป็นสาเหตุที่จะทำให้ ร่างกายของเรากระตุ้นการขับถ่ายของเสียออกมากว่าการดื่มน้ำปกติ เสียอีก

 

     ดังนั้นก็ดื่มควรดื่มให้เพียงพอในแต่ละวัน ที่ร่างกายต้องการ เนื่องจากการขาดน้ำ หรือ ดื่มน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวันมันส่งผลเสีย ต่างไม่ว่าจะเป็นภูมิคุ้มกัน และโรคต่างๆที่จะตามมา หมั่นจิบนน้ำ ตลอดทั้งวัน นอกจากจะช่วยให้ร่างกายสดชื่นแล้ว ยังช่วยให้ร่างกายของเรา มีผิวพรรณที่สดใส มีน้ำมีนวล สามารถติดตามข่าวสารดีๆ ของเราได้ที่นี่ คลิกเลย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก hipurify

“กรดไขมัน” คืออะไร

     หลายๆคนคงไม่รู้ว่า “กรดไขมัน” คืออะไร จริงๆแล้วกรดไขมัน (Fatty Acids) คือ โครงสร้างไขมันที่พบได้ในร่างกายหรือในอาหารที่รับประทาน ร่างกายจะทำการสลายไขมันให้กลายเป็นกรดไขมันระหว่างที่ย่อยอาหารเพื่อดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด

     ซึ่งกรดไขมันจะส่งผลต่อการทำงานและเป็นแหล่งเก็บสำรองพลังงานของร่างกายและร่างกายจะดึงกรดไขมันมาใช้ในกรณีที่เผาผลาญกลูโคสมาเป็นพลังงานได้ไม่เพียงพอ คุณควรบริโภคกรดไขมันจากสัตว์ พืช และน้ำมันในปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกาย

 

ประเภทของกรดไขมัน

ประเภทของกรดไขมันนั้นจะแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้

1.ไขมันอิ่มตัว

ไขมันประเภทนี้จะมีลักษณะแข็งตัวเมื่ออยู่ในอุณหภูมิห้อง แหล่งที่จะพบไขมันอิ่มตัวนั้นมักมาจากเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์เนยนม เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เนย ชีส หรือ ของทอด ในน้ำมันพืชบางชนิดก็จะมีกรดไขมันอิ่มตัวเหมือนกัน เช่น น้ำมันมะพร้าว (coconut oil) น้ำมันปาล์ม ผู้ที่รับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวมากจนเกินความเหมาะสมของร่างกายก็จะก่อให้เกิดความเสี่ยงระดับคอเลสเตอรอลสูง, โรคหัวใจและหลอดเลือดสมองจึงควรรับประทานไขมันอิ่มตัวในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดผลดีมากกว่าผลเสีย

 

2.ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว

ไขมันประเภทนี้จะมีลักษณะเป็นของเหลวเมื่ออยู่ในอุณหภูมิห้องและกลายเป็นของแข็งเมื่ออุณหภูมิต่ำ แหล่งที่จะพบไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวมักมาจากน้ำมันพืช เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันงา อะโวคาโด ปลาทูน่า เป็นต้น ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี, ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ไปจนถึงร่างกายจะได้รับกรดไขมันจำเป็นที่ไม่สามารถสร้างเองได้ทำให้มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

 

3.ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน

ไขมันประเภทนี้จะมีลักษณะเป็นของเหลวเมื่ออยู่ในอุณหภูมิห้องและกลายเป็นของแข็งเมื่ออุณหภูมิต่ำ แหล่งที่จะพบไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนมักมาจากน้ำมันพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพดหรือผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ซึ่งไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนนั้นจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีในเลือด, ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ให้สารอาหารที่เสริมสร้างเซลล์ในร่างกายทำให้ร่างกายได้รับกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ เช่น โอเมก้า3 โอเมก้า6 ซึ่งการบริโภคไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและเชิงซ้อนนั้นจะช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์มากกว่าไขมันทรานส์

 

4.ไขมันทรานส์

ไขมันทรานส์นั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ไขมันทรานส์ชนิดธรรมชาติ ซึ่งจะอยู่ในเครื่องในสัตว์หรืออาหารที่ทำมาจากสัตว์และไขมันทรานส์นิดสังเคราะห์ ซึ่งจะมาจากการผ่านกระบวนการอุตสาหกรรมเพราะในปัจจุบันมีผู้คนมากมายที่นิยมใช้ไขมันทรานส์เก็บรักษาอาหารที่ทำให้มีอายุอยู่ได้นานขึ้นและปรุงแต่งรสชาติเนื้อสัมผัสของอาหาร ซึ่งไขมันทรานส์นั้นพบเจอได้ในอาหารหลายอย่าง เช่น มาการีน ของทอด ผลิตภัณฑ์ขนมอบ ผลิตภัณฑ์เนยนม เนื้อสัตว์ เป็นต้น การบริโภคไขมันทรานส์นั้นจะส่งผลเสีย คือ ระดับคอเลสเตอรอลไม่ดีเพิ่มขึ้นและลดระดับคอเลสเตอรอลดีให้น้อยลง เกิดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดมากขึ้น สำหรับใครที่เป็นโรคเบาหวานชนิด2 ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันประเภทนี้

 

กรดไขมันกินอย่างไรให้ดีต่อร่างกาย

วิธีรับประทานกรดไขมันที่ดี ไขมันเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย การเลือกรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันดีจะช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์และช่วยเสริมสร้างสุขภาพให้กับร่างกาย

1.รับประทานถั่ว 

ถั่วเป็นอาหารที่มีไขมันสูง แต่ก็ควรเลือกรับประทานถั่วที่จะให้กรดไขมันที่ดี เช่น อัลมอนด์ วอทนัท ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อหัวใจและช่วยลดไขมันที่ไม่ดีออกไปจากร่างกาย การรับประทานถั่วนั้นสามารถทานแทนอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันดีและเลือกถั่วที่ไม่ผ่านการปรุงด้วยน้ำมัน หรือ เกลือในปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกายเพราะถั่วนั้นให้พลังงานกับร่างกายสูง

2.กินปลาที่มีไขมันดี

คุณควรรับประทานปลาที่มีกรดไขมันโอเมก้า3 ที่อุดมไปด้วยโปรตีน เช่น แซลมอน ทูน่า ซึ่งผู้ที่บริโภคปลาที่มีกรดไขมันที่ดีนั้นจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและโรคมะเร็ง  อีกทั้งยังเสริมสร้างการทำงานของอารมณ์และสุขภาพจิต แต่ก็ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม โดยเฉพาะสตรีที่ตั้งครรภ์เพราะอาจจะทำให้เสี่ยงที่จะได้รับสารปรอทที่ปนเปื้อนมาจากปลาได้

3.เลือกกินให้เหมาะสม 

ในปัจจุบันชีวิตที่เร่งรีบทำให้พฤติกรรมการบริโภคและใช้ชีวิตนั้นแย่ลง ดังนั้น ควรเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลายและครบถ้วน โดยรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ผัก ผลไม้ หรือเนื้อปลา งดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่แต่หันมาออกกำลังกายให้เสมอเสมอ

4.บริโภคน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพ 

น้ำมันที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ คือน้ำมันมะพร้าว (coconut oil) ที่ช่วยให้สารอาหารและป้องกันร่างกายจากโรคภัยไข้เจ็บได้

4.1.น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสำหรับปรุงอาหาร ช่วยบำรุงสมองและระบบประสาท 

4.2.น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสำหรับปรุงอาหาร ให้ความร้อนได้สูง 

4.3.น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสำหรับปรุงอาหาร อาหารสุกกรอบง่าย 

4.4.น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสำหรับปรุงอาหาร ไม่มีกลิ่นหืน 

4.5.น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสำหรับปรุงอาหาร สามารถเก็บไว้ได้นาน 

4.6.น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสำหรับปรุงอาหาร ช่วยทำให้อาหารมีกลิ่นหอมมากขึ้น 

4.7.น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสำหรับปรุงอาหาร มีกรดไขมันอิ่มตัวสูงไม่ก่อให้เกิดสารก่อมะเร็ง 

4.8.น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสำหรับปรุงอาหาร ทำด้วยกรรมวิธีจากธรรมชาติไม่มีสารเคมีเป็นพิษ 

4.9.น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสำหรับปรุงอาหาร ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดอุดตัน 

ด้วยความปรารถนาดีจาก mannature

ขอขอบคุณข้อมูลจาก pobpad

วิธีเพิ่มกล้ามในเวลาสั้นๆ

     การเสริมสร้างกล้ามเนื้อเป็นเรื่องที่ดีต่อร่างกายและช่วยทำให้สุขภาพดียิ่งขึ้น แต่สำหรับบางคนอาจจะอยากทราบวิธีเพิ่มกล้ามในเวลาสั้นๆ แถมยังสุขภาพดีควบคู่ไปด้วย

 

กินอย่างไรให้เพิ่มกล้าม

1.ดื่มน้ำก่อนและหลังออกกำลังกาย

การดื่มน้ำนั้นสำคัญในการที่คุณจะสร้างกล้ามเนื้อ โดยปกติแล้วคุณควรดื่มน้ำ 6-8 แก้วต่อวัน ผู้ที่ออกกำลังกายควรดื่มน้ำก่อนออกกำลังกายประมาณ 350-470 มิลลิลิตร และดื่มน้ำ 200-300 มิลลิลิตร ระหว่างออกกำลังกาย ส่วนผู้ที่ออกกำลังกายมากกว่า 1 ชั่วโมง อาจจะต้องดื่มเกลือแร่สำหรับนักกีฬาเพราะร่างกายสูญเสียเกลือแร่และเสี่ยงที่ต่อการสุขภาพได้

2.ควรรับสารอาหารที่ครบถ้วน สารอาหารที่จำเป็นต่อผู้ที่สร้างเสริมกล้ามเนื้อ ได้แก่ ไขมัน โปรตีน วิตามิน คาร์โบไฮเดรต เกลือแร่

- รับระทานผักผลไม้ทุกวัน

รับประทานผักผลไม้ทุกวัน ผักและผลไม้ถือเป็นแหล่งวิตามินและเกลือแร่ที่สำคัญต่อร่างกายจึงควรรับประทานผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 5 ส่วน

- ไม่อดแป้ง

ควรรับประทานอาหารประเภทแป้งเป็นอาหารหลักในทุกๆมื้อเพราะแป้งให้พลังงานและเป็นแหล่งสารอาหารหลักสำหรับร่างกายและควรมีไฟเบอร์และวิตามินให้เพียงพอควบคู่ไปด้วย ควรเลี่ยงคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่มากเกินความเหมาะสมของร่างกายเพราะจะไปกระตุ้นระดับอินซูลินให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและยับยั้งการผิตโกรทฮอร์โมน (Growth Hormones) ซึ่งจะช่วยในการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อเพราะถ้าหากร่างกายขาดแป้งจะทำให้สร้างกล้ามเนื้อได้ยากและทำให้พลังงานไม่พอ

- รับประทานผลิตภัณฑ์นม

รับประทานผลิตภัณฑ์นมควบคู่ไปด้วยเพราะเป็นแหล่งสารอาหารโปรตีนและแคลเซียมที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกและควรเลือกนมหรือโยเกิร์ตที่มีน้ำตาลน้อย ควรเลือกรับประทานโปรตีนที่ไม่ปรุงรสหวานแต่อุดมไปด้วยแคลเซียม เช่น น้ำนมถั่วเหลือง ชีสถั่วเหลือง

- รับประทานถั่วและแหล่งโปรตีนต่างๆ

ใครที่ต้อการเพิ่มกล้ามเนื้อควรเลือกรับประทานถั่วต่างๆ เช่น ปลา ไข่ เนื้อสัตว์และโปรตีน เนื่องจากอาหารเหล่านี้เป็นแหล่งของโปรตีน ซึ่งช่วยในการเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย เนื้อสัตว์จะให้ธาตุเหล็ก สังกะสี วิตามินบี เนื้อปลาจะให้โปรตีน เกลือแร่ วิตามินหรือสามารถรับประทานน้ำมันปลาที่อุดมไปด้วยกรดโอเมก้า3 ควบคู่ไปด้วยได้

- รับประทานอาหารไขมันต่ำและน้ำตาลน้อย

คุณควรเลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำในปริมาณน้อย เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว (coconut oil) น้ำมันทานตะวัน และเลี่ยงอาหารที่ไขมันสูงหรือมีน้ำตาลมาก เพราะการรับประทานไขมันอิ่มตัวที่มากเกินไปจะยิ่งเพิ่มคอเลสเตอรอลในเลือดให้สูงขึ้น เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ

- รับประทานโปรตีนให้เพียงพอ

การเพิ่มกล้ามเนื้อต้องได้รับโปรตีนในปริมาณที่เพียงพอเพราะโปรตีนจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อ โดยร่างกายต้องการกรดอะมิโนจำเป็นไปช่วยเพิ่มโปรตีนหรือคุณสามารถดื่มไฮเวย์ นมเวย์โปรตีน (HighWay Whey Protein) ซึ่งเป็นเวย์โปรตีนสำเร็จรูปมีโปรตีนคุณภาพสูง ไขมันและน้ำตาลต่ำ คอลลาเจนสูง ข้อต่อยืดหยุ่นดีขึ้น ย่อยง่าย ร่างกายสามารถดูดซึมเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้อย่างรวดเร็วรวมไปถึงช่วยซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่สูญเสียในขณะออกกำลังกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยลดน้ำหนัก ซึ่งส่งผลดีต่อร่างกาย อีกทั้งยังสามารถพกพา ไปเพื่อรับประทานได้สะดวก โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มี เวลาทำอาหารเองและต้องการรับประทานโปรตีนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

 

ออกกำลังกายเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ

เมื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารแล้วควรออกกำลังกายเพิ่มเพิ่มกล้ามเนื้อควบคู่ไปด้วย การออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อ (strength training) คือ การออกกำลังกายเสริมสร้างการทรงตัวที่สำคัญ ซึ่งการออกกำลังเป็นประจำจะกระตุ้นกล้ามเนื้อให้ใช้ออกซิเจนอย่างมีประสิทธิภาพและทำให้หัวใจและปอดแข็งแรง การออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อยังช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้หลังจากที่คุณหยุดออกกำลังกายไปแล้ว โดยการออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อมีหลายชนิด ดังนี้

1.บอดี้เวท (Body Weight)

บอดี้เวท (Body Weight) คือ การออกกำลังกายที่ใช้น้ำหนักของตัวเองเป็นแรงต้าน นับเป็นวิธีเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อที่มีประสิทธิภาพวิธีหนึ่ง โดยท่าบอดี้เวท (Body Weight) มีดังนี้

1.1.วิดพื้น (Push Up)

1.2.ฝึกกล้ามเนื้อหลังแขน (Tricep Dip)

1.3.สควอท (Squat)

1.4.บริหารขา (Lunge)

1.5.บริหารหน้าท้อง (Crunch)

1.6.ฝึกกล้ามเนื้อหลัง (Back Raise) 

1.7.ฟรีเวท (Free Weight)

1.8.เล่นเครื่องเล่นเวท (Weight Machines)

1.9.ยางยืดออกกำลังกาย (Resistance Band) 

1.10.โยคะ (yoga)

     การฝึกร่างกายและเสริมสร้างกล้ามเนื้ออยู่ตลอดนั้น ย่อมส่งผลดีต่อสุขภาพอยู่แล้วเพียงแค่รับประทานอาหารและออกกำลังกายให้ถูกหลักเพียงเท่านี้คุณก็จะมีกล้ามเนื้อสวยๆในระยะเวลาไม่นานได้แล้ว ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับวินัยของคุณด้วย

ด้วยความปรารถนาดีจาก mannature

ขอขอบคุณข้อมูลจาก pobpad

“รอยแตกลาย” รักษาได้ด้วยน้ำมันมะพร้าว

     ความกังวลใจเมื่อผิวแตกลาย หลาย ๆ คนหาทางรักษา บางคนเสียเงินไปหลายหลักเพื่อที่จะทำให้ผิวแตกลายนั้นหายไป แต่จริง ๆ แล้วผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติอย่างน้ำมันมะพร้าวสามารถให้ประโยชน์ในด้านผิวหนังได้อย่างมากมาย

 

สาเหตุของรอยแตกลาย

ผิวแตกลายเกิดจากการที่ร่างกายนั้นขยายขึ้นอย่างรวดเร็วและผิวหนังนั้นไม่สามารถยืดเพื่อรองรับการขยายนั้นและคอลลาเจนเป็นโปรตีนที่ช่วยให้ผิวหนังยืดหยุ่นได้มากขึ้น แต่ถ้าผิวหนังไม่มีคอลลาเจนมากพอก็สามารถเป็นสาเหตุของการเกิดผิวแตกลายได้ ในหญิงตั้งครรภ์ส่วนใหญ่จะเกิดผิวแตกลายเพราะการเติบโตอย่างพุ่งพรวดของเด็กในท้อง สารสเตียรอยด์ก็สำคัญเพราะถ้าได้รับสารนี้มากเกินไปก็ทำให้ร่างกายเกิดผิวแตกลายได้เช่นกัน

 

รักษารอยแตกลาย

การรักษาผิวแตกลายจะเป็นการทำให้ผิวหนังในบริเวณนั้นบางลงด้วยจึงทำให้รอยแตกลายจางลง แต่ไม่สามารถกำจัดรอยแตกลายให้ออกไปได้หมด ซึ่งมีวิธีการรักษาผิวแตกลายได้หลายวิธี ดังนี้

 

1.ครีมบำรุงผิวหรือเจล

ครีมบำรุงผิวหรือเจลควรใช้ในขณะที่รอยแตกลายนั้นเป็นสีม่วงหรือสีแดง ส่วนใหญ่แล้วครีมจะมีส่วนผสมของเรตินอยด์ (Rerinoid) ซึ่งเป็นสารอนุพันธุ์ของวิตามินเอ อย่างเทรทิโนอิน (Tretinoin) กรดวิตามินเอในตัวครีมจะช่วยสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวหนังขึ้นมาทดแทนทำให้รอยแตกลายปรับสภาพคล้ายกับผิวหนังปกติ ผลข้างเคียงในครีมจะทำให้เกิดการระคายเคืองควรระมัดระวังในการใช้และยิ่งในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ควรจะระวังเป็นพิเศษ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้หรือเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีวิตามินเอหรือสำหรับคนท้องโดยเฉพาะ

 

2.บอดี้ออยล์บำรุงผิว (Body Oil)

บอดี้ออยล์จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวได้เป็นอย่างดีแต่ควรใช้บอดี้ออยล์ที่ไม่มีส่วนผสมของ Mineral Oil ที่ผลิตจากน้ำมันปิโตเลียม ซึ่งจะทำให้ผิวอุดตันหรือเกิดสิวบนผิวหนัง ซึ่งในยุคปัจจุบันมีบอดี้ออยล์ที่สกัดมาจากธรรมชาติ เช่น Rosehip Oil จะช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวที่ทำให้รอยแตกลอยจางลงอย่างรวดเร็ว หรือ Sesame Oil ที่ช่วยให้ผิวหนังกระชับและยืดหยุ่น

 

3.เลเซอร์

การรักษารอยแตกลายโดยวิธีเลเซอร์นั้นเป็นการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูง เพราะแพทย์ต้องใช้เครื่องยิงลำแสงไปที่ผิวหนังบริเวณรอยแตกลายเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนหรืออิลาสติน โปรตีนที่ชั้นผิวหนัง ซึ่งจะช่วยลดรอยแตกลายทำให้ผิวที่แตกลายนั้นกลมกลืนไปกับผิวปกติ ถึงแม้จะไม่ทำให้รอยแตกลายหายไปแต่ทำให้จางลง

 

4.การกรอผิว (Microdermabrasion)

การกรอผิวนั้น แพทย์จะใช้เครื่องมือพ่นผลึกแร่ที่ละเอียดมากเพื่อลอกผิวหนังกำพร้าชั้นตื้น กระตุ้นให้เกิดเซลล์ผิวหนังใหม่และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวหนังในบริเวณที่แตกลาย วิธีนี้มีค่าใช้จ่ายสูงและต้องทำซ้ำ ๆ หลายรอบ หลังจากรักษาวิธีนี้ต้องหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดและไม่เหมาะกับบุคคลที่มีสีผิวเข้มเพราะจะทำให้ยิ่งเกิดรอยและสีผิวหนังไม่สมดุล

 

5.การทำศัลยกรรม

การทำศัลยกรรมตกแต่งนั้นแพทย์จะนำเอาไขมันส่วนเกินในบริเวณหน้าท้องพร้อมกับผิวหนังที่มีรอยแตกออกไปเป็นการศัลยกรรมเพื่อความงามและมีค่าใช้จ่ายที่สูงมากหลังจากศัลยกรรมแล้วจะมีรอยแผลเป็น ไม่แนะนำถ้าไม่จำเป็น

 

6.น้ำมันมะพร้าว (Coconut oil)

น้ำมันมะพร้าว (Coconut oil) นอกจากจะนำมาปรุงอาหารและยังสามารถนำมาบำรุงผิวได้ ซึ่งน้ำมันมะพร้าว (Coconut oil) เป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติปลอดภัยต่อทุกเพศทุกวัยที่ใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ น้ำมันมะพร้าว (Coconut oil) มีคุณสมบัติในการช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวและเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิวเพื่อรองรับจากการขยายหน้าท้องอย่างรวดเร็วและมีความปลอดภัยต่อทารกในครรภ์ แถมยังประหยัดต่อเงินในกระเป๋าอีกด้วย

 

ป้องกันรอยแตกลาย

ใครที่ยังไม่มีรอยแตกลายตามผิวหนังก็สามารถป้องกันก่อนที่จะเกิดรอยแตกลายได้เพราะถ้าเกิดขึ้นแล้วยากที่จะหายไป การป้องกันที่ดีที่สุด คือ การดูแลรูปร่างและน้ำหนักตัวควรควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ควรควบคุมอาหารรับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ เน้นอาหารที่ให้สารอาหาร เช่น วิตามิน แร่ธาตุ วิตามินอี วิตามินซี แร่สังกะสี แร่ซิลิคอน แต่ก็ไม่ต้องรับประทานมากจนเกินความเหมาะสมควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ส่วนในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และทาน้ำมันมะพร้าว (Coconut oil) หรือน้ำมันธรรมชาติเพื่อป้องกันการเกิดรอยแตกลายไว้ได้ ถึงแม้ว่ารอยแตกลายจะยังไม่เกิดคุณก็สามารถป้องกันตัวคุณเองต่อการเกิดรอยแตกลายนั้นได้

 

     ผิวหนังของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ในวิธีการรักษารอยแตกลายต่าง ๆ ก็อยู่ที่ความเหมาะสมของแต่ละคน แต่การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติก็ไม่เสียหายและยังให้สารที่ดีแก่ผิวโดยมาจากธรรมชาติ ทำให้ผิวของคุณยืดหยุ่นพร้อมรับมือกับทุกสภาพผิวง่าย ๆ ค่ะ

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

ขอขอบคุณข้อมูลจาก pobpad

5 โรคร้ายจากฝุ่น PM 2.5

     ไม่มีพื้นที่ไหนที่จะมีปริมาณ PM 2.5 วิกฤติเท่าเชียงใหม่และพื้นที่ภาคเหนือของไทย วิกฤติถึงขนาดเป็นพื้นที่อันตราย ซึ่งปัญหามลภาวะมักมาพร้อมกับปัญหาด้านสุขภาพที่จะเกิดขึ้นตามมาอย่างไม่น่าสงสัยและโรคที่มักเกิดในภาวะฝุ่นแบบนี้จะเป็นโรคอะไรบ้างเรามาดูกันค่ะ

 

            1.โรคตาแห้งจากต่อมน้ำตาอักเสบ

          Mask ปิดปากอย่างเดียวคงไม่พอ ขึ้นชื่อว่าฝุ่นที่มีขนาดเล็กจึงเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะมีผลกระทบต่อดวงตา ลองจินตนาการดูว่าแค่ลมพัดฝุ่นเข้าตาเรายังระคายเคืองขนาดนั้น แล้วกับฝุ่นขนาดเล็กอย่าง PM2.5 ที่เกิดเข้าไปอุดตันอยู่ในท่อน้ำตาของเรา คงไม่ต้องบอกว่ามันจะส่งผลกระทบต่อดวงตาของเราแน่นอน ซึ่งนอกจากจะทำให้ต่อมน้ำตาอักเสบแล้วยังส่งให้เกิดอาการตาแห้ง ระคายเคืองอีกด้วย

            2.อาการระคายเคืองในผนังทางเดินหายใจ

          อากาศสัมพันธ์โดยตรงกับระบบทางเดินหายใจ ดังนั้นอากาศที่ปนเปื้อนและเต็มไปด้วยฝุ่นจึงก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจได้แบบไม่ต้องคิด ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คืออาการระคายเคืองในผนังทางเดินหายใจที่เกิดจากการสูดอากาศที่ปนเปื้อนเข้าไปเป็นเวลานาน ๆ จนเกิดอาการแสบคอ แสบจมูก ที่หากปล่อยไว้ก็อาจถึงขั้นเกิดแผลในทางเดินหายใจ

3.ผนังปอดอักเสบ

นอกจากทางเดินหายใจแล้ว อวัยวะอีกอย่างที่สัมพันธ์โดยตรงกับอากาศก็คือ ปอด ที่มีหน้าที่ในการฟอกอากาศเปลี่ยนออกซิเจนให้เข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งเดาได้ไม่ยากว่าหากอากาศปนเปื้อนก็จะกระทบถึงปอดอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งในกรณีของ PM2.5 นั้นสามารถนำไปสู่การเกิดอาการของโรคผนังปอดอักเสบได้

4.โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง

อย่างที่บอกว่ามลพิษทางการอากาศและการปนเปื้อนนั้นหนีไม่พ้นที่จะสร้างปัญหาและโรคที่เกี่ยวกับปอด นอกจากผนังปอดอักเสบแล้ว PM2.5 ยังเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคที่ร้ายแรงขึ้นไปอีกนั้นคือ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเรื้อรังก็คือมันจะเป็นไปเรื่อย ๆ และส่งผลกับการไหลผ่านของอากาศในระบบทางเดินหายใจ ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังจะมีอาการเหนื่อย ไอ และมีเสมหะ และเกิดโรคในกลุ่มอาการเดียวกันร่วมด้วยนั้นคือ โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง ซึ่งพบได้ในกลุ่มคนสูบบุหรี่

5.โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ

เป็นหนึ่งในโรคที่มีอันตรายถึงชีวิต PM2.5 เป็นหนึ่งในสาเหตุของการเกิดโรคนี้จากการที่ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตและระบบทางเดินหายใจมีความผิดปกติหรือบกพร่อง ซึ่งจะส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจจากระบบไหลเวียนโลหิตที่ไปเลี้ยงหัวใจทำงานผิดปกติ ซึ่งผู้ป่วยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะมักไม่ทราบว่าตนเองมีปัญหา และหากปล่อยไว้นาน ๆ จะเกิดอาการ ใจสั่น เจ็บหน้าอก หายใจหอบ เหงื่อออกมาก วิงเวียน หน้ามืด คล้ายจะเป็นลม และเสี่ยงที่จะนำไปสู่การเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวหรือหลอดเลือดสมองอุดตัน ซึ่งมีอันตรายถึงชีวิต

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก เครื่องฟอกอากาศ ตราแมนเนเจอร์ (Air Purifier by ManNature)

  ขอขอบคุณข้อมูลจาก undubzapp

น้ำอัลคาไลน์ น้ำดื่มในอุดมคติ

น้ำดื่มในอุดมคติควรมีลักษณะดังนี้

1.น้ำแร่ (Mineral Water) คือ น้ำที่มีเกลือแร่จำเป็นละลายอยู่

2.น้ำที่มีฤทธิ์เป็นด่าง (Alkaline Water)

3.น้ำที่มีโครงสร้างขนาดเล็ก (Micro Cluster หรือ Small Cluster)

4.น้ำที่ไม่มีสิ่งปนเปื้อนซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น เชื้อจุลินทรีย์ สารเคมีและโลหะหนัก ฯลฯ

5.น่้ำที่มีค่า Oxidation Reduction Potential (ORP) เป็นประจุลบ

6.มีปริมาณออกซิเจนสูงอย่างเหมาะสม

 

ระบบโลหิตของมนุษย์ต้องการฤทธิ์ด่าง

            ตามปกติเลือดของมนุษย์มีค่า pH7.4 (ระหว่าง 7.35-7.45) คือ มีความเป็นด่างอ่อน ๆ ถ้า pH ในเลือดเป็น 6.8 (กรด) จะหมดสติและถึงตายได้ ถ้า pH ของเลือดต่ำลงมาน้อยกว่า 7.3 (ซึ่งตามหลัก pH 7.3 นี้ยังมีค่าเป็นด่าง) คนไข้จะเริ่มมีอาการซึ่งเรียกว่าสภาวะกรดเป็นพิษในเลือด (Acidosis) และต่ำกว่า 7.0 (ซึ่งตามหลัก pH 7.0 นี้ถือว่าเป็นกลาง) คนไข้จะตายได้ถ้าไม่รีบแก้ไขทันท่วงที

 

ระบบการสร้างสภาวะกันชน (Buffer) ภายในร่างกาย

            ร่างกายของมนุษย์จะเป็นกรดง่ายมาก เพราะอาหารส่วนใหญ่ที่กินจะก่อให้เกิดฤทธิ์เป็นกรด โดยเฉพาะอาหารพวกเนื้อสัตว์ เมื่อมีการเผาผลาญอาหาร Metabolism ก็จะเกิดของเสียที่มีฤทธิ์เป็นกรด (Acidic Waste) กับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) แก๊ส(Co2) นี้จะละลายในเลือดเพื่อกลับมายังปอดแล้วถูกขับออกมาเป็นลมหายใจออก

            การละลายของแก๊ส(Co2) นี้ทำให้กรดคาร์บอนิค (Carbonic Acid) แต่ร่างกายไม่ต้องการความเป็นกรด ดังนั้น เลือดต้องสร้างความเป็นด่างเพื่อให้ไปสมดุลกับกรด เราเรียกการสร้างสภาวะกันชน(Buffer) น้ำดื่มในอุดมคติจึงต้องมีฤทธิ์ด่างอ่อน ๆ  ถ้าร่างกายหาฤทธิ์ด่างไม่ได้จากน้ำดื่ม ถึงจะใช้วิธีดึงธาตุแคลเซียม(Calcium) และแมกนีเซียม(Magnesium) ออกมาจากกระดูกและกล้ามเนื้อ เพื่อใก้ฤทธิ์ด่างขึ้นมาเพื่อจะชดเชยหรือชนกับกรด ทำให้ร่างกายคงอยู่ได้โดยมี pH 7.4 กลับมาอย่างเดิม แต่ผลเสียตามมาก็คือ กระดูกจะสูญเสียธาตุแคลเซียมเกิดโรคกระดูกพรุน(Osteoporosis) ฟันโยกและผุง่าย ถ้าดึงออกจากหัวใจอย่างต่อเนื่องย่อมก่อให้เกิดปัญหาโรคหัวใจและถึงขั้นเสียชีวิตได้

ด้วยความปรารถนาดีจาก น้ำดื่มอัลคาไลน์ (น้ำด่าง) ตราแมนเนเจอร์ (Alkaline Water pH8.5+ By ManNature)

โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ลดความเสี่ยงได้ด้วย “น้ำตาลในน้ำผลไม้”

      ปัจจุบันมีโรคภัยมากมาย แต่อีกหนึ่งโรคที่คุกคามสุขภาพผู้คน คือ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ได้แก่ เบาหวาน หัวใจ ความดัน ฯลฯ เพราะไลฟ์สไตล์ของคนในปัจจุบันที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ ความเครียดและความวิตกกังวลจากการทำงาน พักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่ออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เป็นสาเหตุที่กระตุ้นการเกิดอนุมูลอิสระ (Free Radical) ที่จะค่อย ๆ สะสมทำให้เซลล์ภายในร่างกายเสื่อมลง ตาย หรือ อาจจะไปถึงขั้นสูญพันธุ์ ส่งผลให้ป่วย ดูแก่ชราก่อนวัยอันควรและเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs การป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) นอกจากต้องปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ที่เสี่ยงแล้ว ยังสามารถป้องกันได้ง่าย ๆ ด้วยการรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-Oxidant) ในปริมาณที่มากพอต่อร่างกายในแต่ละวัน ตามข้อแนะนำตามธงโภชนาการ ควรรับประทานผลไม้วันละ 3 – 5 ส่วน ซึ่งผลไม้และน้ำผลไม้เป็นแหล่งที่มีวิตามินและแร่ธาตุเยอะที่สุด รวมถึงไฟโตนิวเทรียนท์ (Phytonutrient) ต่าง ๆ ที่ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์และช่วยลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ด้วยพฤติกรรมของผู้คนสมัยนี้จึงทำให้ได้รับในปริมาณที่ไม่เพียงพอ การดื่ม “น้ำผลไม้” ที่มี ไฟโตนิวเทรียนท์ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ ได้ง่ายและสะดวกที่สุด เหมาะกับผู้คนที่ไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอ รวมทั้งผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องการเคี้ยว หรือ การย่อยและการดูดซึม

 

     ในน้ำผลไม้ (Phytonutrient) ช่วยป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งมีฤทธิ์ทางชีวภาพพบได้ในผักผลไม้ สิ่งที่พบหลัก ๆ ในผักผลไม้ คือ โพลีฟีนอล (Polyphenol), ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid), แอนโทไซยานิน (Anthocyanin), แคโรทีนอยด์ (Carotenoid) ฯลฯ ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย

 

โพลีฟีนอล (Polyphenol)

     มีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ จากโครงสร้างที่มีหมู่ไฮดรอกซิล (Hydroxyl group) หรือ –OH ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำจัดอนุมูลอิสระเพราะเป็นตัวสำคัญในการกำจัดอนุมูลอิสระให้กับร่างกาย ช่วยส่งเสริมระบบการทำงานของร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะระบบประสาทและสมอง รวมทั้งระบบหัวใจและหลอดเลือด โพลีฟีนอล (Polyphenol) มักพบใน น้ำสัปปะรด น้ำมะพร้าว น้ำฝรั่ง น้ำแอปเปิ้ล น้ำกีวี่

 

ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid)

     มีคุณสมบัติช่วยยังยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัส ช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันรักษาระดับน้ำตาลในเลือดและลดภาวะการอักเสบเรื้อรังจึงลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งได้ ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) มักพบใน น้ำส้ม

 

แอนโทไซยานิน (Anthocyanin)

     แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) มักพบในผลไม้สีม่วงแดง เช่น องุ่นแดง ทับทิม ลดความเสี่ยงของหลอดเลือดอุดตันและโรคหัวใจ ชะลอการเสื่อมของสมอง ช่วยป้องกันเส้นเลือดฝอยจากการถูกอนุมูลอิสระทำลาย แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) มักพบใน น้ำองุ่น น้ำพรุน น้ำทับทิม น้ำแครนเบอร์รี น้ำเชอรี น้ำมังคุด

แคโรทีนอยด์ (Carotenoid)

     มักพบในผลไม้สีส้ม เหลือง แดง เช่น แครอท มะละกอ มะม่วง มะเขือเทศ ช่วยส่งเสริมสุขภาพสายตา ลดความเสี่ยงเรื่องจอประสาทตาเสื่อม รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพของระบบไหลเวียนเลือดในดวงตา สามารถเพิ่มความชัดในการมองเห็น (Visual acuity) และความไวของการปรับแสง (Contrast sensitivity)

 

     นี้คือประโยชน์ของไฟโตนิวเทรียนท์ในน้ำผลไม้ ซึ่งไฟโตนิวเทรียนท์เหล่านี้มีหลายชนิดมีฤทธิ์ต่อต้านหรือป้องกันโรคบางชนิดโดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งร่างกายคนเราต้องการผักและผลไม้ที่มีสาร Phytonutrient ที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระทุกวัน

 

น้ำตาลในน้ำผลไม้

     น้ำตาลส่วนใหญ่ที่อยู่ในน้ำผลไม้ คือ “น้ำตาลฟรุคโตส” และพบน้ำตาลกลูโคสและซูโครส (น้ำตาลทราย) อยู่เล็กน้อย โดยการได้รับน้ำตาลฟลุคโตสจะทำให้ระดับน้ำตาล หรือ กลูโคสในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ เพราะต้องผ่านการบวนการเปลี่ยนที่ตับก่อน น้ำตาลฟลุคโตสไม่ต้องผ่านการควบคุมโดยฮอร์โมนอินซูลินเหมือนน้ำตาลกลูโคส จึงอาจะเหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ร่างกายต้องการสังเคราะห์อินซูลินได้น้อยลงและควรเลือกดื่มน้ำผลไม้คั้นสด หรือ น้ำผลไม้ 100% ที่ไม่มีการเติมน้ำตาลทรายเพิ่ม (Added Sugar)

 

ผลไม้สด หรือ น้ำผลไม้คั้นสด

     โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) หลีกเลี่ยงได้โดยการรับประทานผลไม้วันละ 3 – 5 ส่วน หรือถ้าหากไม่สามารถรับประทานผลไม้สดได้ให้เลือกดื่มน้ำผลไม้คั้นสดไม่มีส่วนผสมของน้ำตาลทรายหรือน้ำเชื่อม แต่ถ้าหากรับประทานผลไม้เป็นชิ้น ๆ ได้ก็จะทำให้เราได้รับใยอาหารที่ช่วยระบบขับถ่ายของเราให้ทำงานดีขึ้นอีกด้วย แค่นี้ร่างกายก็ได้รับประโยชน์จากไฟโตนิวเทรียนท์เพื่อต่อต้านอนุมูลอิสระในทุก ๆ วันแล้วค่ะ

น้ำหวานดอกมะพร้าวออร์แกนิค ตราแมนเนเจอร์ (Organic Coconut Syrup By ManNature)

ขอขอบคุณข้อมูลจาก sanook

น้ำมัน บริโภคอย่างเหมาะสม

     น้ำมันบริโภคอย่างเหมาะสมได้ง่าย ๆ ถ้ารู้ว่าควรบริโภคน้ำมันประเภทไหนและอาหารแต่ละชนิดควรนำน้ำมันแบบไหนมาเป็นส่วนประกอบ ถ้ารู้ถึงปัจจัยหลาย ๆ อย่างของน้ำมันก็ไม่ส่งผลเสียต่อร่างกายแล้วค่ะ

 

น้ำมัน คืออะไร?

     ในน้ำมันจะมีไขมันเป็นส่วนประกอบ ซึ่งไขมันนั้นเป็นสารอาหารหลัก 5 หมู่มีประโยชน์ในการให้พลังงานและสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกายเป็นส่วนประกอบสำคัญของเซลล์ในร่างกาย ช่วยในการดูดซึมวิตามินที่ละลายได้ในไขมัน ช่วยห่อหุ้มอวัยวะและกระดูก ช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื้นและเป็นสารจำเป็นในการสังเคราะห์สารสำคัญให้กับร่างกาย เช่น คอเลสเตอรอล (cholesterol) ซึ่งเป็นสารที่สำคัญในกระบวนการสังเคราะห์โปรวิตามินดี ฮอร์โมนเพศและน้ำดี ร่างกายไม่สามารถที่จะสร้างไขมันบางชนิดขึ้นได้เอง เช่น กรดไขมันที่จำเป็น (essential fatty acids) ได้แก่ กรดไขมันโมเมก้า3 และกรดไขมันโอเมก้า6 จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับเข้ามาในร่างกายทางอาหารการกิน

 

ไขมันในอาหาร

     ไขมันที่มักพบในอาหาร คือ กรดไขมัน (fatty acid) ซึ่งแบ่งออกมาได้ 2 ประเภท คือ

1.กรดไขมันอิ่มตัว มาจาก น้ำมันมะพร้าว(coconut oil)  น้ำมันปาล์ม น้ำมันหมู

2.กรดไขมันไม่อิ่มตัว มาจาก น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง

กรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย คือ กรดไขมันไม่อิ่มตัวและไขมันอีกหนึ่งประเภท คือ ไขมันทรานส์ (trans fat) ซึ่งเป็นกรดไขมันที่เกิดกระบวนการแปรรูป โดยการเติมไฮโดรเจนลงไปในน้ำมันพืชที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สามารถเก็บรักษาน้ำมันเอาไว้ไม่ให้เหม็นหืนและสามารถทนความร้อนได้สูง ไขมันทรานส์สามารถพบได้อย่างมากในชีวิตประจำวัน เช่น เนยขาว ครีมเทียม มาร์การีนหรือเนยเทียม วิปปิ้งครีมอาหารเบเกอรี่และอาหารฟาสต์ฟู้ดต่าง ๆ เพราะไขมันทรานส์มีผลเสียต่อร่างกายเป็นอย่างมาก เนื่องจากไขมันทรานส์เป็นไขมันที่เกิดมาจากการแปรรูปซึ่งจะแตกต่างกับไขมันที่มาจากธรรมชาติทำให้ย่อยสลายได้ยากในร่างกายและขับออกจากร่างกายได้ง่าย ทำให้ตับทำหน้าที่ย่อยสลายไขมันต้องใช้วิธีที่ไม่เหมือนกับการย่อยสลายไขมันทั่วไป ซึ่งจะทำให้ตับนั้นทำหน้าผิดปกติ และยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ไขมันทรานส์จะทำให้ระดับคอเลสเตอรอล ชนิด LDL (low density lipoprotein) ในเลือดเพิ่มสูงขึ้นและทำให้ระดับคอเลสเตอรอล HDL (high density lipoprotein) ในเลือดให้ต่ำลงและยังเพิ่มสภาวะการอักเสบและการทำงานที่ผิดปกติของเซลล์ผนังหลอดเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคไขมันทรานส์สูงมีความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้น

 

สิ่งที่ควรระวัง

     ก่อนที่เราจะบริโภคทั้งน้ำมันที่ได้จากพืชหรือสัตว์ ไม่ว่าจะน้ำมันประเภทไหนหากบริโภคมากเกินไปก็ไม่ดีต่อร่างกายและส่งผลต่อน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นด้วย การนำน้ำมันที่ใช้แล้วกลับมาทอดซ้ำจะส่งผลเสียให้กับร่างกายเป็นอย่างมาก น้ำมันที่ทอดซ้ำจะมีสารโพลาร์ (polar compounds) ที่เกิดจากการแตกตัวของน้ำมันและสารโพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน (polycyclic aromatic hydrocarbons : PAHs) สารที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของน้ำมันทอดอาหารจะเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งตับและปอด ส่วนไอระเหยที่มาจากน้ำมันทอดซ้ำ หากสูดดมเป็นเวลานานอาจมีอันตรายต่อสุขภาพ ควรหลีกเลี่ยงที่จะรับประทานอาหารที่มาจากน้ำมันที่ทอดซ้ำและควรเลือกประเภทอาหารให้เหมาะกับน้ำมันที่ใช้ วิธีดูว่าใช้น้ำมันถูกกับประเภทอาหารที่จะทำหรือไม่ ให้ดูจากที่จุดเกิดควันของน้ำมัน (smoke point) อุณหภูมิที่น้ำมันเกิดการแตกตัวหรือสลายตัวจะทำให้เกิดควันหรือมีกลิ่นไหม้

 

ประเภทอาหารที่เหมาะกับน้ำมัน

1.สลัด

ประเภทอาหารชนิดสลัดควรใช้น้ำมันมะกอกหรือน้ำมันมะพร้าว (coconut oil extra virgin) ที่สามารถรับประทานได้โดยไม่ต้องผ่านความร้อน เพราะการผ่านความร้อนบางทีจะทำให้สูญเสียคุณค่าทางอาหารและอาจจะทำให้ไขมันในน้ำมันนั้นกลายเป็นไขมันทรานส์ที่จะก่อให้ร่างกายของเราเกิดโรคได้

 

2.ผัด

ประเภทผัดผักหรือผัดกับเนื้อสัตว์ ควรใช้น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด เพราะน้ำมันพวกนี้ไม่เหมาะกับการนำไปใส่ในสลัดหรือนำไปทอดอาหารนาน ๆ เนื่องจากไม่สามารถกินได้โดยไม่ผ่านความร้อนและไม่สามารถทนความร้อนได้นาน

 

3.ทอด

การทอดอาหารต้องใช้เวลานานในการทำจึงต้องใช้น้ำมันประเภทที่ทนความร้อนได้สูง เช่น น้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม แต่ไม่ควรนำมาทอดซ้ำ ๆ เกิน 3 ครั้ง เพราะจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคที่จะเกิดขึ้นต่อร่างกาย

 

     อย่างไรก็ตามร่างกายต้องการไขมันทั้ง 2 ชนิด (กรดไขมันอิ่มตัว, กรดไขมันไม่อิ่มตัว) ดังนั้นเราควรบริโภคไขมันทั้ง 2 ชนิดนี้แต่พอสมควร ไม่มากไปและไม่น้อยไป ที่สำคัญอย่าลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและพักผ่อนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายด้วยนะคะ

ด้วยความปรารถนาดีจาก mannature

ขอขอบคุณข้อมูลจาก sanook

“น้ำมันมะพร้าว” ควบคุมเบาหวาน

     ในผู้ป่วยโรคเบาหวานจะต้องฉีดอินซูลินอย่างต่อเนื่อง แต่น้ำมันมะพร้าวควบคุมเบาหวานได้ในระดับหนึ่ง ผู้ป่วยโรคเบาหวานในร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดที่ได้จากการแปลงจากอาหารที่รับประทานไปใช้พลังงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเพราะขาดฮอร์โมนอินซูลิน จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง

 

สัญญาณของโรคเบาหวาน

     โรคเบาหวานไม่ใช่ว่าตรวจเลือดอย่างเดียวถึงจะรู้ แต่ก่อนที่จะเกิดโรคเบาหวานจะมีอาการ เช่น เหนื่อย เพลีย เป็นแผลเรื้อรัง ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืน เมื่อสังเกตอาการได้ด้วยตัวเองต้องรีบพบแพทย์โดยเร็ว

 

อาการของโรคเบาหวาน

     อาการของโรคเบาหวานนั้น สามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวของคุณเองเพื่อที่จะได้รับการรักษาได้อย่างรวดเร็วและทันเวลา

 

- ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ

  อาการอย่างแรกของผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวานมักจะเป็นนั้น คือ การปวดปัสสาวะบ่อยโดยเฉพาะเวลากลางคืน ให้ลงสังเกตโดยการทิ้งปัสสาวะเอาไว้ว่ามีมดมาตอมหรือไม่

 

- กระหายน้ำบ่อย

  ผู้ป่วยโรคเบาหวานมักจะกระหายน้ำบ่อย ๆ เพราะร่างกายต้องการน้ำมากกว่าคนปกติและมักจะดื่มน้ำครั้งละมาก ๆ

 

- เหนื่อยและอ่อนเพลียง่ายกว่าปกติ

  ผู้ป่วยโรคเบาหวานมักมีอาการเหนื่อยและอ่อนเพลียได้ง่าย อาจจะมีอาการเบื่ออาหารเข้าร่วมด้วยและยังมีอาการข้างเคียงอื่น ๆ ได้อีก เช่น ตาพร่ามัว ชาตามเท้าและมือ

 

- แผลหายช้า

  ผู้ป่วยโรคเบาหวานมักจะแผลหายช้ากว่าคนปกติทั่วไปและอาจจะลุกลามจากแผลเล็ก ๆ กลายเป็นแผลใหญ่ ๆ ได้อีกด้วย

 

สาเหตุของโรคเบาหวาน

     สาเหตุหลัก ๆ ของผู้ป่วยโรคเบาหวาน คือ การรับประทานน้ำตาลในปริมาณที่มากเกินพอดีส่งผลให้อินซูลินเกิดความผิดปกติและทำให้เป็นโรคเบาหวานในที่สุด

 

- กรรมพันธุ์

  ถ้ามีคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวานก็อาจจะทำให้เราเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานไปด้วย แต่ถ้าหากดูแลตัวเองดี ๆ และควบคุมอาหารโดยการไม่กินอาหารหรือขนมที่มีรสชาติหวานมากเกินความพอดีก็จะทำให้เราปลอดภัยจากโรคเบาหวานได้มากขึ้น

 

- ความอ้วน

  โรคอ้วนนั้นเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานค่อนข้างสูง เนื่องจากไขมันส่วนเกินจะทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน ทำให้การจัดการน้ำตาลและไขมันต่ำลง ทำให้เป็นเบาหวานได้ในที่สุด

 

- ความผิดปกติของตับอ่อน

  ตับอ่อนมีหน้าที่ในการผลิตอินซูลิน ถ้าหากตับอ่อนเสื่อมสภาพลงหรือเกิดอาการผิดปกติก็จะส่งผลให้เกดิโรคเบาหวานได้อีกด้วย

 

- อาหารที่รับประทาน

  พฤติกรรมการรับประทานอาหารนั้นสำคัญ ถ้ารับประทานอาหารที่มีแต่ไขมันและแป้ง รวมไปถึงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลในปริมาณที่มาก ถ้าร่างกายขจัดให้หมดไปไม่ทันก็อาจจะก่อให้เกิดโรคเบาหวานได้

 

- ออกกำลังกายน้อย

  ปัจจุบันผู้คนออกกำลังกายน้อย จนร่างกายไม่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะกำจัดน้ำตาลทำให้ร่างกายสะสมน้ำตาลไว้ในเลือด

 

น้ำมันมะพร้าวควบคุมเบาหวาน

 

- น้ำมันมะพร้าวเป็นอาหารให้แก่เซลล์

  น้ำมันมะพร้าวช่วยให้เซลล์ทำงานดีขึ้นและนำน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดในระดับคงที่ น้ำตาลกลูโคสและกรดไขมันโมเลกุลสายยาวส่งผลกระทบต่อร่างกายคล้ายกัน คือ ไม่สามารถเข้าไปในเซลล์ได้ด้วยตัวเองเพราะมีโมเลกุลใหญ่ จำเป็นต้องพึ่งอินซูลินเป็นตัวกลางในการที่จะเข้าไปในเซลล์ แต่น้ำมันมะพร้าวประกอบด้วยโมเลกุลขนาดกลางที่มีขนาดเล็กกว่ามาก จึงทำให้เข้าไปในเซลล์ได้โดยไม่ต้องพึ่งอินซูลินและน้ำมันมะพร้าวยังเป็นอาหารให้กับเซลล์ได้ ทำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีอาการมือชาเท้าชาเพราะเซลล์ไม่ได้รับสารอาหารนั้นจะกลับมาหายจากอาการดังกล่าวเพราะน้ำมันมะพร้าวช่วยในการเป็นอาหารให้กับเซลล์ได้แทนอินซูลินโดยไม่มีผลข้างเคียงหรืออันตรายใด ๆ

 

- น้ำมันมะพร้าวเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างและตอบสนองต่ออินซูลิน

  น้ำมันมะพร้าวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสร้างอินซูลินในตับอ่อน ทำให้ร่างกายมีอินซูลินเพียงพอและเซลล์ตอบสนองได้ดีโดยไม่ต้องพึ่งอินซูลิน

1.ช่วยกระตุ้นกระบวนการเมแทบอลิซึม

น้ำมันมะพร้าวนั้นจะกระตุ้นการทำงานของต่อมไทรอยด์ จึงช่วยเพิ่มเมแทบอลิซึม ส่งผลให้มีการผลิตอินซูลินและการดูดซึมน้ำตาลเข้าไปในเซลล์เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นน้ำมันมะพร้าวจึงช่วยลดการฉีดอินซูลินรักษาโรคเบาหวานได้

 

2.ช่วยให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินได้

น้ำมันมะพร้าวสามารถทดแทนอาหารของเซลล์ได้โดยไม่ต้องพึ่งอินซูลิน น้ำมันมะพร้าวช่วยลดความเครียดของตับอ่อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานจนอาจกลับมาสร้างอินซูลินได้อีกครั้ง

 

3.เพิ่มการตอบสนองต่ออินซูลิน

เซลล์ที่ไม่ตอบสนองต่ออินซูลินน้ำมันมะพร้าวจะช่วยแก้อาการโดยการทำให้เซลล์รับน้ำตาลเข้าไปในเซลล์มากขึ้นทำให้ไม่จำเป็นที่ตับอ่อนต้องผลิตอินซูลินมากเกินไป

 

- น้ำมันมะพร้าวช่วยปรับระดับของน้ำตาลในกระแสเลือด

  น้ำมันมะพร้าวช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดโดยลดน้ำตาลที่เข้าไปในกระแสเลือด ผู้ป่วยบางคนสามารถควบคุมและลดประมาณน้ำตาลในเลือด โดยการเติมน้ำมันมะพร้าวในอาหาร

 

- ช่วยใช้น้ำตาลในเลือดอย่างมีประสิทธิภาพและช่วยสร้างความทนทานต่อการมีน้ำตาลสูงเกินไป

  น้ำมันมะพร้าวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของอินซูลิน ทำให้เซลล์ใช้ประโยชน์ของน้ำตาลอย่างมีประสิทธิภาพและน้ำมันมะพร้าวยังช่วยสร้างความทนทานต่อการมีน้ำตาลสูง

 

- น้ำมันมะพร้าวช่วยลดค่าจีไอ

  อาหารบางชนิดทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดหรือค่าจีไอขึ้นสูงกว่าอาหารอื่น ๆ การเติมน้ำมันมะพร้าวลงไปในอาหารประเภทแป้งสามารถทำให้ค่าจีไอต่ำลงมาได้ซึ่งจะช่วยทำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดดีขึ้น

 

     การใช้น้ำมันมะพร้าวในการช่วยรักษาโรคเบาหวานนั้นเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวันค่อย ๆ ใช้จะทำให้โรคเบาหวานนั้นจะเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ

ด้วยความปรารถนาดีจาก mannature

ขอขอบคุณข้อมูลจาก tropicanaoil

“เมลาโทนิน” ในอาหารเสริม

อาหารเสริมที่มีเมลาโทนินมีส่วนช่วยในการนอนหลับ การทานอาหารเสริมที่มีส่วนประกอบเป็นเมลาโทนินนั้นจะช่วยให้คุณนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอและนอนหลับได้อย่างมีคุณภาพ แต่ถ้ารับประทานมากเกินไป เมลาโทนินในอาหารเสริมก็สามารถที่จะสร้างความเสี่ยงและมีผลข้างเคียงอย่างไร

 

เมลาโทนินคืออะไร

     เมลาโทนิน (Melatonin) เป็นฮอร์โมนที่อยู่ในร่างกายของเราอยู่แล้วตามธรรมชาติ สร้างจากต่อมไพเนียลในสมองซึ่งจะส่งผลต่อสภาพทางชีวภาพและการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ มีหน้าที่ในการควบคุมวงจรการหลับ - ตื่น (Sleep wake cycle) โดยสารนี้จะหลั่งออกมามากในตอนกลางคืนและจะลดลงในตอนกลางวัน ความมืดจะทำให้ร่างกายหลั่งสารเมลาโทนิน ซึ่งเป็นสัญญาณให้ร่างกายเตรียมตัวนอนหลับ ส่วนแสงสว่างนั้นจะลดการผลิตของสารเมลาโทนินและเป็นสัญญาณให้ร่างกายเตรียมตัวตื่นนอน ผู้คนที่มีปัญหาในการนอนหลับอาจจะเกิดเพราะมีระดับสารเมลาโทนินในร่างกายน้อย การเพิ่มปริมาณของสารเมลาโทนินด้วยการกินอาหารเสริมจะช่วยในการนอนหลับได้ นอกจากช่วยเรื่องการนอนหลับแล้วยังช่วยป้องกันสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยควบคุมความดันโลหิต อุณหภูมิร่างกายและระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลและมีส่วนช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เมลาโทนินยังสามารถฉีดเข้ากล้ามเนื้อเพื่อรักษามะเร็งได้

 

การใช้เมลาโทนินในภาวะอื่น ๆ

- เนื้องอก

  การใช้เมลาโทนินในปริมาณมากเป็นการเสริมการรักษามะเร็ง ช่วยลดผลข้างเคียงจากเคมีบำบัดและการฉายแสง รวมถึงป้องกันและรักษามะเร็งได้หลายชนิด

 

- แดดเผา

   การทาเมลาโทนินก่อนออกแดดอาจช่วยป้องกันการถูกแดดเผาได้

 

- อาการปวดกราม (Temporomandibular disorder)

  รับประทานเมลาโทนินก่อนเข้านอนนาน 4 สัปดาห์ จะช่วยลดอาการเจ็บปวดได้ 44% และเพิ่มความสามารถในการอดทนต่อความเจ็บปวดนี้ขึ้นประมาณ 39%

 

- ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ (Thrombocytopenia)

   การรับประทานเมลาโทนินสามารถเพิ่มจำนวนเกล็ดเลือดที่ต่ำจากโรคมะเร็ง การรักษามะเร็ง

 

- ความดันโลหิตสูง

   การรับประทานเมลาโทนินที่มีการปลดปล่อยยาคงที่ (Controlled – release) ก่อนเข้านอนจะทำให้ลดระดับความดันโลหิตในผู้มีความดันโลหิตสูงได้

 

ผลข้างเคียงของเมลาโทนิน

     เมลาโทนินจัดว่ามีความปลอดภัยสำหรับผู้ใหญ่ ส่วนมากเมื่อนำเข้าร่างกายหรือทาผิวหนังในระยะเวลาอันสั้น สำหรับผู้ใดที่ใช้ในระยะเวลายาว ผู้ใช้บางคนสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยในเวลา 2 ปี เมลาโทนินอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ อย่างเช่น ปวดศีรษะ ซึมเศร้าในระยะสั้น ง่วงนอนกลางวัน วิงเวียน ดังนั้นหลังใช้ยาเมลาโทนินไม่ควรขับรถหรือทำงาน สำหรับการฉีดเมลาโทนินเข้าร่างกายโดยตรง เมลาโทนินค่อนข้าวจะปลอดภัยหากอยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ

 

ข้อควรระวัง

- สตรีมีครรภ์และแม่ที่ต้องให้นมบุตร

  เมลาโทนินไม่ปลอดภัยเมื่อบริโภคหรือฉีดเข้าร่างกายขณะตั้งครรภ์ เพราะเมลาโทนินจะเข้ามาทำให้ตกไข่และทำให้ตั้งครรภ์ยากขึ้น

 

- เด็ก

  เมลาโทนินปลอดภัยเมื่อบริโภคหรือฉีดในปริมาณที่เหมาะสมพอดี แต่ถ้ามากเกินไปอาจจะทำให้ส่งผล

กับฮอร์โมนตัวอื่น

 

- ภาวะเลือดออกผิดปกติ

  เมลาโทนินอาจทำให้เกิดอาการเลือดออกในผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติ

 

- ภาวะซึมเศร้า

  เมลาโทนินอาจทำให้อาการของโรคซึมเศร้าทรุดลงได้

 

- เบาหวาน

  เมลาโทนินจะเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดของผู่ป่วยโรคเบาหวาน

 

- ความดันโลหิตสูง

  เมลาโทนินสามารถเพิ่มความดันโลหิตของผู้ที่กำลังใช้ยาควบคุมความดัน

 

- ภาวะชักเกร็งผิดปกติ

  การใช้เมลาโทนินอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการชัก

 

- ผู้ที่รับการปลูกถ่ายอวัยวะ

  เมลาโทนินสามารถเพิ่มการทำงานของภูมิคุ้มกันและอาจะส่งผลเสียต่อการบำบัดในการกดภูมิคุ้มกันที่ต้องให้ผู้ป่วยกำลังปลูกถ่ายอวัยวะต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

 

วิธีกินอาหารเสริมเมลาโทนิน

อาหารเสริมเมลาโทนินควรกินในประมาณ 1 – 10 มิลลิกรัมต่อวัน อาหารเมลาโทนินแต่ละผลิตภัณฑ์ไม่เหมือนกัน ดังนั้นก่อนรับประทานควรอ่านฉลากอย่างละเอียด นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ไม่แนะนำให้เด็กและวัยรุ่นกินอาหารเสริมเมลาโทนิน

เพิ่มเมลาโทนินด้วยวิธีธรรมชาติ

- ก่อนเข้านอนควรหลีกเลี่ยงการดูโทรทัศน์ การใช้คอมพิวเตอร์ หรือ โทรศัพท์

- ปิดไฟในเวลานอน เนื่องจากการมีแสงไฟมากเกินไปสามารถลดการทำงานของสารเมลาโทนินในสมอง ซึ่งจะส่งผลต่อการหลับนอน

ด้วยความปรารถนาดีจาก mannature

ขอขอบคุณข้อมูลจาก sanook

น้ำมันจากธรรมชาติ

ในปัจจุบันผู้คนหันมารักสุขภาพกันมากและมักจะหลีกเลี่ยง “ไขมัน” น้ำมันจากธรรมชาติจึงถูกใช้ในชีวิตประจำวันของผู้คนเป็นอย่างมากในตอนนี้ เพราะเชื่อกันว่าน้ำมันที่มาจากธรรมชาตินั้นเป็นไขมันที่ดีต่อสุขภาพและช่วยลดน้ำหนักได้

 

ประเภทของน้ำมัน

 

1.น้ำมันจากพืช

     น้ำมันจากธรรมชาติมีคุณสมบัติที่ไม่เหมือนน้ำมันที่มาจากสัตว์ น้ำมันจากพืชส่วนใหญ่จะอุดมไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งมีองค์ประกอบทางเคมีที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าน้ำมันที่มาจากสัตว์ ไขมันไม่อิ่มตัวนี้จะไม่ค่อยเป็นไข แม้จะอยู่ในที่เย็นหรือนำไปแช่เย็นในตู้แช่แข็ง

 

2.น้ำมันจากสัตว์

     ในน้ำมันหมูจะอุดมไปด้วยกรดไขมันอิ่มตัว ซึ่งเป็นไขได้ง่ายเมื่ออากาศเย็นและยังมีกลิ่นเหม็นหืนได้ง่ายเมื่อทิ้งไว้ที่อุณหภูมิปกติ ไขมันจากสัตว์นอกจากจะมีไขมันอิ่มตัวแล้วยังมีคอเลสเตอรอล

 

ชนิดของน้ำมัน

 

1.น้ำมันมะกอก

     น้ำมันมะกอกเป็นน้ำมันที่มีกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวมากที่สุด ซึ่งจะช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีในร่างกาย น้ำมันมะกอกนิยมใช้ทำอาหารมี 3 ประเภท ได้แก่

- Extra virgin olive oil (ใช้ทำน้ำสลัด หรือ ซอสต่าง ๆ ที่ไม่ต้องผ่านความร้อน)

- Pure olive oil (ใช้ผัดอาหารแบบง่าย ๆ เช่น ผัดผัก ข้าวผัด ไม่เหมาะกับการใช้ทอดอาหารนาน ๆ)

- Light olive oil (นำมาใช้ทอดอาหารไม่เหมาะกับการนำมาทานสด ๆ ผสมสลัด หรือ ทำเป็นซอส)

 

2.น้ำมันถั่วเหลือง

     น้ำมันถั่วเหลืองมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวในระดับปานกลาง ไม่เป็นไขเมื่ออยู่ในอุณหภูมิต่ำ น้ำมันถั่วเหลืองเมื่อผ่านความร้อนอุณหภูมิสูงจะทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระได้ง่ายจึงใช้ปรุงอาหารที่ใช้ความร้อนปานกลาง นิยมนำมาทำน้ำสลัด ผัด หรือ มาการีน

 

3.น้ำมันเมล็ดทานตะวัน

     น้ำมันเมล็ดทานตะวัน คือ การนำเมล็ดทานตะวันมาบีบอัดให้เหลือแต่น้ำมัน น้ำมันเมล็ดทานตะวันมีเนื้อบางเบาและไร้กลิ่น แต่ผู้คนไม่นิยมใช้แม้จะมีประโยชน์อย่างมากมายเพราะมีราคาที่ค่อนข้างสูงจึงเหมาะกับผู้คนที่ต้องการรักสุขภาพ นิยมนำมาทำอาหารเพื่อสุขภาพ หรือ อาหารคลีน เช่น น้ำสลัด

 

4.น้ำมันรำข้าว

     น้ำมันรำข้าวเป็นน้ำมันจากธรรมชาติที่มาจากรำข้าว มีสารโอริซานอลเป็นสารที่มีแต่ในรำข้าว สารโอริซานอลจะช่วยต้านอนุมูลอิสระและช่วยป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นได้สูง จึงไม่ต้องใส่สารกันหืนในน้ำมันรำข้าว ส่วนคุณภาพทางโภชนาการของน้ำมันรำข้าวจะไม่แตกต่างกับน้ำมันถั่วเหลืองจึงทำให้ผู้คนนิยมนำมาใช้ทำอาหารเพื่อสุขภาพ

 

5.น้ำมันปาล์ม

     น้ำมันปาล์มเป็นน้ำมันพืชที่นิยมเป็นอย่างมาก ในการนำมาใช้ประกอบอาหารเช่นการทอดใช้น้ำมันเยอะ ๆ เนื่องจากมีกรดไขมันที่มีความอิ่มตัวมากกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่น ๆ จึงทำให้น้ำมันปาล์มมีกลิ่นหืนและไม่มีควันเมื่อทอดอาหารที่อุณหภูมิสูง รวมไปถึงราคานั้นไม่แพงและถูกกว่าน้ำมันจากธรรมชาติชนิดอื่น ๆ นิยมใช้ในการทำอาหาร แต่อุดมไปด้วยกรดไขมันอิ่มตัวสูงและมีกรดไลโนอีกต่ำกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่น ๆ ถ้ารับประทานเยอะ ๆ จะทำให้ไม่ดีต่อสุขภาพ ผู้คนนิยมนำไปทำเมนูทอด เช่น หมูทอด ไก่ทอด ปลาทอด

 

6.น้ำมันงา

     น้ำมันงาเป็นน้ำมันที่บริสุทธิ์ไม่ผ่านการฟอกสีและการต้มกลั่น ขบวนการผลิตน้ำมันงา คือ นำเมล็ดงามาบีบคั้นที่อุณหภูมิต่ำกว่า 45 องศาเซลเซียส จึงคงคุณค่าสารอาหารไว้ครบ เหมาะกับการปรุงอาหารที่ไม่ต้องใช้ความร้อนสูง หรือ ใส่ในอาหารปรุงสำเร็จรูปแล้วและสามารถนำไปใช้ปรุงอาหารที่ต้องผ่านความร้อน นิยมนำมาใช้ ผัด การจี่ หรือ หมัก ซึ่งจะช่วยให้อาหารมีกลิ่นหอมและเก็บไว้นานได้ไม่เหม็นหืน

 

7.น้ำมันคาโนลา

     น้ำมันคาโนลาเป็นน้ำมันนำเข้าสกัดจากเมล็ดของต้นคาโนลา ซึ่งต้นคาโนลาเป็นต้นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแคนาดา น้ำมันดอกคาโนลาเป็นน้ำมันอีกชนิดที่ทำมาเพื่อเหมาะกับคนที่รักสุขภาพ นิยมมาใช้ทำเค้ก ขนมปัง ลูกอม มาการีน

 

8.น้ำมันมะพร้าว

     น้ำมันมะพร้าวมีกรดไขมันอิ่มตัวสายกลาง หรือ เป็นน้ำมันที่มีขนาดโมเลกุลปานกลาง การกินน้ำมันมะพร้าวนั้นจะช่วยลดไขมันไม่ดีที่มีอยู่ในร่างกายและเป็นการเพิ่มไขมันดี สาเหตุจากการที่ขนาดโมเลกุลของน้ำมันมะพร้าวนั้นมีขนาดกลางสามารถย่อยได้อย่างรวดเร็ว สามารถเผาผลาญแคลอรีที่รับประทานเข้าไปจึงกลายเป็นการลดการสะสมไขมันภายในร่างกาย

 

9.น้ำมันหมู

     น้ำมันหมูเป็นที่มีกรดไขมันอิ่มตัวและไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวสูง ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลไม่ดี (LDL) และเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลดี (HDL) ทนความร้อนและไม่เปลี่ยนเป็นไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดโรคมะเร็งและโรคหัวใจ ผู้คนนิยมนำมาใช้เมนูผัดและเมนูทอด

 

น้ำมันจากธรรมชาติมักจะให้ผลดีต่อร่างกายเหมาะกับผู้คนที่รักสุขภาพและดูแลร่างกายอยู่อย่างสม่ำเสมอ ทำให้อาหารการกินของเราดีขึ้นถ้าเลือกน้ำมันดี ๆ จะทำให้ไขมันไม่ดีในร่างกายของเรานั้นสลายหายไปได้ค่ะ

ด้วยความปรารถนาดีจาก mannature

ขอขอบคุณข้อมูลจาก wongnai

กีฬาเล่นได้ทุกวันแม้หน้าฝน

     สำหรับใครหลาย ๆ คนที่ชื่นชอบการออกกำลังกายแต่มีอุปสรรคในการออกกำลังกาย คือ ฝน ทำให้เราไม่สามารถออกไปเล่นกิจกรรมกลางแจ้งได้ ฝนตกอาจจะทำให้ไม่สบายและเกิดอุบัติเหตุตอนเล่นกีฬาได้อีกด้วย วันนี้เรามีกีฬาที่สามารถเล่นได้ในฤดูฝน เราไปดูกันว่ามีกีฬาอะไรบ้าง

 

1.แบดมินตัน

     แบดมินตันเป็นกีฬาที่ต้องใช้สมรรถภาพร่างกายที่ดี ทั้งด้านความแข็งแรง ความอดทน การทำงานสัมพันธ์กันของประสาทกับระบบกล้ามเนื้อ พลังความยืดหยุ่นของอวัยวะต่าง ๆ ความคล่องตัว ฯลฯ ด้วยองค์ประกอบหลายอย่างนี้จึงจำเป็นว่าคนที่จะสามารถเล่นแบดมินตันได้ต้องมีร่างกายที่แข็งแรง อวัยวะทุกส่วนได้รับการพัฒนาอยู่เสมอโดยเฉพาะข้อมูล ขา แขน และสายตา กีฬาประเภทนี้ต้องอาศัยความฉลาดและไหวพริบสูงจึงสนุกมากเมื่อได้เล่นกับคู่แข่งที่มีชั้นเชิงพอ ๆ กัน แค่เลือกคอร์ตในร่มก็สนุกกับการแข่งขันชิงไหวพริบกับเพื่อนในแก๊งได้แล้ว

 

2.เต้นซุมบ้า

     การออกกำลังกายเต้นซุมบ้า คือ การออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่ผสมผสานท่าเต้นสไตล์ลาตินอเมริกา เวลาเต้นจึงเหมือนกับการที่เราได้ระบำหน้าท้อง แอโรบิก และฮิปฮ็อปไปด้วยกัน แถมเสียงเพลงลาตินที่เร้าอารมณ์ยังทำให้เราอยากเต้นซุมบ้าเป็นการออกกำลังกายที่สนุกสนานและถ้าได้เต้นซุมบ้าไปกับเพื่อน ๆ ยิ่งทำให้เพลิดเพลินไปด้วย ทำให้เราออกกำลังกายได้นานขึ้นแบบไม่รู้สึกเบื่อหน่ายและยังสามารถเผาผลาญไขมันได้ดี

 

3.ชกมวย

     ชกมวย คือ กิจกรรมที่มาพร้อมกับความมันส์ สนุกสนาน และเผาผลาญได้ในเวลาเดียวกัน เพราะเป็นกีฬาที่เรียกเหงื่อได้อย่างมากเพราะใช้ร่างกายเกือบทุกส่วนทั้งแขน ขา ลำตัว จึงช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้ดี ส่วนเรื่องสถานที่ส่วนใหญ่ค่ายมวยจะอยู่ในร่ม เรื่องฝนจึงไม่เป็นปัญหากับกีฬาประเภทนี้ เอาความอึดอัดและความเครียดจากที่ทำงานไประบายอารมณ์โดยการชก เตะ ต่อย ให้หายเครียดกับงานกันดีกว่า

 

4.ปีนหน้าผาจำลอง

     ปีนหน้าผาจำลอง คือ การท้าทายความแข็งแรงและจิตใจเพราะต้องจับ เกาะ ยึดเหนี่ยวและโหนตัวไปบนหน้าผาที่ทั้งสูงและเสียว  นอกจากจะได้เหงื่อแล้วได้ความตื่นเต้นและไหวพริบมากขึ้น คนที่ชอบความท้าทายเลือกหน้าผาจำลองในยิมหรือศูนย์กิจกรรมไปประลองกับแก๊งเพื่อนดูก็ได้ รับลองว่าทั้งสนุกและท้าทายอย่างมาก

 

5.ฟุตซอลในร่ม

     การเล่นฟุตซอลในร่มถ้าเราลองเปลี่ยนมาเล่นในร่มก็สนุกไม่แพ้กัน แถมยังไม่เปียกฝนเมื่อฝนตกอีกด้วย ไปเสียเหงื่อกับแก๊งเพื่อนได้อย่างไม่ต้องกังวลอะไรกันดีกว่า

 

     การออกกำลังกายนั้นดีต่อสุขภาพ ไม่จำเป็นว่าเราต้องออกกำลังกายกลางแจ้งเพียงอย่างเดียว ในสถานการณ์หน้าฝนแบบนี้กีฬาในร่มก็สร้างประโยชน์ได้ไม่แพ้กัน

ด้วยความปรารถนาดีจาก mannature

ขอขอบคุณข้อมูลจาก generail

ไข้เลือดออก โรคที่ควรระวังในหน้าฝน

ช่วงหน้าฝนในประเทศไทยกำลังใกล้เข้ามา แต่ไม่ได้มาแค่ฝนแต่ยังพาโรคไข้เลือดออกมาระบาดหนักในตอนนี้อีกด้วย ซึ่งอธิบดีกรมควบคุมโรคได้ออกมาเตือนว่า ขณะนี้มีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกสูงกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันแล้ว 30 รายและมีผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันประมาณ 23,000 ราย กรุงเทพฯจัดอยู่ในพื้นที่น่าเป็นห่วง

 

สาเหตุ

 

1.เชื้อไวรัสเดงกีที่ทำให้เกิดไข้เลือดออกมี 4 สายพันธุ์ ซึ่งในประเทศไทยถือว่าโรคไข้เลือดออกเป็นโรคประจำถิ่น มีครบทุกสายพันธุ์ หากติดเชื้อสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งจะทำให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานสำหรับสายพันธุ์นั้นได้ตลอดชีวิต แต่ป้องกันสายพันธุ์อื่นได้ไม่เกิน 1 ปี ดังนั้นคนคนหนึ่งยังสามารถติดเชื้อสายพันธุ์ที่เหลือได้และการติดเชื้อครั้งที่ 2 นี้ มักจะเกิดอาการรุนแรงกว่าการติดเชื้อครั้งแรก

 

2.สำหรับคนที่เคยเป็นโรคไข้เลือกออกมาก่อนนั้นก็สามารถเป็นซ้ำได้ หากไม่ได้ป้องกันยุงลายกัดหรือไม่ได้กำจัดลูกน้ำและทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายที่เป็นภาชนะใส่น้ำหรือภาชนะที่มีน้ำขัง

 

3.โรคนี้จะชุกชุมในฤดูฝน ในกรุงเทพฯและเมืองใหญ่ ๆ อาจพบโรคนี้ได้ตลอดปี การที่มีโรคนี้ชุกชุมในฤดูฝนเพราะมีจำนวนยุงเพิ่มมากขึ้นและการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและความชื้นจะมีผลต่อจำนวนครั้งของการกัด

 

4.โรคไข้เลือกออกเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อเดงกีมีการระบาดอยู่แล้ว 4 สายพันธุ์ดั้งเดิม ซึ่งการระบาดของสายพันธุ์ไหนจะมากกว่ากันอยู่ที่พื้นที่ บางครั้งอาจเกิดความเข้าใจกันไปว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งแท้จริงเป็นสายพันธุ์ที่มีอยู่แล้วในไทย

 

5.โรคนี้เกิดได้ทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความหลากหลายของอุณหภูมิการเก็บกักน้ำใช้ในภาวะแล้ง หากไม่ถูกวิธีปิดฝาไม่สนิทอาจกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายได้ ไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อเดงกี มียุงลายบ้านและยุงลายสวนเป็นพาหะนำโรค คนเป็นโรคไข้เลือดออกก็เป็นตัวกลางการแพร่เชื้อ

 

แหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย

 

1.ยุงลายเป็นตัวการสำคัญในการนำโรคไข้เลือดออกในประเทศไทย ยุงลายชอบอาศัยอยู่ตามบ้านเรือน บริเวณรอบ ๆ บ้าน หรือ ภายในบ้าน แหล่งเพาะพันธุ์ ได้แก่ ภาชนะที่มีน้ำขังค่อนข้างสะอาด เช่น ตุ่มน้ำ ยางรถยนต์เก่า ๆ กระป๋อง ฯลฯ ช่วงเวลาที่ยุงชอบออกหากินที่สุด คือ ช่วงเช้าเวลาประมาณ 9.00 – 11.00 และช่วงบ่ายเวลาประมาณ 14.00 – 16.00

 

2.นิสัยของยุงแตกต่างจากแมลงชนิดอื่น ๆ ส่วนใหญ่แล้วยุงตัวผู้จะออกจากลูกน้ำก่อน หลังจากยุงตัวเมียออกจากลูกน้ำไม่นานก็จะผสมพันธุ์กันได้ นับว่าเป็นสัตว์ที่ผสมพันธุ์ได้ในเวลาอันรวดเร็ว

 

3.ยุงตัวเมียเท่านั้นที่จะดูดกินเลือด ตัวเมียจะบินได้ไกลและมีชีวิตยาวนานกว่าตัวผู้ ความสามารถและลักษณะของยุงนั้นไม่เหมือนกัน บางชนิดบินได้ไกล บางชนิดกินเลือดสัตว์ บางชนิดกินเลือดคน บางชนิดออกหากินกลางวัน บางชนิดออกหากินกลางคืน

 

4.วงจรชีวิตของยุงจะมีระยะเวลา 1-2 เดือน แต่บางทีสภาพภูมิอากาศไม่อำนวย ชีวิตของยุงก็อาจจะสั้นเข้ามาอีกตามสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป

 

อาการ

 

1.โรคนี้จะเกิดในเด็กและผู้ใหญ่ไม่ต่างกัน อาการก็คือ มีไข้สูงมาก กินยาแล้วไข้ไม่ลด อาจมีจุดเลือดออกเล็ก ๆ สีแดงที่ผิวหนังกระจายตามตัว เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน แต่ในผู้ใหญ่มักจะมีอาการปวดศีรษะ ปวดกระบอกตามมาก มักเป็นรุนแรงกว่าเด็กและจะมาพบแพทย์ช้าเพราะไม่คิดว่าตนเองจะเป็นโรคไข้เลือดออก มักจะไปซื้อยาทานเองเมื่อรู้ว่าตนเองเป็นไข้หรือไม่สบายตัว ทำให้อาการหนัก รวมทั้งมักใช้ยาที่มีฤทธิ์แรงทั้งแก้ปวดและลดไข้ ทำให้ระคายเคืองและมีเลือดออกมาในกระเพาะอาหาร

 

2.ตามปกติทั่วไปหลังจากมีอาการไข้แล้วไข้เริ่มลดลงแสดงว่าอาการดีขึ้น แต่ในโรคไข้เลือดออกในระยะที่ไข้ลดลงจะเป็นช่วงที่มีอันตรายมาก สังเกตว่าหากระยะที่ไข้ลดลงแต่ผู้ป่วยยังมีอาการซึม อ่อนเพลีย มีอาการปวดท้อง แม้จะรู้สึกตัวดี พูดคุยได้ กินอาหารได้ จะต้องรีบพาไปพบแพทย์ เพราะหากไม่รีบไปพบแพทย์ภายใน 10-12 ชั่วโมง อาจเกิดอาการช็อค มีอาการตับวาย ไตวายแทรกซ้อน จนเสียชีวิตได้

 

3.ระยะไข้ ทุกรายจะมีไข้สูงเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ส่วนใหญ่ไข้จะขึ้นสูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส ไข้อาจสูงถึง 40-41 องศาเซลเซียส ซึ่งบางรายอาจมีชักเกิดขึ้นโดยเฉพาะในเด็กที่เคยมีประวัติชักมาก่อน หรือ ในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน ผู้ป่วยมักจะมีหน้าแดง อาจตรวจพบคอแดงได้ แต่ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะไม่มีอาการน้ำมูกไหล หรือ อาการไอ ซึ่งช่วยในการวินิจฉัยแยกโรคจากหัดในระยะแรกและโรคระบบทางเดินหายใจได้ เด็กโตอาจบ่นว่าปวดศีรษะ ปวดรอบกระบอกตา ในระยะไข้นี้ อาการทางระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อย คือ เบื่ออาหาร บางรายอาจมีอาการปวดท้องร่วมด้วย ซึ่งในระยะแรกจะปวดโดยทั่ว ๆ ไปและอาจพบมีผื่นแดงซึ่งมีลักษณะคล้ายผื่นหัดเยอรมันได้

 

4.อาการเลือดออกที่พบบ่อยที่สุด คือ ที่ผิวหนัง โดยจะตรวจพบว่า เส้นเลือดเปราะ แตกง่าย การทำทดสอบให้ผลบวกได้ตั้งแต่ 2-3 วัน แรกของโรค ร่วมกับมีจุดเลือกออกเล็ก ๆ กระจายอยู่ตามแขน ขา ลำตัว อาจมีเลือดกำเดาหรือเลือดออกตามไรฟัน ในรายที่รุนแรงอาจมีอาเจียนและถ่ายอุจจาระเป็นเลือดซึ่งเป็นจะเป็นสีดำ อาการเลือดออกในทางเดินอาหาร

 

5.ระยะวิกฤต/ช็อก เป็นระยะที่มีการรั่วของพลาสมาซึ่งจะพบทุกรายในผู้ป่วยไข้เลือดออกเดงกี โดยระยะรั่วจะมีประมาณ 24-48 ชั่วโมง ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยไข้เลือดออกเดงกีจะมีอาการรุนแรง มีภาวการณ์ไหลเวียนโลหิตล้มเหลวเกิดขึ้น เนื่องจากมีการรั่วของพลาสมาออกไปยังช่องปอดหรือช่องท้องมาก ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับที่มีไข้ลดลงอย่างรวดเร็ว

 

6.ในรายที่ไม่รุนแรง เมื่อไข้ลดลง ผู้ป่วยอาจจะมีมือเท้าเย็นเล็กน้อยร่วมกับมีการเปลี่ยนแปลงของชีพจรและความดันโลหิต ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงในระบบไหลเวียนของโลหิต เนื่องจากมีการรั่วของพลาสมาออกไป แต่รั่วไม่มากจึงไม่ทำให้เกิดภาวะช็อก ผู้ป่วยเหล่านี้เมื่อให้การรักษาในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ก็จะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

7.ระยะฟื้นตัว ระยะฟื้นตัวของผู้ป่วยค่อนข้างเร็ว ในผู้ป่วยที่ไม่ช็อก เมื่อไข้ลดส่วนใหญ่ก็จะดีขึ้น ส่วนผู้ป่วยช็อกถึงแม้จะมีความรุนแรง ถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกต้องก่อนจะเข้าสู่ระยะรุนแรง จะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

 

อาการไข้เลือดออกในช่วงแรกไข้สูงคล้ายไข้หวัดใหญ่ การรักษาใช้การเช็ดตัวหากจำเป็นต้องให้ใช้ยาลดไข้ ควรใช้ยาพาราเซตามอล ห้ามใช้แอสไพริน หากพบจุดเลือดออกเล็ก ๆ กระจายตามลำตัวควรพบแพทย์ สำหรับโรคไข้เลือดออกการป้องกันที่ดีที่สุด คือ หลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกยุงกัดและกำจัดแหล่งน้ำขังในบ้านซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายให้หมดไป

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

ขอขอบคุณข้อมูลจาก bangkokhospital

“เซเลอรี่” ดื่มอย่างไรให้ได้ประโยชน์

เซเลอรี่ หรือ ขึ้นฉ่ายฝรั่ง เป็นเทรนด์เพื่อสุขภาพที่กำลังเป็นที่นิยมในต่างประเทศ โดยมีคำเคลมขึ้นมาว่า “เพียงคุณดื่มน้ำขึ้นฉ่ายฝรั่ง วันละ 16 ออนซ์เท่านั้น มันจะเปลี่ยนชีวิตคุณไปเลย”

 

เทรนด์นี้เกิดขึ้นมาจาก Anthony William ผู้เขียนหนังสือขายดีชื่อว่า Medical Medium โดยนักโภชนาการคนนี้ได้พยายามแนะนำคนรอบข้างดื่มน้ำขึ้นฉ่ายฝรั่งสกัดวันละแก้ว เพื่อบำบัดรักษาความเจ็บป่วยเรื้อรังต่าง ๆ มาเป็นเวลานานกว่า 10  ปี เสียงจากผู้ที่ลองดื่มน้ำขึ้นฉ่ายฝรั่งสกัดเป็นประจำนั้นต่างบอกกันว่าสุขภาพดีขึ้น บางคนป่วยเป็นภูมิแพ้ก็บรรเทาลง บางคนดื่มแล้วหน้าใสไกลสิว เพราะร่างกายภายในดี หลาย ๆ คนรู้สึกได้ว่าอาการเจ็บป่วยทุเลาลงอย่างรวดเร็ว ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น มีพลัง กระปรี้กระเปร่าไปทั้งวันและสรรพคุณอื่น ๆ อีกมากมาย

 

เซเลอรี่

 

เซเลอรี่เป็นผักที่มีลำต้นและใบคล้ายผักชี แต่มีขนาดใหญ่กว่าขึ้นฉ่ายในท้องตลาดมีอยู่ 2 พันธุ์ คือ ขึ้นฉ่ายจีนและขึ้นฉ่ายฝรั่ง ขึ้นฉ่ายจีนมีก้านใบเรียวเล็ก ใบสีเขียวเข้มและกลิ่นฉุนกว่า ใช้ประกอบอาหารประเภทยำ ผัด แกงจืด ส่วนขึ้นฉ่ายฝรั่งหรือเซเลอรี่ มีก้านใบอวบหนาสีอ่อนกว่าพันธุ์จีน เนื้อกรอบ นิยมใส่ในสลัด ซุป ขึ้นฉ่ายฝรั่งเป็นอาหารที่ให้พลังงานต่ำ เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก เพราะก้านใบหนานั้นมีน้ำและเส้นใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก เส้นใยเหล่านี้ช่วยเพิ่มปริมาณกากอาหารในลำไส้ ทำให้อิ่มได้นาน ขึ้นฉ่ายฝรั่งมีแร่ธาตุสำคัญหลายชนิด เช่น แคลเซียมสูงเหมาะสำหรับสตรีมีครรภ์และเด็กที่เป็นโรคกระดูกอ่อน มีโซเดียมต่ำเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคไต มีโพแทสเซียมซึ่งมีฤทธิ์ขับปัสสาวะอ่อน ๆ ช่วยลดอาการบวมน้ำและปรับระดับความดันโลหิตช่วยเร่งกระบวนการกำจัดของเสียออกจากร่างกาย รวมถึงกำจัดกรดยูริกที่สะสมตามข้อ อันเป็นสาเหตุของโรคเกาต์ด้วย

 

สรรพคุณของเซเลอรี่

 

1.เซเลอรี่มีวิตามินซีช่วยป้องกันโรคหวัด โรคภูมิแพ้ ช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใสและช่วยเสริมสร้างให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงยิ่งขึ้น

 

2.เซเลอรี่มีสารเบต้าแคโรทีนซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและโรคมะเร็งรังไข่ สารเบต้าแคโรทีนนั้นเมื่อย่อยสลายแล้วจะได้เป็นวิตามินเอ ซึ่งจะช่วยในการมองเห็นทำให้ดวงตามีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

3.เซเลอรี่มีแคลเซียมช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง แก้ปวดเมื่อยตามร่างกายและข้อกระดูก บำรุงเส้นเอ็น ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้อีกด้วย

 

4.เซเลอรี่มีโพแทสเซียมสูงจึงช่วยลดอาการบวมน้ำและลดอาการท้องอืดได้ ก้านและใบมีฤทธิ์ขับปัสสาวะอ่อน ๆ ช่วยเร่งกระบวนการกำจัดของเสียออกจากร่างกาย

 

5.เซเลอรี่มีสารเอพิจีนิน ซึ่งมีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายลดความกังวลและยังช่วยให้หลับสนิท

 

6.เซเลอรี่มีสารฟีนอลิก สารฟลาโวนอยด์และสารไฟโตสเตอรอล มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยป้องกันมะเร็ง ชะลอการแก่ก่อนวัย สารฟลาโวนอยส์สามารถยับยั้งและป้องกันการเกิดมะเร็งได้และช่วยเสริมสร้างการทำงานของหลอดเลือด ช่วยควบคุมความดันโลหิต

 

7.เซเลอรี่ช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด กำจัดคอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) จึงช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย

 

8.เซเลอรี่มีสารไฟโตนิวเทรียนท์จึงช่วยเสริมสร้างระบบย่อยอาหารล้างสารพิษที่ตกค้างในเลือดและสิ่งสกปรกที่ตกค้างในร่างกาย

หากจะเริ่มดื่มน้ำผักเพื่อสุขภาพก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดี ถึงแม้ว่าจะไม่มีการวิจัยจากแพทย์ที่ชัดเจนว่าช่วยรักษาโรคได้อย่างมากมายได้จริงหรือไม่ แต่สรรพคุณของขึ้นฉ่ายฝรั่งที่เห็นผลได้อย่างแน่ชัดก็คือ ในขึ้นฉ่ายมีไฟเบอร์สูง หากรับประทานหรือดื่มไปแล้วรับรองว่าช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นอย่างแน่นอน

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

ขอบคุณข้อมูลจาก Today Line

ประโยชน์ของไข่

ประโยชน์ของการพอกหน้าด้วยไข่ขาวช่วยอะไร ประโยชน์ของการพอกหน้าด้วยไข่ขาวนั้นแบ่งออกเป็น สองข้อหลักดังนี้

 

1.บำรุงผิว ในไข่ล้วนมีสารอาหารที่ดีต่อผิว ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน โพแทสเซียม ไรโบฟลาวิน แมกนิเซียม ซึ่งสารอาหารเหล่านี้ส่งผลดีต่อผิวหลายประการ ทั้งช่วยให้ ผิวดูเต่งตึง ช่วยลดเลือนริ้วรอย รูขุมขนกระขับ ช่วยลดความมันบนใบหน้า ช่วยให้ผิวหน้านุ่มเนียนชุ่มฉ่ำ

 

2.ลอกสิว เป็นประโยชน์ที่อาจจะนำมาใช้กันเป็นเหตุผลหลักมากกว่าบำรุงผิวเสียอีก เมื่อไข่ขาวแห้งจะจับตัวเป็นแผ่น ซึ่งเมื่อลอกออกจำทำให้ สิวเสี้ยน และเซลล์ผิวหนังเก่า หลุดออกมาด้วย นอกจากจะลอกสิวได้ผลแล้ว ยังช่วยบำรุงผิวหลังจากการลอกด้วยคุณค่าที่กล่าวไปแล้วในข้อ 1 อีกด้วย

 

ข้อควรระวังในการพอกหน้าด้วยไข่ขาว

สิ่งที่ควรระวังคือไข่ บางครั้งไข่ดิบอาจจะมีเชื้อโรคหรือแบคทีเรียได้ ดังนั้นไม่ควรพอกหน้าด้วยไข่ขาวหากผิวหน้าคุณมีสิวอักเสบหรือแผลเปิดอยู่ และควรระวังไม่ให้เข้าตา คุณอาจจะมองหาไข่ไก่เกรดคุณภาพแบบที่กินดิบได้ หรือจะใช้มาส์กไข่ขาวแบบที่เป็นหลอดเครื่องสำอางแล้วเพื่อความปลอดภัยก็ได้

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

ขอบคุณข้อมูลจาก iimpak

“ภาวะวูบหมดสติ” สัญญาณอันตราย

ภาวะวูบหมดสติ (Syncope) เป็นอาการสูญเสียความรู้สึกตัว และการทรงตัวชั่วคราว โดยทั่วไปเกิดจากเลือดไปเลี้ยงสมองลดลง

 

สาเหตุของภาวะวูบหมดสติ

- เกิดจากการกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติผิดปกติ (Vasovagal Syncope)

- เกิดจากภาวะโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ

- เกิดจากภาวะร่างกายขาดน้ำ หรือเสียน้ำมาก และจากยาบางชนิด

- เกิดจากการกระตุ้นของระบบประสาทอัตโนมัติผิดปกติชั่วคราว อาจถูกกระตุ้นในสถานการณ์ต่างๆ ได้ เช่น การขับปัสสาวะ การขับถ่ายอุจจาระ การกลืนอาหาร การไอ จาม การถูกเจาะเลือด และการฉีดยา เป็นต้น

 

ขั้นตอนการรับมือกับภาวะวูบหมดสติ

- เมื่อพบผู้ป่วยช่วยเหลือด้วยการพานั่ง หรือนอนราบ ในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก

- รีบขอความช่วยเหลือหรือโทรแจ้งเพื่อนำตัวส่งโรงพยาบาล เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย หาสาเหตุ และการรักษาให้ตรงกับสาเหตุที่ก่อโรค โดยแพทย์จะตรวจประเมินร่างกายเบื้องต้น ตรวจพิเศษทางระบบหัวใจหลอดเลือด และตรวจพิเศษทางระบบประสาทอัตโนมัติ

 

วิธีป้องกันภาวะวูบหมดสติ

- รับประทานอาหารให้ถูกสัดส่วน

- ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

- พักผ่อนอย่างเพียงพอ

- และดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอต่อวัน

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

4 วิธีง่ายๆ เพิ่ม “ภูมิคุ้มกันโรค”

หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงมากๆ อาหารที่มีไขมันสูง จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานด้อยประสิทธิภาพลง และยังทำงานได้เชื่องช้าลงกว่าปกติด้วย เพราะฉะนั้นควรทานอาหารไขมัน (คอเลสเตอรอล) ต่ำ จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงแนะนำให้ลดการทานไขมันทรานส์ ที่พบในน้ำมันสัตว์ที่ใช้ซ้ำๆ เนยเทียม มาการีน และเพิ่มไขมันดีอย่าง น้ำมันมะกอก ปลาแซลมอน อะโวคาโด ฯลฯ ให้กับร่างกายแทน

 

1.ทานโปรตีนให้มากๆ

โปรตีนช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกาย ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ แล้วยังมีกรดอะมิโนที่ช่วยเพิ่มการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในการต่อต้านเชื้อโรคต่างๆ ไม่ให้เข้ามาทำร้ายร่างกาย ซึ่งผู้หญิงควรทานโปรตีนราว 50 กรัมต่อวัน (หากกำลังตั้งครรภ์ควรทานโปรตีนราว 60-75 กรัมต่อวัน) ผู้ชายสามารถทานได้มากกว่านี้อีกเล็กน้อย แต่อย่าลืมเลือกโปรตีนไขมันต่ำ เช่น ไก่ ปลา ไข่ ถั่ว เนื้อวัวที่เป็นส่วนมีไขมันน้อย และผลิตภัณฑ์ที่มาจากถั่วเหลือง เป็นต้น

 

2.ทานอาหารให้ได้ 3 สีใน 1 มื้อ

การทานอาหารให้หลากหลาย ช่วยให้เราได้สารอาหารที่หลากหลายและครบถ้วน ดังนั้นการเลือกทานผักที่มีสีเขียว แดง เหลือง ขาว โดยเฉพาะผักสีส้ม เหลือง แดง ที่มีแคโรทีนอยด์อยู่มาก จะช่วยให้เซลล์ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อต้านเชื้อโรคได้ดียิ่งขึ้น หากไม่สามารถทานอาหารที่มีสีมากมายใน 1 มื้อได้ ให้เลือกทานเป็นมื้อๆ ไปก็ได้

 

3.กินแบคทีเรียที่ดี

ดร. Gregor Reid นักวิทยาศาสตร์ประจำสถาบันวิจัยสุขภาพ Lawson ในลอนดอน และแคนาดา กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีแบคทีเรียที่ดีต่อสุขภาพอย่าง พรีไบโอติกส์ ช่วยป้องกัน และลดปัญหาที่อาจเกิดในการทำงานของระบบทางเดินอาหาร ระบบปัสสาวะและอวัยวะสืบพันธุ์ และโรคต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากระบบทางเดินหายใจได้ พรีไบโอติกส์สามารถหาได้ใน โยเกิร์ต นมเปรี้ยว กิมจิ เป็นต้น

 

4.นอนอย่างมีคุณภาพ

การพักผ่อนอย่างเพียงพอ (ใช้เวลานอนราวๆ 7-9 ชั่วโมงต่อคืน) จะทำให้เซลล์ภูมิคุ้มกันโรคที่แข็งแรงและพร้อมทำงานมากกว่าคนที่พักผ่อนน้อย หากอยากจะนอนให้ได้เร็วๆ และหลับสนิทตลอดคืน อย่าลืมหรี่ไฟในห้องลงเล็กน้อย (หรืออาจปิดไฟนอนเลยก็ได้) เปิดแอร์หรือพัดลมไม่ให้ร้อนเกินไป และให้ห้องอยู่ในความเงียบสงบตลอดทั้งคืนด้วย

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

ประโยชน์ของ “ช็อคโกแลต”

ช็อกโกแลต ถือเป็นอาหารทานเล่นที่ได้รับความนิยมอันดับต้น ๆ เนื่องจากความสะดวกสะบายในการพกพาและรสชาติที่อร่อยถูกใจคนส่วนมาก  แต่บางคนก็คิดว่า ช็อกโกแลต หวานๆแบบนี้ ไม่ดีต่อสุขภาพแน่ๆ ไหนจะกลัวอ้วน หรือกินแล้วสิวขึ้นอีกด้วย แต่คุณอาจจะคิด

 

  • 'ช็อคโกแลต' ที่ส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกายควรมีปริมาณโกโก้ 70% ขึ้นไป เพราะหากทาน 'ช็อกโกแลต' ที่มีรสหวานมากก็อาจเป็นตัวทำร้ายสุขภาพของเราเสียเอง เพราะฉะนั้นควรทานในปริมาณที่เหมาะสม

ประโยชน์ของช็อคโกแลต

  • ดีต่อผิวพรรณ สารฟลาโวนอยด์ในช็อคโกแลตสามารถช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด 
  • ช่วยในการลดน้ำหนัก การทานดาร์กช็อคโกแลตชิ้นเล็ก ๆ  ก่อนมื้ออาหาร 20 นาที จะช่วยลดปริมาณการทานของมื้อนั้น ๆ และของว่างระหว่างมื้ออาหารได้ 
  • อุดมไปด้วยแร่ธาตุ อาทิเช่น ธาตุเหล็ก , โพแทสเซียม , สังกะสี , ซีลีเนียม 
  • ช่วยลดคอเลสเตอรอล โกโก้ช่วยลดระดับของคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี และช่วยเพิ่มระดับของคอเลสเตอรอลดี ทำให้ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ช่วยลดความเครียด ภายในช็อคโกแลตนั้นมีสารฟีนิลเอทิลเอมีน (PEA) ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่งสารเอ็นโดฟีนออกมา 
  • ระบบหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ช็อคโกแลตช่วยฟื้นฟูความยืดหยุ่นของหลอดเลือดแดงและป้องกันเซลล์เม็ดเลือดขาวเกาะผนังหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยในผู้ป่วยหลอดเลือดแดงอุดตัน 
  • ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง ผลวิจัยจากประเทศฟินแลนด์ พบว่าการบริโภคช็อคโกแลตสามารถลดความเสี่ยงและความทุกข์ทรมานจากโรคหลอดเลือดสมอง 
  • ป้องกันโรคเบาหวาน ตัวโกโก้ภายในดาร์กช็อกโกแลตสามารถช่วยปรับปรุงความไวต่ออินซูลินในร่างกายให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม
  • ป้องกันการเกิดมะเร็ง เพราะพิสูจน์แล้วว่า สารที่พบในช็อกโกแลต เป็นสารชนิดเดียวกันกับ สารที่พบใน ผัก ผลไม้ และไวน์แดง
  • ดีต่อสมอง สารฟลาโวนอยด์ภายในช็อคโกแลตช่วยลดการสูญเสียความจำในผู้สูงอายุ แถมยังช่วยรักษาอาการบาดเจ็บหรือกระทบกระเทือนทางสมองด้วย 

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

ใส่ใจออร์แกนิค บอกลาสารเคมี

ปัจจุบันสินค้าออร์แกนิคเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก เพราะการบริโภคสินค้าออร์แกนิคนั้นช่วยเรื่องสุขภาพและไม่มีสารเคมีตกค้างสู่ร่างกาย เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย

  1. GOODBYE CHEMICALS, HELLO NATURAL : ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการสินค้าที่สดใหม่ มาจากธรรมชาติที่ไม่ปรุงแต่ง เพราะในปัจจุบันผู้บริโภคไม่กลัวที่จะต้องจ่ายเงินให้กับผลิตภัณฑ์คุณภาพดี ๆ อีกต่อไป เนื่องจากผู้บริโภคยุคใหม่จะพิจารณาซื้อสินค้าจากคุณภาพที่สามารถตอบโจทย์และให้ประโยชน์ต่อร่างกายได้มากที่สุด รวมถึงกระบวนการผลิตที่ต้องน่าเชื่อถือ ซึ่งในอนาคตผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มคงจะต้องนำส่วนผสมจากพืชพรรณธรรมชาติมาใช้แล้ว
  2. Localisation : สินค้าจากท้องถิ่นทำมห้ดูมีเรื่องราว มีความสดใหม่จากธรรมชาติ คุณภาพ ความสะอาด และความเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ส่งจากผู้ผลิตถึงผู้บริโภคโดยตรง โดยใช้กำลังการผลิตในครัวเรือน ผลิตในปริมาณไม่มาก อยู่ไม่ไกลจากพื้นที่นัก และมีเรื่องราวที่น่าสนใจ และสร้างสรรค์ เช่น เนยอินเดีย, ช็อกโกแลตแมกซิกัน, งาดำตาฮิติ เป็นต้น
  3. Transparency : สินค้าต้องมีความโปร่งใส ระบุข้อมูลครบถ้วนอย่างตรงไปตรงมา และจริงใจกับผู้บริโภค ปัจจุบันการจริงใจกับผู้บริโภคนั้นกลายมาเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากผู้บริโภคต้องการข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ชัดเจนในทุกแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นส่วนผสม สารประกอบที่สำคัญ แหล่งผลิต กระบวนการเพาะปลูก ราคาที่ชัดเจน การรับประกันสุขภาพ ไปจนถึงผลกระทบที่จะเกิดกับสิ่งแวดล้อมและโลก ที่สำคัญที่สุดคือกระบวนการที่ได้มาตรฐานและความสะอาดจะกลายเป็นปัจจัยที่ทุกประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญ
  4. Blurred line between food and drugs : ทานอาหารให้เป็นยา ในโลกยุคใหม่ มีนวัตกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่ให้คุณค่าทางโภชนาการและใส่ส่วนผสมที่บำรุงร่างกาย ตลอดจนรักษาโรคบางชนิดไว้ด้วย รวมถึงกลุ่มอาหารเสริมสุขภาพ และเสริมความงามที่ได้รับความนิยมต่อเนื่อง
  5. Sweeter Balance : ความสมดุลความหวานกับสุขภาพ ใช้สารให้ความหวานจากธรรมชาติแทนน้ำตาล เช่น หญ้าหวาน เป็นต้น ผู้บริโภคยังคงต้องการอาหารที่มีรสชาติอร่อย แต่ปัจจุบันมีสารให้ความหวานจากธรรมชาติหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นหญ้าหวาน เด็กซ์โตรส หรืออื่น ๆ เนื่องจากความใส่ใจของผู้บริโภคในด้านความสมดุลระหว่างรสชาติหวานหอมอร่อยและสุขภาพ ทำให้เกิดการขับเคลื่อนนวัตกรรมใหม่ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล เพื่อช่วยลดความแปรปรวนของระดับน้ำตาลในร่างกาย ระดับพลังงานให้สมดุลมากยิ่งขึ้น รวมถึงผู้ป่วยโรคเบาหวานก็สามารถทานได้
  6. Seed of Change : ผู้บริโภคให้ความสนใจในเมล็ดพันธุ์ต่างๆ และนำมาต่อยอดมากขึ้น อย่างเมล็ดเจียและควินัวนั้น กลายเป็นใบเบิกทางให้แก่เมล็ดพันธุ์อื่น ๆ นำมาซึ่งรสชาติ สัมผัส ของธรรมชาติที่หลายหลาย แถมให้ประโยชน์ต่อร่างกายและมีโปรตีนสูง จนปัจจุบันทำให้บริษัทต่าง ๆ นำมาต่อยอดในรูปแบบต่าง ๆ เช่นการสกัดเป็นน้ำมัน เป็นผง ตลอดจนนำมาแปรรูปเพื่อแทนที่อาหารแบบเดิม เช่น แป้งเด็กจากธัญพืช เส้นสปาเกตตี้จากถั่ว พาสต้าจากควินัว เป็นต้น
  7. Body in Tune : เลือกอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและให้พลังงานเต็มที่แทนอาหารไขมันต่ำ ในปัจจุบันผู้บริโภคจะหันมาเลือกสรรอาหารและเครื่องดื่มที่ให้คุณค่าทางโภชนาการและให้พลังงานอย่างเต็มที่แทนอาหารไขมันต่ำ รวมถึงผู้บริโภคยังต้องการอาหารที่ออกแบบมาเพื่อช่วยดูแลสุขภาพของผู้บริโภคแต่ละคน อย่างอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน อาหารสำหรับผู้ที่มีปัญหากระดูกข้อต่อ เป็นต้น
  8. Smart Packaging : บรรจุภัณฑ์ที่สวยงามบอกคุณสมบัติและข้อมูลครบถ้วน บรรจุภัณฑ์กลายเป็นสิ่งที่ถูกให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบให้สวยงามดึงดูดใจผู้บริโภค สื่อสารคุณสมบัติของอาหาร สะดวกและคุ้มค่าในการจัดส่งแล้ว ในปัจจุบันการพัฒนา Smart Packaging ซึ่งเป็นการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่สามารถบอกช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับรับประทาน หรือวันหมดอายุได้โดยการเปลี่ยนสี เปลี่ยนรูป เป็นต้น

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

7ผลไม้ คนลดน้ำหนักไม่ควรพลาด

     การลดน้ำหนักนอกจากการออกกำลังกายเราต้องควบคุมอาหารการรับประทาน เพราะเป็นอีกสิ่งที่ส่งผลต่อสุขภาพและหุ่นดี ๆ การควบคุมอาหารนอกจากอาหารที่ให้แคลอรีต่ำแล้ว ยังมีผลไม้ที่ให้แคลอรีต่ำเหมาะกับคนที่กำลังควบคุมอาหาร ว่าแล้วไปดูกันเลยดีกว่าค่ะว่ามีผลไม้ชนิดไหนบ้าง

 

1.มะละกอ

     มะละกอสามารถนำมารับประทานแบบยังไม่สุกหรือสุกก็ได้มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย ทั้งเรื่องผิวสวย สุขภาพดี แคลอรีต่ำและเรื่องการขับถ่าย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลสุขภาพและหุ่นให้ดูดี

2.ฝรั่ง

     ฝรั่งเป็นผลไม้ที่แคลอรีต่ำ แถมอุดมไปด้วยวิตามินซี ช่วยสร้างคอลลาเจนทำให้ผิวนุ่มลื่น เต่งตึง ไม่หย่อนคล้อย แถมยังมีกากใยสูงแก้ปัญหาเรื่องท้องผูกและเมื่อรับประทานจะอิ่มนานช่วยกำจัดท้องร้องอาการหิวที่มาคอยกวนใจ

3.แตงโม

     แตงโมเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลต่ำ แคลอรีน้อย และยังมีกรดอะมิโนที่ช่วยในการเผาผลาญแคลอรี แถมยังมีน้ำเยอะช่วยให้ผิวเราดูเปล่งปลั่งมากขึ้น แตงโมยังช่วยในการควบคุมน้ำหนักไม่ให้น้ำหนักเกินป้องกันการสะสมของไขมันที่เป็นอันตรายกับร่างกายอีกด้วย

4.สัปปะรด

     สัปปะรดมีกรดที่จะช่วยในการย่อยอาหาร ลดอาหารท้องอืดท้องเฟ้อและมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระช่วยในเรื่องชะลอการเกิดริ้วรอยและความแก่ชรา ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใสอยู่เสมอ

5.ชมพู่

     ชมพู่เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและช่วยลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นผลไม้ที่มีแคลอรีต่ำและทำให้อิ่มง่าย นอกจากนี้ชมพู่ยังมีคุณค่าทางสารอาหารมากมาย ชมพู่มีประโยชน์ต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นวิตามินซีที่มีหน้าที่ช่วยปกป้องร่างกายจากสารอนุมูลอิสระ ใยอาหารในชมพู่ก็ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

6.แก้วมังกร

     แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่รับประทานได้โดยไม่ต้องห่วงเรื่องไขมันและความหวานที่กลายไปเป็นไขมันสะสมในภายหลัง แถมยังอิ่มท้องจนทดแทนอาหารในแต่ละมื้อได้ คุณค่าทางสารอาหารของแก้วมังกรนั้นมีทั้ง แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินบี3 แต่วิตามินซีจะมีมากที่สุดในแก้วมังกร ซึ่งจะช่วยในการบำรุงผิวพรรณ กระดูก ฟันที่แข็งแรงและสายตาควบคู่ไปกับการลดน้ำหนักอีกด้วย

7.แอปเปิ้ล

     แอปเปิ้ลมีสารอาหารคาร์โบไฮเดรตและวิตามินซีเป็นหลัก แอปเปิ้ลจะให้พลังงานค่อนข้างต่ำเพราะแหล่งพลังงานของแอปเปิ้ล คือ น้ำตาลฟรักโทสซึ่งเป็นน้ำตาลที่เปลี่ยนรูปเป็นพลังงานอย่างช้า ๆ ในร่างกายช่วยให้ไม่รู้สึกหิวและอิ่มนาน เปลือกและเนื้อของแอปเปิ้ลมีใยอาหารช่วยเพิ่มกากในทางเดินอาหารทำให้อวัยวะในทางเดินอาหารมีการทำงานปกติและเพิ่มประสิทธิภาพในการขับถ่าย

 

     ผลไม้ข้างต้นเป็นผลไม้ที่แนะนำสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนักหรือควบคุมอาหาร ถ้าหิวระหว่างวัน หรือ ท้องว่างสามารถเลือกรับประทานผลไม้ที่น้ำตาลน้อยและแคลอรีน้อยแต่ให้คุณค่าทางสารอาหารอย่างเต็มเปี่ยมกันดีกว่านะคะ

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

ขอบคุณข้อมูลจาก sistacafe

การจัดส่งสินค้า ที่ไม่ล่าช้า

การจัดส่งสินค้าที่ดีมีหลาย ๆ องค์ประกอบที่มีส่วนเกี่ยวข้อง สินค้าจากเราจนถึงลูกค้าต้องถูกต้องครบถ้วนทุกขั้นตอน การจัดส่งของจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อทั้งฝั่งร้านค้าต้องดูแลแต่ละขั้นตอนให้ครบและฝั่งลูกค้าที่ต้องให้ความร่วมมือให้ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อไม่เป็นการล่าช้าทั้ง 2 ฝ่าย เราไปดูขั้นตอนในแต่ละฝั่งกันดีกว่าค่ะว่าต้องทำขั้นตอนไหนบ้าง

 

     ฝั่งร้านค้า

1.มีสินค้าพร้อมส่งเสมอ

     หมั่นตรวจสอบสินค้าในสต็อกว่ายังมีคุณภาพดีไม่หมดอายุ หรือ แตกหัก และทำการนับสต็อกอยู่อย่างสม่ำเสมอ จากนั้นควรอัพเดตจำนวนสต็อกในระบบหลังร้านให้มีตรงกับสต็อกสินค้าที่มีอยู่จริง ไม่ควรใส่สต็อกที่จำนวนสินค้าที่เกินจริง เพราะหากเป็นช่วงที่มีการซื้อสินค้ามากขึ้นสินค้าอาจจะไม่พอกับความต้องการของลูกค้า และอาจจะทำให้จัดส่งได้ไม่ทันภายในเวลาที่ร้านกำหนดและหากส่งสินค้าไม่ทัน อาจทำให้ลูกค้าขอเงินคืน และให้คะแนนความพึงพอใจต่ำ ซึ่งกระทบกับคุณภาพร้านค้า

 

2.ตรวจเช็คสินค้าก่อนแพ็ค

     เพื่อลดความเสี่ยงในการส่งสินค้าผิดพลาดและลดจำนวนการขอเงินคืนของลูกค้า ร้านค้าต้องทำการตรวจสอบความถูกต้องของสินค้าตั้งแต่หยิบสินค้าออกจากสต็อก เมื่อนำสินค้าลงกล่องแล้วก็ควรทำการตรวจเช็คสินค้าว่าถูกต้องครบถ้วนตามรายการที่ลูกค้าสั่งซื้อหรือไม่

 

3.พิมพ์ที่อยู่ถูกต้อง

    สินค้าสูญหายระหว่างจัดส่ง สินค้าส่งไม่ถึงลูกค้า สินค้าถูกตีกลับ มักเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเขียนชื่อ-ที่อยู่ผู้รับไม่ถูกต้อง ซึ่งปัญหาเหล่านี้อาจนำไปสู่การขอเงินคืนจากลูกค้าและคะแนนความพึงพอใจที่ลดลง ทำให้ร้านค้าสูญเสียรายได้

 

4.จัดส่งภายในเวลา

     ระยะเวลาในการจัดส่งมีส่วนสำคัญที่สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า ลูกค้าสั่งสินค้าแล้วควรจัดส่งให้เร็วที่สุดและควรแจ้งเลขพัสดุให้กับลูกค้าเสมอ เพื่อดึงความน่าไว้ใจเอาไว้ว่าร้านค้าได้ส่งสินค้าให้ลูกค้าแล้ว

 

     ฝั่งลูกค้า

1.ชื่อ, ที่อยู่และเบอร์โทรต้องถูกต้อง ครบถ้วน

     ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรเป็นสิ่งสำคัญที่ลูกค้าควรมีให้กับร้านค้า เพื่อสินค้าที่ส่งจะไม่เจอกับปัญหาการโดนตีกลับ ซึ่งจะทำให้เสียเวลา เสียเงินเพิ่ม ถ้าลูกค้าให้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วยก็จะทำให้ลูกค้าได้สินค้าที่ถูกต้องและรวดเร็ว

 

 

 

 

2.ขอเลขพัสดุจากร้านค้า

     เมื่อถึงกำหนดเวลาที่ร้านค้าตกลงว่าจะส่งสินค้าแล้ว เราควรขอเลขพัสดุจากร้านค้าเพื่อเป็นการการันตีว่าสินค้าที่เราสั่งนั้นกำลังถูกส่งมาและสามารถนำเลขพัสดุนั้นไปเช็คได้ว่าสินค้าที่เราสั่งนั้นถึงที่ไหนแล้ว

 

     อย่าไรก็ตามถ้าทั้งฝั่งร้านค้าและฝั่งลูกค้าทำตามขั้นตอนข้างต้นก็จะทำให้ทั้งทางร้านค้าและลูกค้านั้นไม่พบเจอกับปัญหาที่มาจากการสั่งออนไลน์ค่ะ

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

ขอบคุณข้อมูลจาก weloveshopping

ประโยชน์ดีๆจากชาเขียว

     ชาเขียวสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บทั้งด้านร่างกายและจิตใจและชาเขียวเป็นเครื่องดื่มที่ไม่ได้หาดื่มยาก สามารถดื่มได้ในชีวิตประจำวันเพราะเสริมสร้างประโยชน์ดีๆมากมาย ประโยชน์ของชาเขียวจะมีอะไรบ้างไปดูกันเลยค่ะ

 

     1. ชาเขียวเพิ่มการทำงานของสมอง

     ชาเขียวมีส่วนเพิ่มขนาดความจำภายในสมอง, เพิ่มการสื่อสารที่ส่งผ่านภายในสมองและป้องกันโรคภาวะสมองเสื่อมเพราะสารสกัดจากชาเขียวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมต่อของสมอง โดยเฉพาะสมองด้านข้างและสมองส่วนหน้า

     2. รักษาและป้องกันโรคเบาหวาน

     ชาเขียวมีสรรพคุณช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เสถียรในผู้ป่วยโรคเบาหวาน การดื่มชาเขียวสามารถช่วยกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนอินซูลินในตับอ่อนและช่วยดูดซึมกลูโคสในผู้ป่วยเบาหวานและช่วยลดน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้นอย่างฉับพลัน

     3. รักษาสุขภาพช่องปาก

     ชาเขียวสามารถช่วยให้สุขภาพปากดีขึ้นและลดความเสี่ยงที่เกิดฟันผุ ชาเขียวอุดมไปด้วยสารโพลีฟีนอล (Polyphenols) แคทีซิน (Catechins) ซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเกิดฟันผุ กลิ่นปาก และโรคเหงือก

     4. ควบคุมน้ำหนัก

     การดื่มชาเขียววันละแก้วสามารถช่วยลดไขมันในร่างกายได้โดยเฉพาะไขมันส่วนท้อง รวมถึงช่วยควบคุมน้ำหนักอีกด้วย ชาเขียวยังมีสารแคทีซิน (Catechins) ที่ช่วยสร้างความร้อนในร่างกาย ส่งผลให้เผาผลาญแคลอรีได้มากขึ้น

     5. ป้องกันผมร่วง

     การดื่มชาเขียวช่วยระงับปัญหาผมร่วง เนื่องจากชาเขียวอุดมไปด้วยสารแคทีซิน (Catechins) ที่ช่วยป้องกันการเกิดผมร่วงและมีสาร EGCG (Epigallocatechin gallate) ซึ่งมีบทบาทในการช่วยกระตุ้นการงอกของผมจึงช่วยให้ผมไม่ร่วงเท่าคนที่ไม่ดื่มชาเขียว

     6. ชะลอความแก่

     ชาเขียวมีสารโพลีฟีนอล (Polyphenols) และสาร OPC (Oligomeric proanthocynidins) ซึ่งจะช่วยปกป้องผิวคุณจากอนุมูลอิสระ โดยสารชนิดนี้จะช่วยต่อสู่กับปัญหาผิวต่าง ๆ ที่มาเยือนเมื่อเข้าสู่วัยชรา ไม่ว่าจะริ้วรอย จุดด่างดำ ฯลฯ การดื่มชาเขียวสามารถช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งผิวหนัง

     7. ป้องกันการเกิดมะเร็ง

     ชาเขียวมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพมากกว่าวิตามินซีและวิตามินอี สารต่อต้านอนุมูลอิสระในชาเขียวสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร ฯลฯ

     8. ช่วยให้กระดูกแข็งแรง

     ชาเขียวอุดมไปด้วยธาตุฟลูออไรด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก อีกทั้งยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระและสารต่อต้านการอักเสบที่ช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก การดื่มชาเขียวเป็นประจำสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุนได้อีกด้วย

 

     อย่างไรก็ตามชาเขียวเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการสุขภาพที่ดีและหาทานได้อย่างง่าย รู้อย่างนี้แล้วจะรอช้าอะไร ไปหาชาเขียวซักแก้วมาดื่มระหว่างวันกันเถอะ

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

ขอบคุณข้อมูลจาก akerufeed

โรคเกาต์

     โรคเกาต์ เป็นโรคที่รู้จักกันอยู่ดีในกลุ่มผู้สูงอายุที่มักจะปวดตามไขข้อ หลาย ๆ คนคงเข้าใจกันว่าโรคนี้เกิดจากการรับประทานเนื้อสัตว์ปีหรือเครื่องในมากจนเกินไป หรือ โรคนี้ติดมาทางพันธุกรรม เรามาทำความรู้จักโรคนี้ให้ละเอียดกันดีกว่าค่ะ

 

     โรคเกาต์ คือ

     โรคเกาต์ เกิดจากความผิดปกติ ในขบวนการเมตะบอลิสซึมของกรดยูริกในร่างกายเป็นผลให้กรดยูริกในเลือดมีค่าสูงมากกว่าปกติ แล้วเกิดเป็นตะกอนเป็นผลึกเกลือยูเรต ( mono sodium urate ) สะสมในเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย มีลักษณะเป็นก้อนปูดออกมาบริเวณผิวหนังรอบ ๆ ข้อเรียกว่า ปุ่มโทฟัส ซึ่งภาวะกรดยูริกสูงเป็นผลพวงมาจากการขาดยีน (Gene) ที่ทำหน้าที่สลายกรดยูริกหรือร่างกายมีการขับกรดยูริกออกมาน้อย ซึ่งกรดยูริกเหล่านี้จะเข้าสู่ร่างกายของเราได้จากการสลายโปรตีน หรือ ทานอาหารที่มีพิวรีนสูงจำพวกเครื่องในสัตว์ สัตว์ปีก และอาหารทะเล ดังนั้นจึงเป็นที่มาของความคิดที่มาของความคิดที่ว่าโรคเกาต์มาจากอาหารประเภทนี้

 

การรักษาโรคเกาต์

1. การใช้ยา

     ใช้ยาลดกรดยูริก ทำให้ผลึกเกลือยูเรตที่สะสมตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกายละลายออกมา เพื่อรักษาระดับกรดยูริกในเลือดให้ต่ำ

2. การไม่ใช้ยา

  • ลดน้ำหนักถ้ามีน้ำหนักตัวที่เยอะเกินไป
  • ดื่มน้ำให้มากเพื่อช่วยการขับกรดยูริกออกทางไต
  • งดการดื่มสุราและแอลกอฮอล์ทุกชนิด
  • ลดการทานอาหารประเภทเครื่องในสัตว์ สัตว์ปีก อาหารทะเล

 

อาหารที่ควรเลี่ยง

1. อาหารที่มีพิวรีนสูง

  • สัตว์ปีก เช่น ไก่ เป็ด ห่าน
  • เครื่องในสัตว์ เช่น ตับอ่อน หัวใจไก่ ตับไก่ กึ่นไก่ เซ่งจี๊หมู ตับหมู
  • ปลา เช่น ปลาซาดีน ปลาดุก ปลาอินทรีย์ ปลาไส้ตัน กุ้ง หอย ไข่ปลา
  • ซุปก้อน เช่น น้ำซุปกระดูก กะปิ
  • ผัก เช่น เห็ด กระถิน ชะอม ยอดฟักแม้ว ยอดตำลึง แตงกว่า
  • ธัญพืช เช่น ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วดำ
  • ข้าว เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท

2. อาหารที่มีพิวรีนกลาง

  • อาหารทะเล เช่น ปลาหมึก ปู ปลาทูน่า ปลาแซลมอน
  • สัตว์เนื้อแดง เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว ( ที่มีไขมันน้อย )
  • ผัก เช่น สะตอ ผักโขม ใบขี้เหล็ก หน่อไม้ หน่อไม้ฝรั่ง ดอกกะหล่ำ
  • ธัญพืชต่าง ๆ เช่น ถั่วลิสง ข้าวโอ๊ต
  • เหล้าและเบียร์ เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์

3. อาหารที่มีพิวรีนต่ำ

  • ไข่ เช่น ไข่เป็ด ไข่นกกระทา ไข่ไก่
  • นม เนย เนยเทียม
  • น้ำตาล ไขมันจากพืชและสัตว์
  • ขนมปัง ขนมเค้ก น้ำหวาน
  • ผัก ผลไม้ ถั่วงอก คะน้า มันฝรั่ง
  • ธัญพืชต่าง ๆ เช่น ข้าวฟ่าง ลูกเดือย อัลมอนด์ แมคคาเดเมีย เกาลัด

 

     อยากไรก็ตามโรคเกาต์สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การรักษาที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้อาการที่มีอยู่รุนแรงมากกว่าเดิม เพราะฉะนั้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการปฏิบัติตัวและรับยาที่ถูกต้อง รวมถึงการให้ความร่วมมือในการรักษาและติดตามนัดอย่างสม่ำเสมอ โรคนี้ก็จะดีขึ้น

 

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

 

ขอบคุณข้อมูลจาก medium

มื้อเช้า มื้อที่จำเป็นในชีวิต

     มื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด เพราะช่วยเติมพลังงานในร่างกายที่ต้องใช้งานตลอดทั้งวัน  ซึ่งเราสามารถรับประทานอาหารมื้อเช้าได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกลัวอ้วน

     มื้อเช้าไม่ใช่มื้อแรกจากการตื่นนอน แต่มื้อเช้าคือมื้อที่ต้องกินตอนเช้า ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดก็คือ 07.00 – 09.00น. ส่วนมื้อเที่ยง 12.30 – 13.00น. และมื้อเย็น 18.00 – 19.00น. ซึ่งด้วยช่วงเวลาแบบนี้ทำให้หลายคนยอมพลาดมื้อเช้าเพื่อที่จะได้นอนต่อหรือแร่งรีบจนไม่ได้รับประทานอาหารมื้อสำคัญไป เพราะฉะนั้นต้องไม่ลืมเติมพลังงานให้กับร่างกายด้วยอาหารเช้าดี ๆ ที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการเพราะอาหารเช้าส่งผลถึงสมองโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความจำและกระตุ้นสมองให้พร้อมที่จะเรียนรู้ มีสมาธิจดจ่อและจดจำได้ดี การไม่รับประทานอาหารมื้อเช้าเป็นประจำนั้นร่างกายปรับตัวได้ว่าไม่ต้องการอาหาร แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่กระทบกับร่างกาย ร่างจะจะค่อย ๆสะสมและแสดงผลออกมาทีเดียว ผลลัพธ์ที่ไม่ได้รับประทานอาหารเช้าจะเกิดอะไรขึ้น ดังนี้

  • ร่างกายไม่แข็งแรง

     มื้อเช้าเป็นมื้อสำคัญที่ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานอย่างเพียงพอและเหมาะสม การไม่รับประทานอาหารเช้าจะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ส่งผลให้ร่างกายไม่แข็งแรงตามไปด้วย โดยเฉพาะระบบเผาผลาญ การกินอาหารเช้าทุกวันจะกระตุ้นระบบเผาผลาญของร่างกาย ทำให้เผาผลาญดีขึ้นและไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องระบบขับถ่าย

  • อ่อนเพลียระหว่างวัน

     สำหรับคนที่ไม่รับประทานอาหารเช้าแล้วจะอ่อนเพลีย หิวง่าย ง่วงไปตลอดวัน อาหารเช้าช่วยให้พลังงานได้ดีหลังจากตื่นนอน ถ้าพรากอาหารมื้อเช้าไปก็เท่ากับว่ากินอีกทีมื้อเที่ยง ทิ้งช่วงเวลาให้ท้องว่างหลายชั่วโมงกว่าจะได้เติมเต็มพลังงานให้กับร่างกายอย่างเหมาะสม เพราะฉะนั้นหลังจากรับประทานอาหารมื้อเที่ยงไปแล้วคุณจะรู้สึกอ่อนเพลียและง่วงตลอดเวลาก็เพราะว่าร่างกายไม่ได้รับสารอาหารและพลังงานที่เพียงพอ

  • โรคร้ายมาเยือน

     อดอาหารไม่ได้ทำให้ผอมได้ ยิ่งอด ยิ่งอ้วน เพราะจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ อาจส่งผลให้มื้อต่อ ๆ ไปกินหนักขึ้นและอ้วนขึ้น นอกจากโรคอ้วนแล้วก็มีโรคอื่นตามมาด้วย โดยเฉพาะเบาหวาน หัวใจ เส้นเลือดในสมอง กรดไหลย้อน และนิ่ว โรคต่าง ๆ เหล่านี้เกิดจากการสะสมในร่างกายมาเรื่อย ๆ ยิ่งไม่รับประทานมื้อเช้าบ่อย ๆ ร่างกายก็จะค่อย ๆ ผิดปกติไปทีละนิด โดยเราไม่ทันสังเกต

 

     ความเสี่ยงเหล่านี้อาจดูนามธรรมและไกลตัวเกินไปจนไม่มีใครให้ความสำคัญ แต่อย่าลืมร่างกายของเราถ้าไม่ดูแลมีแต่ใช้อย่างเดียว โดยไม่บำรุงรักษา ไม่ทะลุถนอม ซักวันร่างกายก็จะแสดงผลข้างต้นออกมา

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

ขอบคุณข้อมูลจาก line today

 

ครีมกันแดด ทาอย่างไรได้ประสิทธิภาพ

     ในประเทศไทยอุณหภูมิในปัจจุบันสูงมากจนทำให้ใครหลาย ๆ คนก่อนออกจากบ้านต้องทาครีมกันแดดที่มี SPF สูง ๆ เพื่อป้องกันผิวจากแดด แต่การทาครีมกันแดดนั้นจะทาอย่างไรให้ได้ประสิทธิภาพเต็มที่ ที่จะปกป้องผิวเราได้นั้น มีวิธีง่าย ๆ มาบอกกันค่ะ

 

ผลวิจัยคอนเฟิร์ม 'ปริมาณ' คือสิ่งสำคัญ

     เพราะจากการวิจัยของมหาวิทยาลัย คิงส์ คอลเลจ ประเทศลอนดอน พบว่า สาเหตุที่นักอาบแดดทั้งหลายทำไมผิวถึงไหม้เบิรน์ หรือบางคนเป็นถึงขั้นมะเร็งผิวหนัง นั่นก็เพราะว่าพวกเขาทาครีมกันแดดในปริมาณที่น้อยจนเกินไป ถึงต่อจะให้ใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงแค่ไหนก็ตาม ก็แทบจะไม่มีประโยนช์ หรือแทบจะไม่ช่วยป้องกันเลยแล้วยิ่งโดยเฉพาะถ้าผิวต้องสัมผัสกับแดดโดยตรงขนาดนั้น ซึ่งโดยปกติแล้วเหล่าบรรดาผู้ผลิตครีมกันแดดมักจะคำนวณการใส่ค่า SPF โดยวัดจากปริมาณเนื้อครีม 2 มิลลิกรัมต่อผิวแต่ละตารางเซนติเมตร ซึ่งปริมาณที่คนส่วนใหญ่ทากันนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 0.8 มิลลิกรัมต่อบริเวณเท่านั้น ก็เลยทำให้ได้รับการปกป้องผิวเเค่ไม่กี่เปอร์เซนต์จากค่า SPF ที่ควรจะได้รับ ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า เราเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF20 แต่ทาน้อยเกิน ก็เท่ากับเราจะได้ค่าการปกป้องที่ SPF4  เท่านั้น 
 

ปริมาณแค่ไหน ถึงจะมั่นใจได้ว่าปกป้องผิวได้ชัวร์

     ปริมาณที่เหมาะสมสามารถวัดได้ง่ายๆ คือครึ่งช้อนชา (ประมาณ 3 ml.) สำหรับแขนแต่ละข้าง ผิวหน้า ลำคอ และหนึ่งช้อนชา (6ml.) สำหรับขาแต่ละข้าง รวมไปถึงลำตัวด้วย อ่านแล้วหลายๆ คนอาจจะตกใจว่ามันค่อนข้างเยอะอยู่เหมือนกัน แต่นี่คือปริมาณที่นักวิจัยเขาบอกมาว่าเวิร์คที่สุดแล้ว ซึ่งศาสตราจารย์ Anthony Young  ผู้เขียนงานวิจัยเรื่องนี้ได้บอกว่า “คนทั่วไปมักจะประเมินประสิทธิภาพของครีมกันแดดสูงเกินไปทำให้พวกเขาอยู่กลางแดดนานกว่าที่ควรจะเป็น เพราะคิดว่าทากันแดดแล้ว ไม่เป็นไร”  แต่เขาก็ได้ให้คำแนะนำไว้ว่าควรจะเลือกใช้กันแดดที่มีค่า SPF เยอะกว่าที่เราคิดว่าจำเป็นไว้ก่อน เพราะเรามักจะทาปริมาณน้อยกว่าที่บริษัทผู้ผลิตเขาตั้งใจให้ทาตอนเขาทำการทดลอง 

 

     ท้ายที่สุดแล้วถ้าเราต้องอยู่กลางแดดทั้งวัน เราก็ควรเติมครีมกันแดดระหว่างวันเพื่อป้องกันผิวสวยจากแดด และ อย่าลืมปริมาณในการทาครีมกันแดดด้วยนะคะ

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

ขอบคุณข้อมูลจาก healthaddict

 

สุขภาพดี บอกได้จากกลิ่นปาก

     แพทย์หลายท่านต่างวินิจฉัยโรคจากการพบความผิดปกติของกลิ่นลมหายใจของผู้ป่วย โดยสันนิษฐานเกี่ยวกับโรคที่ผู้ป่วยเป็น จะสัมพันธ์กันกับกลิ่นลมหายใจของพวกเขา นี่แสดงให้เห็นว่าหากภายในร่างกายของเราป่วยขึ้นมา อาจส่งสัญญาณออกมาให้เรารู้ผ่านลมหายใจได้ เราไปเช็คกันดูว่าลมหายใจกลิ่นแบบไหนสุขภาพจะเป็นอย่างไร

 

1. กลิ่นลูกเหม็น

     หากกลิ่นลมหายใจของเราคล้ายกลิ่นลูกเหม็นที่เอาไว้ไล่แมลงสาบ นั้นอาจหมายความว่าเราเป็นภูมิแพ้ เสมหะลงคอ หรือ ไซนัสอักเสบ เพราะเวลาที่เรามีน้ำมูกไหลหรือเกิดอาการดังกล่าวเรื้อรัง แบคทีเรียในปากจะทำให้โปรตีนผสมกับน้ำมูกเป็นสารที่ชื่อว่า Skatole ที่ทำให้เราได้กลิ่นลูกเหม็นออกมาจากลมหายใจ หากใครมียาแก้แพ้อยู่ก็สามารถรับประทานเพื่อบรรเทาอาการภูมิแพ้ได้ค่ะ

 

2. กลิ่นผลไม้

     หากลมหายใจของเรามีกลิ่นหวานคล้ายผลไม้ คำตอบก็คือเราเสี่ยงเป็นเบาหวาน โดยกลิ่นหวานนั้นมาจากสารเคมีที่เรียกว่า Ketones เป็นผลิตผลของกระบวนการเผาผลาญเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูง

 

3. กลิ่นนมบูด

     ลมหายใจมีกลิ่นนมบูดแปลว่าต้องเกี่ยวกับนม โดยนมที่ว่านั้นส่งกลิ่นมาจากน้ำนมวัวที่เราดื่มและเข้าไปเน่าในลำไส้ใหญ่ เพราะลำไส้เล็กไม่สามารถผลิตเอนไซม์แลคเทสมาช่วยย่อยน้ำนม ซึ่งมีน้ำตาลแลคโทสได้ หากลมหายใจพ่นออกมาได้กลิ่นนมบูด อาจจะป่วยเป็นภาวะพร่องเอนไซม์ย่อยนมหรือภาวะพร่องแลคเทส อีกนัยหนึ่งก็คืออาการของคนแพ้นมนั่นเองค่ะ นอกจากนี้เราอาจจะมีท้องอืดท้องเดินและเป็นตะคริวหลังดื่มผลิตภัณฑ์นมวัวเข้าไปด้วย

 

4. กลิ่นฉี่ผ้าอ้อมเด็ก

     โรคที่พร้อมกับลมหายใจกลิ่นผ้าอ้อมเปรอะฉี่ไม่ใช่ว่าจะไม่ร้ายแรง เพราะมันส่งกลิ่นชัดเจนต่อเจ้าตัวและคนคุยด้วยจริง ๆ นั่นคือโรคทอนซิลสโตน นิ่วทอนซิล หรือ โรคปากเหม็น หากเราส่องเข้าไปในคอจะพบเม็ดขาว ๆ หรือ เม็ดสีขาวอมเหลือง โดยเกิดจากแบคทีเรียและเศษอาหารที่เข้าไปติดตรงต่อมทอนซิลและส่งกลิ่นออกมา

 

5. กลิ่นเหม็นเน่า

     กลิ่นเหม็นเน่าไม่ได้เหม็นทั่วไป แต่เหม็นแบบเน่าเสียนั้นเราอาจจะเสี่ยงเป็นโรคเกี่ยวกับปอด ซึ่งเป็นได้ตั้งแต่การติดเชื้อทั่วไปอย่างโรคปอดบวมจนถึงขั้นร้ายแรงอย่างโรคมะเร็ง เคยมีการจัดทำแบบทดสอบกลิ่นลมหายใจเพื่อหาว่ากลิ่นลมหายใจสัมพันธ์กับการป่วยโรคมะเร็งหรือไม่ ซึ่งปรากฏว่างานนี้ใช้ได้ผล หากสังเกตว่ามีกลิ่นเหม็นเน่าออกมาทุกครั้งที่หายใจลองไปตรวจสุขภาพปอดกันดูค่ะ

 

     การดูแลรักษาสุขภาพถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ และ อย่าลืมเช็คกลิ่นลมหายใจของตัวเองและคนรอบข้าง เพื่อจะได้รู้ว่าสุขภาพของเราและคนรอบข้างยังดีอยู่

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

ขอบคุณข้อมูลจาก  akerufeed

ข้อดีของการงดกาแฟ

     กาแฟ เป็นเครื่องดื่มที่นิยมในช่วงเช้าของใครหลาย ๆ คน จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนยุคปัจจุบันไปแล้ว แต่หลาย ๆ คนอาจจะไม่รู้ว่า ความจริงแล้วร่างกายคนเราสามารถอยู่ได้อย่างสดชื่นเช่นกันแม้ไม่ดื่มกาแฟแต่ข้อดีของการไม่ดื่มกาแฟก็มีเยอะแยะ เพราะการที่เราไม่รับคาเฟอีนเข้าร่างกาย ส่งผลดีต่อร่างกาย จะมีข้อดีอะไรบ้างเราไปดูกันเลยค่ะ

 

1. เพิ่มประสิทธิภาพของสมอง

     อาการคาเฟอีนนั้นส่งผลต่อภาวะทางอารมณ์อย่างมาก โดยเฉพาะคนที่ติดกาแฟที่ไม่ได้ดื่มกาแฟนั้น มักมีอาการหงุดหงิด คิดอะไรไม่ออก แถมยังมีอาการปวดหัวกำเริบอยู่บ่อย ๆ เรียกได้ว่าเป็นปัญหาที่สำคัญของคนติดกาแฟเลยทีเดียว เนื่องจากคาเฟอีนมีส่วนทำให้สารเคมีในสมองแปรปรวน ซึ่งหากไม่ได้รับคาเฟอีนในช่วงเวลาเดิม ก็จะส่งผลกระทบต่อการทำงานและการใช้ชีวิตอย่างมาก

 

2. ลดความเสี่ยงฮอร์โมนแปรปรวน

     การบริโภคคาเฟอีนมากเกินไป สามารถส่งผลให้ระดับเอสโตรเจนผันผวนจนทำให้เกิดภาวะฮอร์โมนแปรปรวนได้ ซึ่งนอกจากจะส่งผลให้ประจำเดือนไม่ปกติแล้ว ยังมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่เพิ่มอีกด้วย

 

3. ดูดซึมสารอาหารดีขึ้น

     สารแทนนินในคาเฟอีนถือเป็นตัวขัดขวางการดูดซึมสารอาหารบางอย่าง โดยเฉพาะสารอาหารจำพวกแคลเซียม ธาตุเหล็กและวิตามินบี ดังนั้นผู้ที่ดื่มกาแฟหนัก ๆ เป็นประจำ อาจส่งผลให้เกิดภาวะขาดสารอาหารบางอย่างได้เมื่ออายุมากขึ้น ตรงกันข้าม การงดรับคาเฟอีนก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึม ช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่รับประทานเข้าไปได้อย่างครบถ้วน

 

4. ลดระดับความเครียด

     หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าการดื่มกาแฟช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า รู้สึกมีพลังงานมากขึ้นแต่การที่ร่างกายถูกกระตุ้นด้วยคาเฟอีนนั้นมักตามมาด้วยภาวะวิตกกังวล กระวนกระวายและหัวใจเต้นแรงมากขึ้นด้วย ยิ่งหากใครที่มีโรคเครียด หรือ ซึมเศร้าอยู่แล้วด้วยนั้น การดื่มกาแฟมักทำให้อาการเหล่านี้ยิ่งแย่ลงไปอีก สำหรับใครที่อยากกระตุ้นให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นขึ้นในตอนเช้า แนะนำให้เปลี่ยนมาออกกำลังกายยืดเส้นสายแทนการดื่มกาแฟ

              

5. ฟันขาวสะอาด

     เครื่องดื่มจำพวกกาแฟและชานั้น จัดเป็นเครื่องดื่มที่มีความเป็นกรดซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ผิวเคลือบฟันสึกกร่อนและทำให้เกิดการติดสีได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะสารสีเรียกว่าแทนนิน ซึ่งพบสูงในเครื่องดื่มจำพวกกาแฟ นอกจากนี้ กรดจากคาเฟอีนยังทำให้เกิดคราบหินปูนมากกว่าปกติ ดังนั้น หากคุณลดการดื่มเครื่องดื่มจำพวกกาแฟ ย่อมทำให้หินปูนและสารสีเหล่านี้ลดลงไปด้วย ถึงแม้จะไม่เห็นผลฉับพลันแต่เป็นผลดีในระยะยาวค่ะ

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

ขอบคุณข้อมูลจาก  today line

ไขมันทรานส์ ไขมันที่ควรเลี่ยง

     ไขมันเป็นสารอาหารที่ให้พลังงานสูง หากรับประทานมากไปอาจทำให้เกิดโรคอ้วนได้ ไขมันในอาหารทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นไขมันชนิดใดก็ตาม เมื่อกินเข้าไปก็อ้วนเท่ากัน ไขมันไม่ว่าจะมาจากพืชหรือสัตว์ให้พลังงานประมาณ 9 กิโลแคลอรีต่อกรัม ซึ่งการรับประทานไขมันอย่างพอเหมาะมีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งในแง่การให้พลังงานและช่วยดูดซึมวิตามิน A,D,E,K แต่จะมีไขมันชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายและยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง แล้วอาจจะทำให้ความจำเสื่อมได้อีกด้วย ไขมันที่ว่านี้ก็คือ “ไขมันทรานส์”

 

     ไขมันทรานส์พบได้น้อยมากในอาหารธรรมชาติ แต่ส่วนใหญ่เกิดจากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมอาหารดัดแปลงให้อาหารเก็บได้นานขึ้น รสชาติและสัมผัสดีขึ้น ทำให้ต้นทุนต่าง ๆ ในการผลิตอาหารลดลง  ไขมันทรานส์เกิดจากการที่น้ำมันพืชชนิดไม่อิ่มตัวมาผ่านขบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ทำให้น้ำมันเปลี่ยนสภาพจากของเหลวกลายเป็นของกึ่งแข็งกึ่งเหลวที่อุณหภูมิห้อง ซึ่งโครงสร้างจะเปลี่ยนจาก cis เป็น trans ทำให้โครงสร้างเปลี่ยนแปลงไปเป็นไขมันคล้ายไขมันอิ่มตัว เกิดผลคล้าย ๆ ไขมันอิ่มตัว แต่แย่กว่าไขมันอิ่มตัว น้ำมันพืชที่ผ่านกระบวนการนี้ก็กลายเป็นเนยเทียม หรือ เนยขาว วิธีสังเกตในฉลากโภชนาการว่ามีไขมันทรานส์ คือ น้ำมันที่ระบุว่ามี partially hydrogenated oils ( PHOs ) เป็นองค์ประกอบ

 

     อาหารที่มีไขมันทรานส์ ได้แก่ อาหารที่ใช้เนยเทียมหรือเนยขาวชนิดที่ผ่านขวบการเติมไฮโดรเจนบางส่วน เช่น เบเกอรี่ โดนัททอด พายกรอบ รวมทั้งอาหารที่ผ่านการทอดด้วยความร้อนสูงมาก ๆ อาจใช้น้ำมันผ่านขบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นองค์ประกอบ แถมถ้ากินอาหารทอดด้วยน้ำมันที่ผ่านการทอดซ้ำหลาย ๆ ครั้ง อาจได้รับสารก่อมะเร็งได้อีกด้วย ไขมันทรานส์มีผลเสียต่อสุขภาพ หากรับประทานมาก ๆ จะทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ลดระดับไขมันดีในเลือดเปลี่ยนเป็นเพิ่มไขมันเลวในเลือดและทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลินมากขึ้น ทำให้เสี่ยงเป็นเบาหวาน นอกจากนี้อาจทำให้มีความจำแย่ลงโดยเห็นได้ชัดในคนอายุน้อย

 

     ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดให้มีการห้ามผลิต นำเข้า หรือ จำหน่ายน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดนเจนบางส่วนและอาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดนเจนบางส่วน ซึ่งเป็นแหล่งเกิดไขมันทรานส์ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม พ.ศ.2562 เป็นต้นมา ทำให้ผู้ประกอบการไขมันปรับสูตรการผลิตไขมันได้ปรับสูตรการผลิตไขมันและปรับสูตรผลิตภัณฑ์อาหารทำให้อาหารในประเทศไทยมีองค์ประกอบของไขมันทรานส์ลดลง การรับประทานอาหารควรควบคุมปริมาณให้เหมาะสมและหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันทรานส์และไขมันอิ่มตัวเป็นส่วนประกอบให้ได้มากที่สุดเพื่อนสุขภาพที่ดีของคุณค่ะ

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

ขอบคุณข้อมูลจาก newtv

ฮีทสโตรก โรคที่เกิดในหน้าร้อน

     เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยต้องเผชิญกับอากาศที่ร้อนจัดอุณหภูมิทะลุถึง 40 องศาและมีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทำให้หลาย ๆ คนมีความเสี่ยงในการเจ็บป่วย

 

  • ฮีทสโตรก

     ฮีทสโตรก หรือ โรคลมแดด เป็นความผิดปกติของร่างกายที่สามารถเกิดขึ้นได้ เมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นจากการเผชิญกับสภาพอากาศที่มีความร้อนสูง เช่น การออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมท่ามกลางอากาศร้อนจัดเป็นเวลานาน ซึ่งเกิดขึ้นเป็นอย่างมากในหน้าร้อน อาการจะเริ่มจากอุณหภูมิร่างกายค่อย ๆ สูงขึ้น เมื่อเกิน 40 องศาเซลเซียส ร่างกายจะไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้รู้สึกผิดปกติ กระสับกระส่าย ซึม สับสน ร่วมกับมีอาการคลื่นไส้อาเจียน หัวใจเต้นเร็ว หายใจหอบ ตัวแดงง ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาผู้ป่วยอาจะเสียชีวิตได้ ทั้งนี้เมื่อพบผู้ที่มีอาการจากโรคลมแดด ควรรีบส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ให้เร็วที่สุด  กลุ่มบุคคลที่สุ่มเสี่ยงของโรคลมแดด ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็ก ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่ยังไม่สามารถควบคุมได้ รวมถึงคนทั่วไปและผู้ป่วยระยะพักฟื้นสำหรับการป้องกัน

วิธีป้องกัน

  • หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมในสภาพอากาศที่ร้อนจัดหรือกลางแจ้งเป็นเวลานาน หากสามารถหลีกเลี่ยงได้ควรเลือกทำกิจกรรมในช่วงเช้ามืด หรือ ระหว่างพระอาทิตย์ตกดิน
  • ผู้ที่ออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งหรือในสภาพที่อุณหภูมิร้อนจัดควรดื่มน้ำให้เพียงพอ
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่เพิ่มความเสี่ยงของการขาดน้ำ เช่น เครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีน กาแฟ เหล้า เบียร์ เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้จะทำให้ยิ่งเสียน้ำทางปัสสาวะในปริมาณสูง หากไม่สามารถชดเชยน้ำได้มากพอจะเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นลมแดด

 

     อย่างไรก็ตามอุปกรณ์ป้องกันแสงแดด เช่น หมวก ร่ม เสื้อผ้าบางคลุมร่างกายที่มีคุณสมบัติระบายอากาศได้ดี ถือเป็นหนึ่งอุปกรณ์ที่ควรพกติดตัวเมื่อต้องเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัด  นอกจากนี้ต้องพบกับอากาศร้อนแล้วยังเพิ่มความเสี่ยงของการได้รับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซพิษที่มีผลต่อระบบประสาท จึงควรเลี่ยงเช่นกัน

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

ขอบคุณข้อมูลจาก newtv

 

7 เมนูอาหารที่ควรระวังในหน้าร้อน

     ฤดูร้อนระวังเรื่องผิวและควรในระวังในเรื่องอาหารการกินด้วยเพราะอากาศร้อนทำให้เหมาะกับการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่กระจายล่องลอยอยู่ในอากาศทั่วทุกแห่ง พอตกลงในในอาหารก็จะทำให้อาหารเหล่านั้นบูด เมื่อรับประทานเข้าไปจะทำให้เกิดอาการท้องร่วงรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้นควรเลือกรับประทานอาหารที่ปลอดภัยและคำนึงถึงคุณค่าทางโภชนาการด้วยเป็นสิ่งสำคัญ

     อาหารสุ่มเสี่ยงในหน้าร้อนไม่ได้เกิดจากเชื้อจุลินทรีย์ เพราะบูดเน่าและอาหารที่มีแมลงวันตอมเท่านั้น แต่การกินอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ และอาหารปนเปื้อนสารเคมีโลหะหนักเป็นพิษก็เป็นอันตรายต่อร่างกายและชีวิตเราได้เหมือนกัน สำหรับอาหารที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคมีดังนี้

1. อาหารที่มีกะทิ

     อาหารที่มีส่วนประกอบด้วยกะทิจะทำให้บูดเสียง่าย เชื้อจุลินทรีย์ชอบ ดังนั้น ต้องมั่นใจว่าเป็นอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ถ้ารับประทานไม่หมดต้องนำเข้าตู้เย็นแล้วนำมาอุ่นเมื่อจะรับประทานใหม่อีกครั้ง แต่ทางที่ดีควรรับประทานให้หมดภายในมื้อเดียว ถ้าสามารถหลีกเลี่ยงไม่กินอาหารประเภทนี้ได้ก็จะดีมากเลยทีเดียว

2. ยำ

     ยำที่มีเนื้อต่าง ๆ ผสมกันทั้งหมู ไก่ ปลา อาหารทะเล รวมไปถึงส้มตำ สำหรับอาหารยำ ส่วนใหญ่จะใช้วิธีลวกแต่ลวกไม่สุกทำให้เชื้อโรคไม่ตาย หากรับประทานเข้าไปเชื้อโรคก็อาจจะเข้าไปขยายพิษในร่างกาย ส่วนส้มตำนั้นเป็นอาหารไทยที่เป็นที่นิยมของคนไทยเป็นอย่างมาก แต่ถ้าปลาร้าต้มไม่สุก ปูดองดิบ ๆ ที่จะมีจุลินทรีย์ซ่อนอยู่ในตัวปู รวมทั้งถั่วลิสงที่มีเชื้ออัลฟาท็อกซิน กุ้งแห้งใส่สีที่ไม่ได้ล้าง มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว มะละกอไม่ได้ล้างน้ำ ครกที่แมลงวันตอม ถ้าจะรับประทานต้องตรวจสอบความปลอดภัยให้ครบถ้วน

3. ขนมจีน

     มีความเสี่ยงทั้งเส้นของขนมจีน น้ำยากะทิและผักสดที่ไม่ล้างหรือล้างไม่สะอาด เนื่องจากทั้งเส้นของขนมจีนและกะทินั้นบูดง่ายมาก ส่วนผักไม่ว่าจะผักสดหรือผักดองก็ล้วนแต่ต้องระวังความสะอาดให้ดี

4. อาหารทะเล

     อาหารทะเลจะบูดเน่าง่ายในหน้าร้อน ก่อนกินต้องทำให้สุกทุกครั้ง โดยเฉพาะหอยแครง ปลาหมึก

5. อาหารค้างคืน

     อาหารที่เหลือมาจากมื้ออื่นต้องมั่นใจว่าไม่บูดเสียและมีการอุ่นให้ได้ที่ ทางที่ดีควรกินหารที่ปรุงสุกใหม่ทุกครั้ง

6. อาหารที่แมลงวันตอม

     สังเกตได้อย่างง่าย โดยเฉพาะอาหารปรุงสำเร็จที่วางขายในภาชนะที่ไม่มีฝาปิดไม่ใช่แค่จะมีแมลงวันที่จะมาตอม แต่ฝุ่นละอองหรือเชื้อโรคก็ร่วงหล่นลงในในอาหารได้ด้วย

 

7. น้ำดื่มและน้ำแข็ง

     ต้องมั่นใจว่าเป็นน้ำดื่มที่สะอาดได้มาตรฐาน อย. น้ำแข็งที่แช่ร่วมกับอาหารนั้นเสี่ยงต่อการทำให้ท้องร่วงมาก ขณะเดียวกันน้ำที่ใส่เหยือกหรือกาก็ไม่น่าไว้วางใจเช่นกัน

 

     โรคที่พึงระวังในหน้าร้อนไม่พ้น โรคทางเดินอาหาร โรคท้องร่วง อาหารเป็นพิษ โรคไทฟอยด์ อหิวาตกโรค โรคบิด เป็นต้น โรคเหล่านี้มาพร้อมกับหน้าร้อน อย่างไรก็ตามโรคดังกล่าวนั้นเป็นโรคที่ป้องกันไม่ยาก หากเราใส่ใจและคิดให้ดีก่อนรับประทาน

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก kleen อาหารคลีน อาหารเพื่อสุขภาพ

ขอบคุณข้อมูลจาก สสส.

 

อากาศร้อนจัด ทะลุ 40 องศา ควรเตรียมตัวอย่างไร

     ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีสภาพอากาศร้อน โดยเฉพาะชาวงประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ ไปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม  ชาวกรุงเทพมหานครต้องเผชิญกับระดับความร้อนที่อุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส ในสภาพอากาศแบบนี้แมนเนเจอร์มีวิธีรับมือเมื่อต้องเผชิญกับอากาศร้อนมาฝากกันค่ะ

 

                 1. ดื่มน้ำเยอะๆ

                  ในสภาพอากาศที่ร้อนจะทำให้ร่างกายสูญเสียเหงื่อมาก ควรจิบน้ำบ่อย ๆ เพื่อชดเชยเหงื่อที่ถูกขับออกมาตามผิวหนังเพื่อช่วยระบายความร้อนให้แก่ร่างกายและยังช่วยป้องกันสภาวะขาดน้ำได้อีกด้วย ซึ่งน้ำเปล่าอุ่น ๆ จะดีต่อร่างกายที่สุด เพราะการดื่มน้ำเย็น ในสภาพอากาศที่ร้อนจัดแบบนี้ ร่างกายจะปรับอุณหภูมิไม่ทัน จะเกิดการดูดซึมได้แค่บางส่วน ส่วนเครื่องดื่มที่ควรหลีกเลี่ยง คือ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ เพราะสารเหล่านี้จะยิ่งทำให้ร่างกายขับน้ำมากกว่าปกติ

 

                  2. เลือกอาหารที่มีน้ำปริมาณมาก

                  ส่วนอาหารก็ควรเลือกกินอย่างฉลาดเช่นกัน อาหารเผ็ดร้อนจะช่วยคลายร้อนได้เช่นกัน เพราะทำให้ร่างกายขับเหงื่อออกมาคลายความร้อนส่วนเกินในร่างกายออกมาได้  ส่วนอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง คือ อาหารมื้อใหญ่ที่เต็มไปด้วยคาร์โบไฮเดรตหรือกลุ่มแป้ง, น้ำตาลและกลุ่มที่มีโปรตีนสูง เพราะร่างกายจะมีกระบวนการย่อยอาหารใช้เวลานานขึ้น ส่งผลให้ร่างกายมีอุณภูมิที่สูงขึ้นตามมา  อาหารที่ดีในช่วงหน้าร้อนแบบนี้ คือ อาหารที่ประกอบไปด้วยพืชผักและผลไม้ที่มีน้ำปริมาณมาก เช่น สตรอว์เบอร์รี่ แตงกวา แตงโม ผักกาดหอมและเมลอน ซึ่งอาหารเหล่านี้จะช่วยบรรเทาภาวะขาดน้ำได้

 

                  3. หลีกเลี่ยงแดดที่ร้อนจัด

                  ควรหลีกเลี่ยงแดดที่ร้อนจัด โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางวันที่มีแดดจ้า เพื่อลดการเผชิญกับอากาศร้อน แสงแดดและรังสียูวีที่อาจเป็นอันตรายต่อผิวหนังและร่างกาย ควรงดกิจกรรมกลางแจ้งที่แสงแดดส่องถึงผิวได้โดยตรง ปกป้องผิวจากแดดที่ร้อนด้วยการทาครีมกันแดดที่มี SPF ตั้งแต่ 15 ขึ้นไป สวมแว่นกันแดดและหมวกเพื่อปกป้องผิวจากแดดร้อนและรังสียูวี

 

                  4. สวมใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ

                  เสื้อผ้าที่เหมาะสมสำหรับใส่ในสภาพอากาศ คือ เสื้อผ้าที่มีสีอ่อนที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติอย่างผ้าลินินหรือผ้าฝ้าย หลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่มีสีเข้ม เพราะเสื้อผ้าสีเข้มนั้นจะดูดซับและกักเก็บความร้อนมากกว่าเสื้อผ้าสีอ่อนและไม่ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่นจนเกินไป เพราะจะระบายเหงื่อได้ไม่ดี

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

ขอบคุณข้อมูลจาก BBC

ระวังโรคภัยช่วงหน้าร้อน

     กรมควบคุมโรค ออกประกาศกรมควบคุมโรค เตือน 5 กลุ่มโรคในช่วงฤดูร้อนปีนี้ ทั้งฮีทสโตรก โรคอุจจาระร่วง อาหารเป็นพิษ โรคบิด อหิวาตกโรค ไทฟอยด์ ไข้เลือดออก พิษสุนัขบ้า หมอกควัน และการจมน้ำ

     นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวว่า ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนแล้ว ทั้งนี้ เพื่อให้ระมัดระวังการเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้น จึงออกประกาศกรมควบคุมโรค เรื่อง การป้องกันโรคและภัยสุขภาพที่เกิดในช่วงฤดูร้อนของประเทศไทย พ.ศ. 2562 เมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2562 ซึ่งโรคและภัยสุขภาพที่มีแนวโน้มจะพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในฤดูร้อน แบ่งเป็น 5 กลุ่มคือ

 

กลุ่มที่ 1. โรคและภัยสุขภาพที่เกิดจากอากาศร้อนโดยตรง

     ได้แก่ การเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากภาวะอากาศร้อน เกิดจากร่างกายไม่สามารถปรับตัวหรือควบคุมระดับความร้อนในร่างกายได้ พบได้บ่อยในผู้ที่ทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานาน เช่น เล่นกีฬา ฝึกทหาร เป็นต้น

 

กลุ่มที่ 2. โรคและภัยสุขภาพที่เป็นผลจากอากาศร้อนแล้งและแดดจ้า

     ได้แก่ ผลกระทบต่อสุขภาพจากปัญหาหมอกควัน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งประชาชนมีความเสี่ยงเจ็บป่วยจาก 4 กลุ่มโรค ได้แก่ โรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคตาอักเสบ และโรคผิวหนังอักเสบ

 

กลุ่มที่ 3. โรคติดต่อ

     ที่พบมากขึ้นในฤดูร้อนมีโรคสำคัญ ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง จากการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อโรคต่างๆ เข้าไป โรคอาหารเป็นพิษ มักพบในอาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ นมที่ยังไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อ รวมถึงอาหารที่ทำไว้ล่วงหน้านานๆ อาหารที่ไม่ได้อุ่นก่อนรับประทาน  โรคบิด เกิดจากเชื้อบิดซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียหรืออะมีบา ติดต่อโดยการรับประทานอาหาร ผักดิบ หรือน้ำดื่มที่มีเชื้อเหล่านี้ปนเปื้อน อหิวาตกโรค เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ติดต่อจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อนเข้าไป ไข้ไทฟอยด์หรือไข้รากสาดน้อย เกิดจากเชื้อไทฟอยด์ ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรีย สามารถติดต่อได้โดยรับประทานอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ

 

กลุ่มที่ 4. โรคติดต่อที่มีรายงานการระบาดอย่างต่อเนื่อง

     ได้แก่โรค ไข้เลือดออก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี มียุงลายเป็นพาหะ โรคพิษสุนัขบ้า เกิดจากการรับเชื้อไวรัสจากน้ำลายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมทุกชนิด ส่วนใหญ่เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลที่สัตว์กัดหรือข่วน

 

กลุ่มที่ 5. ภัยสุขภาพในฤดูร้อน

     ได้แก่ การบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการจมน้ำ โดยเฉพาะช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน (มี.ค.-พ.ค.) ผู้ปกครองควรดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด ไม่ปล่อยให้เด็กเล่นตามลำพัง

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

ขอขอบคุณข้อมูลจาก MGR Online

โรคร้ายที่มากับการเล่นน้ำช่วงสงกรานต์

     เข้าสู่เดือนเมษายน เดือนที่อากาศร้อนสุดๆ แต่ถึงจะร้อนแค่ไหนก็มีเทศกาลดีๆ ให้ได้เย็นชุ่มฉ่ำอย่างวันสงกรานต์ เป็นเทศกาลแห่งความสนุกสนานที่คนจำนวนมากต่างตั้งตารอ แต่ก็แอบแฝงเอาไว้ด้วยโรคร้ายต่างๆ ที่มาพร้อมกับการเล่นน้ำสงกรานต์ มีโรคอะไรกันบ้างมาดูกันค่ะ

 

1. โรคอาหารเป็นพิษ โรคท้องร่วง โรคอหิวาตกโรค

     ช่วงเทศกาลสงกรานต์เป็นช่วงที่อากาศร้อน เหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อโรค ทำให้อาหารบูดเสียได้ง่าย โดยเฉพาะอาหารที่มีส่วนผสมของกะทิ หรือนม รวมถึงการทานอาหารหรือน้ำที่ไม่สะอาด ก็อาจทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ โรคท้องร่วง และอหิวาตกโรคได้ทั้งสิ้น ซึ่งโรคเหล่านี้มักมีอาการที่คล้ายกันคือ ถ่ายเหลว ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน หากมีภาวะขาดน้ำรุนแรง อาจทำให้เกิดภาวะช็อค หมดสติ และเสียชีวิตได้

 

2. โรคไข้หวัด และปอดบวม

     การเล่นน้ำสงกรานต์ทำให้ร่างกายเปียกชื้นเป็นเวลานาน โดยเฉพาะเล่นน้ำติดต่อกันตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น ทำให้อุณหภูมิของร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากร้อนจัดเพราะอากาศ มาเป็นเย็นจัดเพราะน้ำที่สาดเล่น โดยอาการเบื้องต้นเมื่อเป็นหวัด คือ คัดจมูก น้ำมูกไหล คัดจมูกหายใจไม่ออก คัดจมูก จาม ตัวร้อน น้ำมูกไหลลงคอ หากรู้สึกมีไข้หรือไม่สบาย ควรหยุดเล่นน้ำทันที เพราะจะทำให้อาการรุนแรงยิ่งขึ้น จนอาจเป็นไข้หวัดใหญ่หรือปอดบวมได้

 

3. โรคตาแดง

     มีสาเหตุจากน้ำที่นำมาสาดเล่นไม่สะอาด มีเชื้อโรคปะปน เช่น น้ำในคลอง หรือน้ำบาดาล หากน้ำกระเด็นเข้าตาหรือมือที่ไม่สะอาด แล้วเอามือไปขยี้ตา ก็จะทำให้เกิดการติดเชื้อ และอักเสบบวมแดงขึ้นมาได้ มีอาการเบื้องต้นคือ เคืองตา ตาแดง น้ำตาไหล ปวดตา เห็นเส้นเลือดในตาชัดเจน

 

4. โรคลมแดด หรือฮีทสโตรก (Heat Stroke)

     โรคที่หลายคนมองข้าม เพราะเข้าใจว่าไม่มีความร้ายแรงอะไร แต่ความจริงแล้ว ฮีทสโตรก สามารถคร่าชีวิตของคุณได้โดยไม่รู้ตัว ฮีทสโตรกหรือโรคลมแดด คือการเป็นลมจากอากาศร้อน อุณหภูมิของร่างกายจะพุ่งขึ้นสูงจัด เนื่องจากร่างกายระบายปรับตัวได้ไม่ทัน เกิดได้แม้กับคนที่ร่างกายแข็งแรง มีอาการเบื้องต้นคือ ร่างกายร้อนจัดแต่ไม่มีเหงื่อออก กระหายน้ำมาก คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ ความดันโลหิตต่ำ ช็อก หมดสติ และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

     แนะนำว่าช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่พ่อแม่พาลูกออกไปเล่นสาดน้ำกันสนุกสนาน ขอให้ดื่มน้ำบ่อยๆ และควรกลับเข้าที่ร่มบ้าง เพื่อที่ร่างกายจะได้ไม่ร้อนมากเกินไปค่ะ

 

5. โรคผิวหนัง 

     มักเกิดขึ้นในหน้าร้อน เพราะรักษาความสะอาดของผิวหนังไม่ดีพอ และติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ หากน้ำที่นำมาเล่นไม่สะอาดก็จะเกิดโรคได้ง่ายยิ่งขึ้น ควรรักษาความสะอาดร่างกายอยู่เสมอ ใส่เสื้อผ้าที่ไม่หนาหรือคับจนเกินไป และระบายอากาศได้ดี โดยโรคผิวหนังที่เกิดขึ้นได้ ได้แก่ กลาก เกลื้อน ผดร้อน ตุ่มใส ตุ่มแดง ตุ่มหนอง ผื่นวงแดง ผื่นจุดสีขาว คันตามจุดอับชื้น หรือเป็นผื่นคัน

 

6. โรคไวรัสตับอักเสบ เอ

     โรคไวรัสตับอักเสบเอ เป็นอีกโรคหนึ่งที่จากกับเชื้อโรคในน้ำสงกรานต์ มักเป็นการอักเสบติดเชื้อเฉียบพลัน โดยมีอาการที่พบบ่อย คือ อาการคล้ายโรคหวัด หรือไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ เป็นหวัดปวดหัว มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเนื้อตัว เบื่ออาหาร คัดจมูกมาก คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และท้องเสีย หลังจากนั้นจะมีอาการดีซ่าน อุจจาระอาจมีสีซีดจากขาดสารสีเหลือง อาจคลำพบ ตับ ม้ามโต หรือมีต่อมน้ำเหลืองด้านหลังลำคอโต คลำได้เจ็บเล็กน้อย

 

     เห็นไหมคะว่า แม้จะเป็นช่วงเวลาแห่งความสนุกสนาน แต่ก็มีโรคร้ายซ่อนตัวอยู่มากมาย หากไม่ระวังตัวเอง และดูแลสุขภาพให้ดีๆ เราก็อาจตกเป็นเหยื่อของโรคภัยที่แอบแฝงมากับน้ำสงกรานต์ก็ได้ เพราะฉะนั้น หลังจากเล่นน้ำสงกรานต์เสร็จแล้ว ควรกลับบ้านไปอาบน้ำ สระผม และดูแลร่างกายให้สะอาดและอบอุ่น เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องป่วยรับสงกรานต์

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

ขอขอบคุณข้อมูลจาก gedgoodlife

โปรโมชั่น เครื่องฟอกอากาศ Mannature ซื้อ 1 แถมอีก 1 !!!!!

     เครื่องฟอกอากาศ ManNature เป็นเทคโนโลยีเครื่องฟอกอากาศจากประเทศเยอรมัน ด้วยเทคโนโลยี EPPO ไส้กรองอากาศระบบ Electrostatic ion ประสิทธิภาพสูงซึ่งมีความละเอียดในการกรองจนได้โมเลกุลที่เล็กมากถึง 0.1-0.3 pm และฆ่าเชื้อโรคด้วยระบบ Electrostatic Adsorption Pressure ที่สามารถดักจับสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ที่ลอยมาในอากาศ อาทิ ฟอร์มาลดีไฮด์, แบคทีเรีย, ไวรัส, ไรฝุ่น, สารก่อภูมิแพ้ เป็นต้น รวมถึงกลิ่นไม่พึงประสงค์อย่าง กลิ่นควันบุหรี่ กลิ่นอับ กลิ่นเหม็นในบ้านให้หายไป ซึ่งเครื่องฟอกอากาศทำงานโดยการดูดอากาศเข้าตัวเครื่องผ่านตัวกรองเพื่อดักจับสิ่งเหล่านี้เอาไว้แล้วปล่อยอากาศบริสุทธิ์ออกมาแทน

 

     เครื่องฟอกอากาศเครื่องนี้เหมาะสำหรับเด็ก ผู้ป่วย หรือทุกๆ คน รวมถึงพื้นที่ที่ต้องการความสะอาด เพื่อให้ได้อากาศที่บริสุทธ์ ปราศจากฝุ่นละออง เชื่อโรค หรือแม้แต่สิ่งสกปรกที่เรามองไม่เห็น และด้วยระบบ Plasma Electrostatic พร้อม Active Oxygen และ Titanium Dioxide+ หลอด UV สามารถยับยั้งเชื้อโรคได้ 99.9%  เครื่องฟอกอากาศ Man Nature มีระบบการกรองอัตโนมัติ ไม่ต้องเปลี่ยนไส้กรอง รวมถึงประหยัดพลังงานเพราะใช้ไฟเพียง 35 วัตต์ ซึ่งเทียบเท่ากับพัดลมแค่ 1 ตัวเท่านั้น

 

คุณสมบัติของเครื่องฟอกอากาศ ManNature

  • มีระบบกรองหลายชั้นทรงประสิทธิภาพในการกำจัดแก๊สพิษ เช่น อาซีโตน เบนซีน ฯลฯ
  • มีกล่องดักฝุ่นด้วย Plasma Electrostatic ทำความสะอาดง่าย ไม่ต้องเปลี่ยนอุปกรณ์
  • ใช้หลอดยูวีกำลังสูงประหยัดพลังงาน ทรงประสิทธิภาพในการกำจัดแบคทีเรีย
  • อิออนประจุลบและ active oxygen กำจัดกลิ่นและฝุ่นควันได้อย่างรวดเร็ว
  • ดูดอากาศเข้าเครื่องเพื่อฟอกอากาศบริสุทธิ์ได้เป็นปริมาณมาก
  • มีเซ็นเซอร์ปรับความเร็วลมอัตโนมัติ
  • ใช้พัดลม DC แรงสูง กินไฟน้อย ทนทาน
  • มีโหมดใช้งานกลางคืน เงียบและสบาย
  • ไม่ปล่อยโอโซนที่เป็นสารพิษไปทำร้ายเนื้อเยื้อในร่างกาย
  • สามารถกำจัดเชื้อโรคทิ้งได้ถึง 99.9%
  • สามารถกรองแก๊สพิษและโลหะหนักได้ เช่น ไอปรอท ตะกั่ว
  • ระบบกรองอากาศประสิทธิภาพสูงกรองได้ละเอียดเล็กมากถึง 0.1-0.3 ไมครอน
  • ใช้ไฟเพียงแค่ 35 วัตต์เท่านั้น
  • ไม่ต้องเปลี่ยนไส้กรอง
สตอเบอร์รี บำรุงสายตา สำหรับคนใช้สายตาในการคำนวณ

     สตอเบอร์รี่ ผลไม้ที่นิยมทานกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ซึ่งผลไม้ชนิดนี้นอกจากจะมีหน้าตาที่น่ารับประทาน และรสชาติที่อร่อยแถมนิยมนำมาแปรรูปเป็นอาหารมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแยม เยลลี่ หรือน้ำผลไม้ เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซี และเอสูงมาก แต่ใครจะรู้ว่าผลไม้สีแดงผลเล็กๆนี้ มีประโยชน์มากมายแฝงไว้

 

     สตอเบอร์รี่ มีวิตามินเอสูงช่วยในการบำรุงสายตาช่วยป้องกันโรคต้อกระจก ลดอัตราการเสื่อมของจอประสาทตา เพราะปัญหาดวงตามักเกิดจากอนุมูลอิสระ การขาดสารอาหารบางชนิด และกล้ามเนื้อดวงตาเสื่อมสภาพเมื่อมีอายุมากขึ้น แต่สตอเบอร์รี่มีสารต้านอนุมูลอิสระ และวิตามินซี ฟลาโวนอยด์ กรดฟีโนลิก และกรดเอลลาจิก จึงช่วยชะลอกระบวนการดังกล่าวได้ อีกทั้งยังมีโพแทสเซียมช่วยปรับความดันในตาให้เป็นปกติ

 

     สตอเบอร์รี่ยังเหมาะสำหรับคนที่ต้องคิดเลขจำนวนมาก เพราะการใช้เครื่องคิดเลขคงไม่พอ ต้องมีสายตาที่ดีชัดเจนเพื่อข้อมูลตัวเลขจะได้แม่นยำและถูกต้อง แถมยังช่วยให้เกิดความชุ่มชื้นต่อลำคอและเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

 

     นอกจากนี้ สตอเบอร์รี่ยังมีฤทธิ์บำรุงระบบประสาทและสมองให้ดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานต่ำเหมาะแก่การเป็นอาหารของคนที่กำลังควบคุมน้ำหนัก ด้วยประโยชน์ที่มีมากมาย หน้าตาที่ชวนรับประทาน สามารถนำไปทำเป็นอาหารได้หลากหลายและรสชาติที่อร่อย ไม่แปลกใจเลยที่หลายๆคนให้ผลไม้ชนิดนี้เป็นราชาแห่งผลไม้

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

PM 2.5 เชียงใหมขึ้นสูงแตะอันดับหนึ่งของโลก ส่งผลต่อสุขภาพจนไม่กล้าหายใจ

     PM 2.5 ฝุ่นพิษกลับมาอีกครั้ง "ดอยสุเทพหายไปแล้ว" ประโยคยอดฮิตของชาวเชียงใหม่ในทุกครั้งที่ฤดูเผาป่า มาเยือนในช่วงปลายฤดูหนาวเข้าสู่หน้าร้อน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวันที่ชาวเชียงใหม่ พูดประโยคนี้ในวันที่ค่าฝุ่น PM 2.5 ทะยานขึ้นสูงสุดติดอันดับหนึ่งของโลก

 

     ชาวเชียงใหม่และชาวเหนือทั้ง 9 จังหวัดตอนบนของภาค ต่างมองเห็นท้องฟ้าเป็นสีส้มและหมอกสีขาวอมเหลืองปกคลุมทั่วพื้นที่อย่างหนาแน่น โดยสถานการณ์หมอกควัน และไฟป่าในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งภาคเหนือตอนบน ยังมีความรุนแรงต่อเนื่อง

 

     ในช่วงเช้าของวันที่ 12 มีนาคม ค่ามลพิษจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ทั้ง 9 จังหวัดภาคเหนือ เกินค่ามาตรฐานที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตั้งแต่ จ. เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย พะเยา ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน และตาก

 

     โดยเฉพาะบริเวณ จ. เชียงใหม่ที่มีรายงานว่าค่าดัชนีคุณภาพอากาศโดยรวม ขึ้นสูงสุดติดอันดับหนึ่งของโลกอยู่ที่ 271 โดยมีค่า PM 2.5 อยู่ที่ประมาณ 170 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

 

     ส่วนในกรุงเทพฯ เอง กระแสความตื่นตัวเรื่องมลพิษอาจจะลดลงไปบ้าง แต่ในความเป็นจริง ค่าดัชนีคุณภาพอากาศในบางพื้นที่ขึ้นไปถึง 159

 

     การกลับมาของฝุ่นพิษ PM 2.5 ส่งผลต่อสุขภาพของชาวเชียงใหม่เป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นเราควรที่จะป้องกันโดยการเลือกใส่หน้ากากอนามัยที่สามารถกันฝุ่นนี้ได้ และไม่ควรอยู่ในบริเวณข้างนอกที่ปนเปื้อนไปด้วยฝุ่น PM 2.5 นะครับ

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก เครื่องฟอกอากาศ ตราแมนเนเจอร์ (Air Purifier by ManNature)

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก BBC

วิธีแก้ง่วงแบบธรรมชาติ โดยไม่ต้องพึ่งกาแฟสักแก้ว!

     หลายๆ คนคงเคยมีปัญหากับอาการง่วงของตัวเองในเวลาทำงาน ระหว่างวัน หรือเวลาเรียนโดยเฉพาะหนุ่มสาวออฟฟิศ ซึ่งการง่วงในตอนบ่ายๆ หรือหลังรับประทานอาหารเสร็จ มักจะทำให้เราเสียสมาธิกับการทำงาน เรียนไม่รู้เรื่อง คิดงานไม่ออก ส่งผลงานล่าช้าไปอีกด้วย วันนี้เรามี 6 วิธีแก้ง่วงแบบธรรมชาติ โดยไม่ต้องพึ่งแม้แต่กาแฟสักแก้วมาบอก รับรองทำแล้วหายง่วงแน่นอนครับ

 

พักสายตา

     หากนั่งทำงานในบริเวณที่โล่ง หรือริมหน้าต่าง ให้ลองมองออกไปไกลๆ สัก 20 - 30 วินาที ทุกๆ 20 นาที จะช่วยให้กล้ามเนื้อตาผ่อนคลาย เพราะการที่เราหาอะไรมองจะทำให้สมองเราตื่นตัวตลอดเวลา จะทำให้เราหายง่วงไปได้เยอะเลยครับ

 

ยืดเส้นยืดสาย

     สำหรับใครที่นั่งทำงานอยู่กับที่เป็นเวลานานๆ อาจจะทำให้รู้สึกเบื่อ ง่วง ลองลุกยืดเส้นยืดสายสักหน่อย จะช่วยให้ร่างกายไม่เหนื่อย ไม่อ่อนล้า มีแรงในการทำงานต่อ

 

ฟังเพลง

     การที่เรานั่งเงียบๆ เป็นเวลานานๆ อาจจะทำให้เราเบื่อ และง่วงนอนได้ ให้สาวๆ หนุ่มๆ ลองฟังเพลงที่ชอบจังหวะดีๆ จะทำให้เรามีสมาธิกับเพลงมากขึ้น เท่านี้ก็จะลืมความง่วงไปเลย

 

กินขนมขบเคี้ยว

     นั่งว่างๆ อาจจะทำให้ง่วง ลองหาอะไรทานเล่นดู อาจจะทำให้ความง่วงลดลง สาวๆหรือหนุ่มๆ อาจจะทานมื้อหลักให้น้อยลง และเก็บท้องไว้ทานของทานเล่น เช่น ผลไม้ หรือถั่ว ก็จะทำให้เรามีอะไรทำและลืมความง่วงไปได้ครับ

 

ดื่มน้ำ

     การจิบน้ำในระหว่างวันเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะช่วยให้สุขภาพดี แถมไม่อ้วนแล้ว ยังช่วยให้หายง่วงด้วยนะครับ เพราะถ้าร่างกายได้รับน้ำที่เพียงพอจะทำให้ระดับออกซิเจนเพิ่มขึ้นสมองจะตื่นตัวและคิดงานได้ดีขึ้นด้วยครับ

 

เดิน

     ถ้าคนไหนที่รู้สึกง่วงมาก ทำยังไงก็ไม่หายง่วงซักที แนะนำให้ลองลุกขึ้นเดินประมาณ 20 นาที จะทำให้สมองตื่นตัวและอาการง่วงจะหายไป เป็นวิธีง่ายๆ ที่สามารถทำได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งกาแฟเลยครับ

 

     เห็นวิธีแก้ง่วงแล้วไม่ยากเลยใช่มั้ยละครับ แถมไม่ต้องพึ่งกาแฟด้วย แต่การที่จะทำให้เราไม่ง่วงระหว่างวัน สิ่งที่สำคัญที่สุด ควรพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการพักผ่อนจะช่วยให้สมองและร่างกายได้พักผ่อน อย่าลืมดูแลสุขภาพกันด้วยนะครับ

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

ขอขอบคุณข้อมูลจาก trueid

 

5 วิธีเปลี่ยนนิสัยจากชอบกิน "อาหารขยะ" ให้หันมาเลิฟ "อาหารเพื่อสุขภาพ"

     ปฏิเสธไม่ได้ว่าการกินอาหารคือ หนึ่งในหัวใจสำคัญของการมีสุขภาพดี ดังคำกล่าวที่ว่า You Are What You Eat! กินอะไรได้อย่างนั้น แต่จะกินแบบไหนล่ะเพื่อให้สุขภาพดี? เรามี 5 วิธีง่ายแสนง่ายที่จะช่วยคุณเปลี่ยนตัวเองจากสายจังค์ฟู้ดมาเป็นสายเฮลตี้กัน

 

1. กินให้ตรงเวลา 

     เป็นเรื่องง่ายที่หลายคนทำไม่ได้เพราะคำว่า “รีบ” เลยทำให้อาหารจังก์ฟู้ดตอบโจทย์ เพราะกินง่าย กินสะดวก แต่สิ่งแรกของการจะมีสุขภาพที่ดีได้คือ ต้องกินอาหารที่มีประโยชน์และกินให้ตรงเวลา เพื่อให้ร่างกายสามารถนำสารอาหารที่ได้ไปใช้ประโยชน์ตรงตามเวลาการทำงานในกลไกของร่างกาย และยังป้องกันไม่ให้เป็นโรคยอดฮิตของยุคนี้อย่างโรคกระเพาะอาหารและโรคกรดไหลย้อนด้วย

 

2. ปรุงน้อยก็อร่อยได้ 

     จุดเด่นหนึ่งของจังก์ฟู้ดคือ เต็มไปด้วยรสชาติที่แสนอร่อย หนำซ้ำบางเมนูอย่างพิซซ่ายังให้เราเลือกใส่เครื่องได้ตามใจชอบหรือไก่ทอดที่มาพร้อมเครื่องปรุงช่วยเพิ่มรสชาติ แต่ในขณะที่อาหารเพื่อสุขภาพมักถูกมองว่ามีแต่พืชผัก รสจืดชืด และไม่อร่อย จริงๆ แล้วเดี๋ยวนี้มีอาหารเพื่อสุขภาพมากมายที่ไม่ต้องปรุงมากก็อร่อยได้ โดยอาศัยความสดและคุณภาพที่ดีของวัตถุดิบ ซึ่งการกินอาหารที่ปรุงน้อยจะช่วยลดอาการบวมน้ำที่เกิดจากการกินสารปรุงแต่งรสชาติมากเกินไป และไตทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

3. กินหลากหลายในปริมาณที่เหมาะสม 

     อย่างที่รู้ ๆ กันดีว่าจังก์ฟู้ดไม่ได้มีสารอาหารครบถ้วนเพียงพอกับที่ร่างกายต้องการในแต่ละมื้อ เพราะส่วนใหญ่มักเต็มไปด้วยแป้งและไขมัน ดังนั้น การกินจังก์ฟู้ดเป็นประจำอาจทำให้กลายเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ รวมถึงเป็นโรคขาดสารอาหาร โดยเฉพาะสารอาหารประเภทวิตามิน ดังนั้น ใครเป็นสายเฮลตี้ต้องกินอาหารที่ดีมีประโยชน์และหลากหลาย โดยยึดหลักง่ายๆ ด้วยการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ทานเนื้อและผักให้สมดุล เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ไม่กินมากจนเกินพอดีเพราะจะส่งผลเสียต่อร่างกาย

 

4. ลดและเลี่ยงอาหารแปรรูป 

     ถึงแม้การแปรรูปอาหารไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายเสมอไป แต่อาหารแปรรูปสูงส่วนใหญ่ให้สารอาหารและเส้นใยในปริมาณต่ำ ไม่ว่าจะเป็นฮอตดอก มาการีน ไอศกรีม ขนมขบเคี้ยว ซึ่งให้แคลอรีสูงเกินกว่าที่ร่างกายควรจะได้รับในแต่ละวัน ที่สำคัญยังมีสารปรุงแต่งแฝงมาด้วย เช่น สารกันบูด น้ำตาล และโซเดียมสูง หากคุณไม่สามารถเลิกกินได้ในทันที เช่น หลังกินข้าวทุกมื้อต้องล้างปากด้วยไอศกรีมหรือกินขนมขบเคี้ยวทุกครั้งที่ดูซีรี่ส์ ควรใช้วิธีค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นผลไม้สดหลังมื้ออาหารหรือเลือกขนมที่ทำจากธัญพืชรสธรรมชาติก็ได้

 

5. ดื่มน้ำมากๆ

     น้ำ คือ ส่วนประกอบที่สำคัญของร่างกาย การดื่มน้ำสะอาดวันละ 6-8 แก้วหรือในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวันจะช่วยปรับสมดุลในร่างกาย ช่วยให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้ดี เช่น ระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย ระบบไหลเวียนเลือด หรือจะเลือกดื่มเป็นน้ำผลไม้คั้นสด พวก cold pressed ก็จะเพิ่มความสดชื่น และได้วิตามินดีๆ เข้าสู่ร่างกายไปพร้อมๆ กันด้วย

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook

สุขภาพดีตลอดทั้งปีด้วย 5 ปัจจัยแสนง่าย

     ปี 2562 แปปเดียวก็ผ่านเข้าสู่เดือนที่ 3  แล้วหลาย ๆ คนคงได้ออกไปพักผ่อนและปลดล็อคความเหนื่อยล้าตลอดทั้งปีจากการทำงานในวันหยุดที่ผ่านมากันแล้ว หลังจากนี้ก็อย่าลืมกลับมาดูแลสุขภาพกันด้วยนะครับ โดยวันนี้เรามีคำแนะนำดี ๆ เพื่อเป้าหมายของการมีสุขภาพดี เพื่อเป็นของขวัญให้กับตัวคุณเองในปีนี้ด้วยครับ

1. การพักผ่อนให้เพียงพอ

     สิ่งแรกที่ควรตระหนักคือ การพักผ่อนให้มีคุณภาพ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน เพราะการพักผ่อนช่วยให้ร่างกายได้ฟื้นฟูจากความเหนื่อยล้า ปรับสมดุลซ่อมแซมร่างกายที่ใช้งานหนักมาทั้งวัน  รวมถึงกำจัดความเครียดและอนุมูลอิสระที่สะสมอยู่ในร่างกายซึ่งเป็นการลดปัจจัยเสี่ยงต่อการกระตุ้นของโรค NCDs และมะเร็งออกไป ทั้งยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อให้ร่างกายสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

     ตามปรัชญาด้านโภชนาการระดับโลกของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น มื้ออาหารที่สมดุลควรประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรตร้อยละ 40 โปรตีนร้อยละ 30 และไขมันดีอีกร้อยละ 30 เพื่อให้พลังงานกับร่างกาย แต่ทั้งนี้ก็ควรตระหนักว่าควรรับประทานอาหารและโภชนาการที่สมดุลไม่เกินปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวันจึงจะดีที่สุด เพื่อความสมดุลและป้องกันไม่ให้เกิดการสะสมไขมันส่วนเกินที่เป็นสาเหตุของโรคอ้วน

3. การออกกำลังกาย

     การออกกำลังกายมีประโยชน์มากเพราะทำให้ร่างกายแข็งแรง เผาผลาญพลังงานและไขมัน นอกจากนั้นยังช่วยเสริมภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ซึ่งการวิ่งจะช่วยให้หัวใจแข็งแรงอีกด้วย และยิ่งถ้าหากคุณออกกำลังกายเป็นประจำและสามารถเผาผลาญไขมันทั่วร่างกายได้ดี

4. การดื่มน้ำ

     เพื่อสุขภาพที่ดีแล้ว การดื่มน้ำวันละอย่างน้อย 8 แก้วจะช่วยให้การไหลเวียนของระบบโลหิตในร่างกายดีขึ้น เพราะกว่าร้อยละ 70 ของร่างกายประกอบไปด้วยน้ำ ซึ่งน้ำเป็นตัวช่วยในการขนส่งสารอาหารช่วยกำจัดของเสียในร่างกาย อีกทั้งช่วยในเรื่องการไหลเวียนของโลหิตและยังทำให้เซลล์ของร่างกายทำงานได้เป็นปกติและผิวพรรณดูชุ่มชื้นอีกด้วย

5. การขับถ่าย

     การขับถ่ายของเสียนับเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะร่างกายมนุษย์จะสร้างของเสียที่เกิดจากกระบวนต่างๆ ภายในร่างกาย จึงจำเป็นที่จะต้องขับถ่ายของเสียออกมา โดยคำแนะนำในข้อนี้คือการฝึกฝนร่างกายให้รู้จักขับถ่ายให้เป็นประจำ เพราะปัญหาท้องผูกสามารถนำไปสู่โรคต่าง ๆ ได้อีกด้วย

 

     หากแค่มีเวลาปฏิบัติตามแนวทางทั้ง 5 ปัจจัยนี้แล้วรับรองว่าคุณจะได้มีสุขภาพที่ดีขึ้นและความสุขมากขึ้น อีกทั้งได้มีซิกแพคที่สวยงามให้เป็นของขวัญปีใหม่แก่ตัวคุณเองด้วยอีกด้วยครับ

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก Mannature

วิ่งแล้ว กินอะไรก็ได้หรอ ?

     การวิ่งถือว่าตอนนี้กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก ถ้าสังเกตจะเห็นได้ว่ามีงานแข่งขันวิ่งทุกเดือน เช่นมาราธอน การวิ่งเพื่อกาลกุศล เป็นต้น ดังนั้นการกินอาหารให้ถูกหลักโภชนาการช่วงก่อน ระหว่าง และหลังแข่งขัน จะช่วยให้นักกีฬาแต่ละคนมีสมรรถภาพดี มีชัยชนะไปมากกว่าครึ่ง เพราะนักกีฬาจะต้องใช้พลังงานมากกว่าคนปกติ จึงต้องกินอาหารในปริมาณที่มากกว่า ถ้างั้นเรามาดูกันดีกว่าว่า ใน 3 ช่วงเวลาเราควรกินอาหารอย่างไรบ้าง

 

การกินอาหารก่อนการแข่งขัน

  • กินอาหารหลักก่อนแข่ง 2-3 ชั่วโมง
  • กินอาหารที่ให้คาร์โบไฮเดรตและโปรตีนสูง เพื่อเพิ่มการสะสมไกลโคเจน
  • หลีกเลี่ยงกินอาหารไขมัน เค็ม ใยอาหารสูงและอาหารแปลกๆ
  • ก่อนการแข่งขันวิ่ง ประมาณ 15-20 นาที ควรดื่มหรือกิน อาหารที่มีน้ำตาลบ้าง เช่น น้ำหวาน หรือผลไม้รสหวาน

 

การกินอาหารระหว่างการแข่งขัน

  • ถ้าแข่งขันภายใน 30 นาที ไม่ต้องดื่มน้ำอะไรเลย
  • ถ้าแข่งขันเกิน 30-60 นาที ให้ดื่มน้ำเปล่าช่วงพักครึ่ง
  • ถ้าแข่งขันเกิน 2-3 ชั่วโมง ให้ดื่มน้ำเปล่าทีละนิดเป็นระยะ รักษาความสมดุลของน้ำในร่างกาย

 

การกินอาหารหลังการแข่งขัน

  • ดื่มน้ำเปล่าหรือน้ำผลไม้หวานน้อย
  • กินคาร์โบไฮเดรตภายใน 15 นาที เพื่อไปสร้างไกลโคเจนทดแทน
  • กินอาหารที่ให้คาร์โบไฮเดรตสูงจะช่วยฟื้นสภาพร่างกาย
  • กินโปรตีนปกติ แต่กินไขมันให้พอดี

 

     นอกจากการเลือกทานอาหารอย่างอาหารคลีน อาหารเพื่อสุขภาพ ให้ถูกต้องแล้ว สิ่งที่สำคัญอีกอย่างก็คือการวอร์มร่างกายให้พร้อมก่อนการแข่งขันจริงเพื่อประสิทธิภาพของร่างกายที่สมบูรณ์ครับ

 

ด้วยความห่วงใยจาก Mannature

ขอขอบคุณข้อมูลจาก sanook

ฟักข้าว ทานง่ายได้ประโยชน์เต็มๆ

     ฟักข้าวเป็นผักพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เพราะขึ้นชื่อในเรื่องการบำรุงผิวพรรณ ดูแลสุขภาพให้ห่างไกลจากโรคร้าย เต็มไปด้วยสารอาหารที่ดีต่อร่างกาย โดยเฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระที่มีสูง นอกจากนี้ประโยชน์ของฟักข้าวยังมีดีอย่างไรอีกบ้างมาดูกัน

 

1. ฟักข้าว ช่วยบำรุงผิว ปกป้องผิวจากแสงแดด

     ในฟักข้าวมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยปกป้องเซลล์จากการถูกทำลาย ปกป้องผิวจากแสงแดด ชะลอการเกิดริ้วรอย แก้ปัญหาผิวแห้งกร้านและบำรุงผิวพรรณให้เนียนนุ่ม

 

2. ฟักข้าว ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ HIV

     ฟักข้าวมีโปรตีนชนิดหนึ่งที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ HIV ได้ และยังช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งลุกลาม

 

3. ฟักข้าว ช่วยบำรุงสายตา

     ฟักข้าวมีสารอาหารที่ช่วยบำรุงสายตา ปกป้องดวงตาจากโรคต้อกระจก ป้องกันประสาทตาเสื่อม และป้องกันการมองไม่เห็นในตอนกลางคืน

 

4. ฟักข้าว ช่วยรักษามะเร็งชนิดต่างๆ

     ฟักข้าวอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและมีไลโคปีนสูง ซึ่งไลโคปีนในเยื่อหุ้มเมล็ดของฟักข้าวเป็นสารต้านมะเร็ง ที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิต้านทานโรคให้แข็งแรง และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ

 

5. ฟักข้าว ช่วยป้องกันโรคหัวใจ

     ฟักข้าวมีสรรพคุณในการบำรุงหัวใจให้แข็งแรง และลดไขมัน คอเลสเตอรอลในเส้นเลือด จึงป้องกันภาวะไขมันอุดตันเส้นเลือด หรือภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบได้เป็นอย่างดี

 

6. ฟักข้าว ช่วยรักษาเบาหวาน

     ผลอ่อนของฟักข้าว ช่วยในการบรรเทาและรักษาโรคเบาหวานได้ โดยจะช่วยลดและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้น้อยลง

 

7. ฟักข้าว ช่วยลดความเสี่ยงอัมพฤกษ์ อัมพาต

     ฟักข้าวมีสรรพคุณในการป้องกันเส้นเลือดในสมองแตก เพราะฉะนั้นคนที่ชอบเครียดบ่อยๆ หรือคนที่มีความเสี่ยงต่อภาวะเส้นเลือดในสมองแตกควรทานอย่างยิ่ง

 

     ฟักข้าวเป็นผักพื้นบ้านที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันโรคมะเร็ง ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อเอดส์ ช่วยบำรุงผิวพรรณ และชะลอวัย เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง นอกจากนี้ ยังสามารถนำมาประกอบเมนูอาหารทานได้หลากหลายเมนูถือว่าเป็นอาหารคลีน อาหารเพื่อสุขภาพด้วย เรียกว่าเห็นผลเล็กๆ แบบนี้ แต่ประโยชน์และสรรพคุณกลับเต็มเปี่ยมอย่างมากทีเดียว

 

ด้วยความปราถนาดีจาก Mannature

เมื่อช็อกโกแลตยุคใหม่ กลายเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ

     ช็อกโกแลตเพื่อสุขภาพนั้นเป็นความคิดที่มาจากไอเดียของคาโรลินา พาล์เมอร์ (Karolina Palmer ) เชฟที่หันมาสนใจกินคลีน โดยสิ่งที่เธอสนใจก็คือพวก ซุปเปอร์ฟู้ด (Superfood) หรืออาหารเพื่อสุขภาพและกลุ่มสมุนไพรที่ช่วยปรับสมดุลร่างกาย  จนวันหนึ่งเธอได้รับเชิญให้ไปงานเลี้ยงที่ให้แต่ละคนนำอาหารของตัวเองไปเพื่อร่วมแบ่งกันทาน เธอเลยทำช็อกโกแลตทรัฟเฟิลไส้สมุนไพรไปซะเลย โดยใช้โสมอินเดีย (Ashwagandha) หรือ โชวู (He Shou Wu) ไส้เห็ด รำข้าว มะค่า(Maca) โกจิเบอร์รี เมล็ดฟักทอง ปรากฏว่าทุกคนชอบกันมาก

 

     คาโรลินา พาล์เมอร์จึงตัดสินใจทำขายเป็นผลิตภัณฑ์ซะเลย ในชื่อ Freaky Health Chocolates โดย 1 แท่ง มีส่วนประกอบทั้งกลุ่มสมุนไพรที่ช่วยปรับสมดุลร่างกาย ซึ่งใช้ในวงการแพทย์แผนโบราณของทางตะวันออก รวมถึงสมุนไพรต่างๆ ที่ช่วยให้ผิวพรรณผ่องใสด้วย

 

     นอกจากนี้ยังมี อแมนด้า แชนทัล เบคอน (Amanda Chantal Bacon) เจ้าของแบรนด์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ Moon Juice ในลอสแองเจลิส “มันมีทั้งแร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ ไฟเบอร์ ที่สำคัญคือมันอร่อย” ในอนาคตช็อกโกแลตจะไม่ใช่แค่ของหวานน้ำตาลสูงอีกต่อไป แต่จะเป็นช็อกโกแลตแนวใหม่ที่ใช้กระบวนการผลิตตามแบบอาหารเพื่อสุขภาพ เพื่อคงคุณสมบัติของเมล็ดโกโก้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติเอาไว้ให้มากที่สุด อย่างเช่นผลิตภัณฑ์ล่าสุดของเธออย่าง Deep Chocolate Adaptogenic Protein ผงโปรตีนช็อกโกแลตจากข้าวกล้องคีโตเจนิค และรากมะค่า เป็นต้น

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก sanook

 

สุดยอดอาหารบำรุงหัวใจ ในวันวาเลนไทน์

     เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมต้อนรับวันแห่งความรักในเทศกาลวาเลนไทน์นี้ แพทย์หญิง ซาร่า ซิรนา ผู้เชี่ยวชาญทางด้านหัวใจ  มหาวิทยาลัยโลโยลา  ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้แนะนำอาหาร 5 อันดับที่จะทำให้หัวใจของคุณแข็งแรง และมีจังหวะการเต้นของหัวใจที่ปกติ  ดังนี้

 

ถั่วมีเปลือก

     การกินถั่วเป็นประจำทุกวันจะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ โดยเฉพาะถั่วมีเปลือกแข็ง เช่น วอลนัท และอัลมอนด์

 

ปลา

     วาเลนไทน์นี้ สิ่งที่ขาดมิได้ในมื้ออาหารคือปลาแซลมอล ปลาทูน่า แหล่งรวมของโอเมกา 3 ตัวช่วยลดความผิดปกติของจังหวะการเต้นหัวใจ

 

เมล็ดแฟลกซ์

     โดยเฉพาะพันธุ์สีน้ำตาลหรือสีเหลืองทอง ที่อุดมไปด้วยใยอาหาร โอเมกา 3 และสารแอนติออกซิแดนท์

 

ข้าวโอ๊ต

     อาหารเช้าสุดโปรดที่ดีต่อหัวใจ ประกอบไปด้วยใยอาหาร ไนอาซิน โฟเลท และโพแทสเซียม

 

ผลไม้ตระกูลเบอรี่

     สุดยอดของแหล่งเบต้าแคโรตีน ลูทีน วิตตามินซี โฟเลท และใยอาหาร

 

     ดูแลคนที่คุณรักแล้วอย่าลืมดูแลตัวเองด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่มีสุขภาพ รวมถึงออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยนะครับ

 

ด้วยความห่วงใยจาก Mannature สินค้าเพื่อสุขภาพ                                     

ขอบคุณข้อมูลจาก goodlifeupdate

 

ปลุกกระแสเทรนด์ 4.0 ใส่ใจออแกนิค บอกลาสารเคมี

1. GOODBYE CHEMICALS, HELLO NATURAL : ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการสินค้าที่สดใหม่ มาจากธรรมชาติที่ไม่ปรุงแต่ง 

     เพราะในปัจจุบันผู้บริโภคไม่กลัวที่จะต้องจ่ายเงินให้กับผลิตภัณฑ์คุณภาพดี ๆ อีกต่อไป เนื่องจากผู้บริโภคยุคใหม่จะพิจารณาซื้อสินค้าจากคุณภาพที่สามารถตอบโจทย์และให้ประโยชน์ต่อร่างกายได้มากที่สุด รวมถึงกระบวนการผลิตที่ต้องน่าเชื่อถือ ซึ่งในอนาคตผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มคงจะต้องนำส่วนผสมจากพืชพรรณธรรมชาติมาใช้แล้ว

 

2. Localisation : สินค้าจากท้องถิ่นทำมห้ดูมีเรื่องราว มีความสดใหม่จากธรรมชาติ คุณภาพ ความสะอาด

     และความเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ส่งจากผู้ผลิตถึงผู้บริโภคโดยตรง โดยใช้กำลังการผลิตในครัวเรือน ผลิตในปริมาณไม่มาก อยู่ไม่ไกลจากพื้นที่นัก และมีเรื่องราวที่น่าสนใจ และสร้างสรรค์ เช่น เนยอินเดีย, ช็อกโกแลตแมกซิกัน, งาดำตาฮิติ เป็นต้น

 

3. Transparency : สินค้าต้องมีความโปร่งใส ระบุข้อมูลครบถ้วนอย่างตรงไปตรงมา และจริงใจกับผู้บริโภค

     ปัจจุบันการจริงใจกับผู้บริโภคนั้นกลายมาเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากผู้บริโภคต้องการข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ชัดเจนในทุกแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นส่วนผสม สารประกอบที่สำคัญ แหล่งผลิต กระบวนการเพาะปลูก ราคาที่ชัดเจน การรับประกันสุขภาพ ไปจนถึงผลกระทบที่จะเกิดกับสิ่งแวดล้อมและโลก ที่สำคัญที่สุดคือกระบวนการที่ได้มาตรฐานและความสะอาดจะกลายเป็นปัจจัยที่ทุกประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญ

 

4. Blurred line between food and drugs : ทานอาหารให้เป็นยา

     ในโลกยุคใหม่ มีนวัตกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่ให้คุณค่าทางโภชนาการและใส่ส่วนผสมที่บำรุงร่างกาย ตลอดจนรักษาโรคบางชนิดไว้ด้วย รวมถึงกลุ่มอาหารเสริมสุขภาพ และเสริมความงามที่ได้รับความนิยมต่อเนื่อง

 

5. Sweeter Balance : ความสมดุลความหวานกับสุขภาพ ใช้สารให้ความหวานจากธรรมชาติแทนน้ำตาล เช่น หญ้าหวาน เป็นต้น

     ผู้บริโภคยังคงต้องการอาหารที่มีรสชาติอร่อย แต่ปัจจุบันมีสารให้ความหวานจากธรรมชาติหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นหญ้าหวาน เด็กซ์โตรส หรืออื่น ๆ เนื่องจากความใส่ใจของผู้บริโภคในด้านความสมดุลระหว่างรสชาติหวานหอมอร่อยและสุขภาพ ทำให้เกิดการขับเคลื่อนนวัตกรรมใหม่ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล เพื่อช่วยลดความแปรปรวนของระดับน้ำตาลในร่างกาย ระดับพลังงานให้สมดุลมากยิ่งขึ้น รวมถึงผู้ป่วยโรคเบาหวานก็สามารถทานได้

 

6. Seed of Change : ผู้บริโภคให้ความสนใจในเมล็ดพันธุ์ต่างๆ และนำมาต่อยอดมากขึ้น

     อย่างเมล็ดเจียและควินัวนั้น กลายเป็นใบเบิกทางให้แก่เมล็ดพันธุ์อื่น ๆ นำมาซึ่งรสชาติ สัมผัส ของธรรมชาติที่หลายหลาย แถมให้ประโยชน์ต่อร่างกายและมีโปรตีนสูง จนปัจจุบันทำให้บริษัทต่าง ๆ นำมาต่อยอดในรูปแบบต่าง ๆ เช่นการสกัดเป็นน้ำมัน เป็นผง ตลอดจนนำมาแปรรูปเพื่อแทนที่อาหารแบบเดิม เช่น แป้งเด็กจากธัญพืช เส้นสปาเกตตี้จากถั่ว พาสต้าจากควินัว เป็นต้น

 

7. Body in Tune : เลือกอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและให้พลังงานเต็มที่แทนอาหารไขมันต่ำ

     ในปัจจุบันผู้บริโภคจะหันมาเลือกสรรอาหารและเครื่องดื่มที่ให้คุณค่าทางโภชนาการและให้พลังงานอย่างเต็มที่แทนอาหารไขมันต่ำ รวมถึงผู้บริโภคยังต้องการอาหารที่ออกแบบมาเพื่อช่วยดูแลสุขภาพของผู้บริโภคแต่ละคน อย่างอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน อาหารสำหรับผู้ที่มีปัญหากระดูกข้อต่อ เป็นต้น

 

8. Smart Packaging : บรรจุภัณฑ์ที่สวยงามบอกคุณสมบัติและข้อมูลครบถ้วน

     บรรจุภัณฑ์กลายเป็นสิ่งที่ถูกให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบให้สวยงามดึงดูดใจผู้บริโภค สื่อสารคุณสมบัติของอาหาร สะดวกและคุ้มค่าในการจัดส่งแล้ว ในปัจจุบันการพัฒนา Smart Packaging ซึ่งเป็นการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่สามารถบอกช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับรับประทาน หรือวันหมดอายุได้โดยการเปลี่ยนสี เปลี่ยนรูป เป็นต้น

สร้างภูมิคุ้มกันแบบง่ายๆโดยไม่เสียเงิน

     ปฏิเสธไม่ได้ว่า"การออกกำลังกาย"เป็นยาวิเศษที่ทำได้ง่ายๆ แถมไม่เสียเงิน ที่สำคัญยังช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย

  • การออกกำลังกายจะเพิ่มการหมุนเวียนของเลือด  ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาว หมุนเวียนไปยังเซลล์ทั้งร่างกาย และเก็บกินสิ่งแปลกปลอมมากขึ้น
  • หากมีการออกกำลังกายเป็นประจำ จะเป็นการไปกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้ตื่นตัว และจะยังทำงานได้ดีต่อไปอีก 2-3 ชั่วโมงหลังการออกกำลังกาย เพราะฉะนั้นการออกกำลังกายเป็นประจำจะเป็นการกระตุ้นให้ระบบทำงานตลอดเวลา เมื่อมีการออกกำลังกายหัวใจก็จะแข็งแรงขึ้น การหมุนเวียนโลหิตในร่างกายดีขึ้น ปอดทำหน้าที่ดีมากขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายเพิ่มมากขึ้นต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ
  • สำหรับคนทั่วไป ควรออกกำลังกาย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือ 30 นาที ต่อวัน ทั้งหมด 5 วัน สามารถทำครั้งละ 10 นาที แล้วพัก และทำต่อในรอบที่2 และ 3 อย่างละ 10 นาที รวม 30 นาทีก็ได้ หรือถ้าต้องการออกกำลังกายอย่างหนัก ให้ออกกำลังกาย 75 นาทีต่อสัปดาห์ หรือ 20 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์
  • การออกกำลังกาย นอกจากจะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายแล้ว ยังส่งผลให้นอนหลับง่าย สมองปลอดโปร่ง ลดความเครียดสะสม แถมยังลดความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ ในระยะยาว

     เห็นไหมครับว่าการออกกำลังกายนั้นมีแต่ส่งผลดี แต่ทั้งนี้ก็ไม่ควรออกกำลังกายอย่างหักโหมเช่นกัน เพราะร่างกายที่เหนื่อยล้าถึงขีดสุดจะหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันลดต่ำลง กลายเป็นเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยไปแทน และที่สำคัญอย่าลืมหาอาหารหรือของมีประโยชน์ที่ดีต่อรางกายทานด้วยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นอาหารคลีน อาหารเพื่อสุขภาพต่างๆ ด้วยความห่วงใยจาก mannature

 

ขอบคุณข้อมูล pordeecallcenter

 

อุบัติเหตุทางตาที่วัยทำงานควรระวัง

     คนวัยทำงานมักจะมีปัญหาเรื่องสายตา เนื่องจากต้องทำงานจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานประมาณ 8 - 10 ชั่วโมงต่อวัน ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ทำให้สายตามีการใช้งานมากเกินไป ทำให้มีอาการตาแห้ง ปวดตา ตาพร่าเบลอ และอาการสายตายาวก็มาเร็วกว่าอายุ เพราะการใช้สายตาจ้องเทคโนโลยีนานๆ โดยคนปัจจุบันอายุ 30 ปลายก็เริ่มมีอาการสายตายาวแล้ว

 

โรคตาที่พบบ่อยในวัยทำงาน

1. สายตาผิดปกติ คือ ภาวะที่ทำให้การมองเห็นไม่ชัด อาจเกิดจากสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง ซึ่งอาจแก้ไขได้โดยการใช้แว่นตา คอนแทคเลนส์ หรือเลเซอร์แก้ไขสายตา

 

2. ตาแห้ง เนื่องจากพฤติกรรมการใช้คอมพิวเตอร์ บางคนจำเป็นต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์นาน 8-10 ชั่วโมง ซึ่งอาจเกิดปัญหาตาแห้ง การปวดตาจากการเพ่งสายตา

 

3. โรคต้อลมและต้อเนื้อ ซึ่งเกิดจากการที่เยื่อบุตาขาวสัมผัสกับสิ่งระคายเคือง เช่น ลม แดด ฝุ่น เป็นประจำส่งผลให้เกิดการระคายเคืองและนำไปสู่การเกิดโรค

 

     ทั้งนี้ยังรวมไปถึงการทำงานที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุกับดวงตาซึ่งส่วนใหญ่มักจะเกิดจากความประมาท และไม่ใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายขณะทำงานดังนั้นถ้ามีอาการเหมือนข้างต้น ควรปรึกษาจักษุแพทย์แล้วอย่าลืมหาอาหารบำรุงสายตาทานด้วยนะครับ ด้วยความห่วงใยจาก mannature